LASTEST NEWS

18 ม.ค. 2560(ร่าง) ปฏิทินสอบครูผู้ช่วย สพฐ. กรณีทั่วไป ปีพ.ศ.2560 รับสมัคร24-30มี.ค.60 18 ม.ค. 2560แชร์แปะไว้เลย! (ร่าง)กำหนดการสอบครูผู้ช่วย กรณีพิเศษ 2560 สมัคร14-20กุมภาพันธ์2560 18 ม.ค. 2560ว่าด้วยเรื่อง ป.บัณฑิตวิชาชีพครู ที่กำลังเปิดรับสมัครตอนนี้ 18 ม.ค. 2560สพฐ.รอศาลก่อนคืนสิทธิ์"ครูจอมทรัพย์" 18 ม.ค. 2560"ประยุทธ์" เร่งสอบคดีครูจอมทรัพย์ "เเพะหรือเเกะ" วอนอย่าใช้กระเเสโทษตำรวจ ให้รอการตัดสิน 18 ม.ค. 2560"กรมบัญชีกลาง" จ่ายเงินเดือนตรงสพฐ. ม.ค.นี้ 18 ม.ค. 2560ปฏิรูปล่าช้า "ปนัดดา"เร่งตั้งอกศจ. 18 ม.ค. 2560รับแค่สาขาละ30รับรองครูมีคุณภาพ 18 ม.ค. 2560สำรวจความต้องการบุคลากรสายสนับสนุน และแจ้งอัตราว่างพนักงานราชการ ตามกรอบรอบ 4 18 ม.ค. 2560เปิดรายชื่อสาขาวิชาเอกตัวเต็ง สอบเข้ารับราชการครูผู้ช่วย ท้องถิ่น ปี2560

อ่านออกเขียนได้100%ไม่ไกลเกินฝัน

  • 01 ต.ค. 2556 เวลา 09:41 น.
  • 914 ครั้ง
  • LINE it!
Advertisement
อ่านออกเขียนได้100%ไม่ไกลเกินฝัน

Advertisement
เพิ่มเราเป็นเพื่อนใน Line กดเลย!

นำเสนอข่าวโดย >> ทีมงานครูวันดีดอทคอม ส่งข่าวนี้ เข้าไลน์ LINE it! - +

อ่านออกเขียนได้100%ไม่ไกลเกินฝัน
 
ภาษาไทยถือเป็นเอกลักษณ์สำคัญทางวัฒนธรรมของชาติและยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดต่อสื่อสารและการเรียนรู้ตลอดชีวิตของคนไทยทุกคน  แต่ปัญหาที่พบ คือ เด็กไทยในระดับประถมศึกษาจำนวนไม่น้อยที่ยังมีปัญหาด้านการอ่านเขียนภาษาไทย  ซึ่งมีทั้งที่อ่านไม่คล่อง เขียนไม่คล่อง  ส่วนขั้นที่รุนแรงอย่างน่าวิตกถึงขนาดที่ว่า “อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้”  ก็ยังมีอีกจำนวนหนึ่ง  
เชื่อว่าทุกท่านตระหนักและเห็นความสำคัญของการอ่านเขียนภาษาไทย เพราะถือเป็นพื้นฐานที่จะส่งผลกระทบไปถึงการเรียนรู้วิชาอื่น ๆ เป็นอย่างมาก  ถ้าหากนักเรียนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ก็จะทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาอื่น ๆ ตกต่ำตามไปด้วย
 
จากข้อมูลการสำรวจเพื่อคัดกรองเด็กที่มีปัญหาด้านการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)  พบว่า นักเรียนในระดับชั้น ป.3 จากจำนวนนักเรียน 445,000 คน  มีที่อยู่ในข่ายต้องปรับปรุง ประมาณ 127,800 คน แยกเป็นนักเรียนที่อ่านไม่ได้เลย จำนวน 27,000 คน หรือ 6.27% นักเรียนที่อ่านได้แต่อยู่ในระดับปรับปรุง จำนวน 23,700 คน หรือ 5.32%  อ่านได้แต่ไม่เข้าใจ จำนวน 14,600 คน หรือ 3.2%  อ่านได้เข้าใจบ้าง จำนวน 62,000 คน หรือ 14%  ส่วนนักเรียนระดับชั้น ป.6 จากจำนวน 444,000 คน  มีที่อยู่ในข่ายต้องปรับปรุง ประมาณ 73,290 คน แยกเป็นนักเรียนที่อ่านไม่ได้เลยจำนวน 7,880 คน หรือ 1.77%  นักเรียนที่อ่านได้แต่อยู่ในระดับปรับปรุง จำนวน 6,750 คน หรือ 1.52%  อ่านได้แต่ไม่เข้าใจ จำนวน 7,080 คน หรือ 1.59%  อ่านได้เข้าใจบ้าง จำนวน 51,580 คน หรือ 11.6%  
 
“ตัวเลขข้างต้นเป็นการสะท้อนปัญหาระบบการศึกษาไทยพอสมควร จะพบว่าทั้งชั้น ป. 3  และ ป. 6 มีนักเรียนต้องปรับปรุงเรื่องการอ่านออก-เขียนได้ ประมาณ 2 แสนคน ถือว่ามียอดสูง แต่ผมก็ถือว่าผู้บริหารโรงเรียนและครูมีความกล้าที่จะเผชิญความจริง ไม่มีการอะลุ่มอล่วยทำให้ยอดเด็กอ่านหนังสือไม่ออกมาต่ำ เพื่อปกปิดความล้มเหลวของโรงเรียนและครู  อย่างไรก็ดี อยากฝากให้ผู้ปกครองเข้าใจว่าเราไม่ได้มองว่าเด็กกลุ่มนี้คือปัญหาหรือความบกพร่อง และจะไม่ตำหนิครูเพราะถือเป็นความผิดพลาดล้มเหลวที่ระบบการศึกษา ซึ่งเรากำลังหาทางแก้ไขอยู่ และดีที่เราจับจุดถูกและเร็ว มิฉะนั้นการแก้ปัญหาผลสัมฤทธิ์ตกต่ำอื่นๆ จะไม่สามารถแก้ได้”  นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์สืบเนื่องจากการเปิดเผยข้อมูลของ สพฐ. 





 
จากนโยบายที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ต้องการให้ สพฐ. เร่งแก้ปัญหาใหญ่เด็กไทยอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ อ่านจับใจความไม่รู้เรื่องนั้น  สพฐ. เตรียมนำร่องปูพรมพัฒนาทักษะการเขียนให้กับนักเรียนชั้น ป. 3 และ ป. 6 โดยตั้งเป้าว่าภายในสิ้นปีการศึกษา 2556 นักเรียน ป. 3 ทุกคนจะต้องอ่านออกเขียนได้ ส่วนนักเรียน ป.6 ทุกคนจะต้องอ่านรู้เรื่อง ก็คงจะเป็นความหวังของทุกคนที่อยากจะให้ความฝันนี้เป็นจริงในเร็ววัน
 
เมื่อมีการหยิบยกปัญหาการอ่านออกเขียนได้ของนักเรียนมาถกกันคราใด เรามักจะได้ยินการโทษกันไปมาต่าง ๆ นานา ไม่ว่าจะเป็น “ครูไม่สอนแบบแจกลูก-สะกดคำ-ผันเสียงนักเรียนจึงอ่านไม่ได้”  “เพราะนโยบายไม่มีการซ้ำชั้นปล่อยให้เด็กที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้เลื่อนชั้นขึ้นมา”  “หนังสือเรียนยุคนี้ไม่ดีพอขาดประสิทธิภาพในลำดับขั้นตอนจากง่ายไปหายากและขาดระบบในการนำฝึกที่ดี”  “ผู้บริหารวางตัวครูผู้สอนชั้น ป.1 ที่มีคุณสมบัติไม่เหมาะสมไม่เข้าใจวิถีภาษาไทย”  เหล่านี้เป็นต้น
 
จากการได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับบุคคลร่วมสมัยพ่อแม่ปู่ย่าตายาย ซึ่งทุกคนล้วนเห็นตรงกันว่าการสอนภาษาไทยแบบเดิม ๆ ที่มีการสอนอ่านแบบแจกลูกสะกดคำนั้นจะช่วยให้เด็กอ่านได้และอ่านคล่องติดตัวไปอย่างยั่งยืน  แต่อย่างไรก็ตาม การสอนแบบแจกลูกสะกดคำนั้นควรสอนในช่วงที่นักเรียนยังอ่านหนังสือไม่แตกฉาน แต่ก็ไม่ได้มีกฎตายตัวว่าจะต้องสอนถึงชั้นใด เพราะหากนักเรียนอ่านได้แล้วการแจกลูกสะกดคำก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป  เพราะเชื่อว่าการสอนแบบแจกลูกสะกดคำเป็นเสมือนการให้เครื่องมือตกปลา ที่ครูมอบให้นักเรียนนำไปใช้ในการหาปลามารับประทานเองในระดับที่สูงขึ้นได้
 
คงต้องเป็นหน้าที่ของครูที่จะต้องวิเคราะห์และจัดการเรียนการสอนให้สอดคล้องเหมาะสมแต่ละช่วงวัย  เช่น  ระดับอนุบาลเน้น การฟัง – พูด – เปล่งเสียงคำ ท่อง – ร้องจำพยัญชนะ สระ เขียนเส้น – เขียนอักษร – ตัวเลข  นักเรียนชั้น ป. 1 - 3  เน้นในเรื่องของการอ่านออก – เขียนได้ แจกลูก – สะกดคำ – ผันเสียง  ส่วนชั้น ป. 4 - 6  ให้เน้นในเรื่องของการอ่านคล่อง – เขียนคล่อง อ่านจับใจความ เขียนบันทึก เขียนเรื่อง รวมไปถึงการอ่านคิดวิเคราะห์และเขียนสร้างสรรค์ เป็นต้น
 
สิ่งสำคัญคือครูผู้สอนจะต้องคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของนักเรียน จัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละคน  เพราะนักเรียนบางคนแค่เพียงสะกดคำก็อ่านคำนั้นได้  แต่บางคนต้องใช้วิธีให้สะกดคำ เทียบคำที่เคยอ่านได้ หรืออ่านซ้ำ ๆ  ส่วนบางคนอาจจะใช้วิธีสอนแบบปกติไม่ได้เลย  ดังนั้น ครูจะต้องสอนด้วยวิธีการที่หลากหลายแตกต่างกันไป  มีเทคนิคการสอนและใช้สื่อหลากหลาย  ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ ต้องทำให้เด็กสนุกกับการเรียนรู้   ไม่เป็นทุกข์เมื่อถึงเวลาเรียนเพียงเพราะรู้สึกว่าภาษาไทยเป็นเรื่องที่ยาก
 
คงถึงเวลาแล้วที่จะหยิบยกปัญหาการอ่านออกเขียนได้มาวิเคราะห์ทบทวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง พร้อมหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดกันอย่างจริงจังและต่อเนื่อง  ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า หากผู้บริหารระดับนโยบายพร้อมที่จะขับเคลื่อนผลักดันให้คุณครูทุกคนร่วมแรงร่วมใจช่วยกันพัฒนาคุณภาพเด็กไทย  โดยการเริ่มต้นจากการอ่านออกเขียนได้ 100 %  ก็คงจะไม่ไกลเกินความฝัน  เพราะถือเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องแก้ไขเพื่อ “ตัดไฟแต่ต้นลม”  ก่อนที่จะวิกฤติมากเกินกว่าที่จะเยียวยาแก้ไข
 
ฟาฏินา  วงศ์เลขา
 
 
Advertisement
Advertisement

TAGS ที่เกี่ยวข้อง >>

ความคิดเห็นเกี่ยวกับ : อ่านออกเขียนได้100%ไม่ไกลเกินฝัน

เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น!

ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บไซต์ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป

ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้

^