LASTEST NEWS

08 ธ.ค. 2559ค้าน "คลัง" ยกงบ7หมื่นล.ให้ประกันดูแลสวัสดิการขรก. 08 ธ.ค. 2559ข่าวดี! กศจ.กทม. อนุมัติเรียกบรรจุครูผู้ช่วย 530 อัตรา 08 ธ.ค. 2559ว่างไปสมัคร! รับเยอะ 28 อัตรา (วุฒิม.6-ปริญญาตรีทุกสาขา) เปิดสอบพนักงานราชการครู และลูกจ้างชั่วคราว 08 ธ.ค. 2559สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง รับสมัครอาจารย์ 08 ธ.ค. 2559จ่อฟันผู้บริหารอาชีวะเอี่ยวเปิดเทียบโอนไร้มาตรฐาน 08 ธ.ค. 2559เตือนใช้วุฒิปลอมโดนคดีอาญา 08 ธ.ค. 2559วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีกาญจนบุรี เปิดสอบพนักงานราชการครู 08 ธ.ค. 2559(ไม่ต้องมีวุฒิครู) รับป.ตรีทุกสาขา กศน.จังหวัดเลย เปิดสอบครูศูนย์การเรียนชุมชน 08 ธ.ค. 2559กศน.จังหวัดเลย เปิดสอบพนักงานราชการทั่วไป 08 ธ.ค. 2559ด่วน!! บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดรับสมัครวุฒิปริญญาตรี ไม่จำกัดสาขา จำนวนมาก

ผลวิจัยแท็บเล็ต ม.1 เบื้องต้นพบกระตุ้นการเรียนรู้ เด็กใช้นานเกินชั่วโมงบ่นปวดตา-ทำนิ้วล็อก

  • 12 ก.พ. 2556 เวลา 21:49 น.
  • 2,564 ครั้ง
  • LINE it!
Advertisement
ผลวิจัยแท็บเล็ต ม.1 เบื้องต้นพบกระตุ้นการเรียนรู้ เด็กใช้นานเกินชั่วโมงบ่นปวดตา-ทำนิ้วล็อก

Advertisement
เพิ่มเราเป็นเพื่อนใน Line กดเลย!

นำเสนอข่าวโดย >> ทีมงานครูวันดีดอทคอม ส่งข่าวนี้ เข้าไลน์ LINE it! - +

ผู้ปกครองห่วงขาดทักษะการเขียน - เข้าถึงเว็บไซต์ไม่เหมาะสม
 
     โรงเรียนหอวัง กรุงเทพ เมื่อวันที่ 12 ก.พ.56 นายสยาม เจริญเสียง หัวหน้าโครงการวิจัยนำร่องการประยุกต์และบูรณาการคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต เพื่อการเรียนการสอนในระดับชั้น ม.1 เปิดเผยผลวิจัยโครงการฯ เบื้องต้นว่า โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่าง สพฐ. และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) โดยได้เริ่มอบรมครูที่จะมานำร่องใช้แท็บเล็ต ม.1 ตั้งแต่เดือน ต.ค.55 จากนั้นได้มอบหมายให้ครูแต่ละวิชาหลักที่นำร่อง ได้แก่ ภาษาไทย อังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสังคมศึกษา มาเตรียมทำแผนการสอน และเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนแผนการสอนกันระหว่างโรงเรียน 4 แห่งที่นำร่อง ได้แก่ โรงเรียนวัดราชาธิวาส โรงเรียนทวีธาภิเษก ทดลองใช้แท็บเล็ตระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ และโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย และโรงเรียนหอวัง ทดลองระบบปฏิบัติการไอโอเอส
 
     ทั้งนี้ การวิจัยเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงเดือน ม.ค.56 ใช้วิธีสังเกตการณ์ สัมภาษณ์ และประเมินผลนักเรียนหลังการใช้แท็บเล็ต ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงการสัมภาษณ์เก็บข้อมูลอยู่ และคาดว่าจะวิจัยเสร็จสิ้น พร้อมประกาศผลได้ในเดือน มี.ค.นี้ จากนั้นจะเสนอ ศธ.ต่อไป อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยข้อมูลในเบื้องต้นของ 4 โรงเรียน พบว่า แท็บเล็ตเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยส่งเสริมการเรียนการสอน จะนำมาใช้แทนครูผู้สอนไม่ได้ โดยสามารถช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของเด็กได้อย่างดี ทำให้เด็กรู้จักการวางแผน มีการตั้งสมมุติฐาน ฝึกให้เด็กได้คิด มีความคิดสร้างสรรค์ รู้จักการทำงานเป็นกลุ่ม ซึ่งถือว่าตรงตามเป้าหมายที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้วางไว้ นอกจากนี้ยังพบว่าทำให้เด็กได้เรียนรู้นอกห้องเรียนมากขึ้น ไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว 
 
     ส่วนเรื่องสุขภาพ จากการสอบถามเด็กส่วนใหญ่ระบุว่า ถ้าใช้แท็บเล็ตต่อเนื่องเป็นเวลานานตั้งแต่ 1 ชั่วโมงขึ้นไปจะเริ่มปวดตา และบางครั้งเกิดอาการนิ้วล็อกด้วย ขณะที่เนื้อหาที่จะบรรจุใส่แท็บเล็ตนั้น ขณะนี้จะใช้จากการโหลดแอพพลิเคชั่น ฟรีจากเครื่องเท่านั้น ซึ่งยังมีน้อย ดังนั้นในระยะยาวผู้วิจัยมองว่าควรจะร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในการจัดทำเนื้อหา เพื่อความยั่งยืนมากขึ้น 
 
     นายสุริยา นัฏสุภัคพงศ์ นักวิจัยในฐานะดูแลโครงการนำร่องฯ ประจำโรงเรียนหอวัง กล่าวว่า ผลการศึกษาเบื้องต้น พบว่า ครูยังเป็นองค์ประกอบสำคัญในห้องเรียน เพราะเป็นผู้ดำเนินการจัดการเรียนการสอน ขณะที่แท็บเล็ตเป็นเพียงส่วนหนึ่งของวิธีการเท่านั้น ดังนั้นจะต้องมีการเตรียมพร้อมครูให้ดี เพื่อให้สามารถทำแผนการสอนที่นำแอพพริเคชั่นมาใช้ประยุกต์ใช้เรียนได้ นอกจากนี้ยังพบว่าแต่ละวิชาที่นำร่อง ไม่มีวิชาใดโดดเด่นกับการเรียนแท็บเล็ตมากกว่ากัน เพราะขึ้นอยู่ที่เทคนิคการสอนของอาจารย์ผู้นั้นเป็นสิ่งสำคัญ
 
     นายณัฐชัย ชัยปรารถนา ผู้ปกครอง กล่าวว่า จากการติดตามการใช้แท็บเล็ตของลูกขณะที่อนำมาใข้ที่บ้าน พบว่า เป็นเรื่องที่ดี เพราะเด็กได้ใช้ประโยชน์จากเครื่องแท็บเล็ตอย่างเต็มที่ อาทิ ค้นหาข้อมูล ฝึกฟังการออกเสียงภาษาอังกฤษ เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่า เด็กมีความสนใจกับการเรียนรู้มากขึ้น แต่มีข้อเสียคือ เด็กไม่ได้ฝึกเขียนเลย จึงอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้คำนึงในเรื่องนี้ด้วย ส่วนสิ่งที่กังวลว่าเด็กจะเข้าเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมนั้น เท่าที่สังเกตยังไม่พบปัญหานี้
 
 
Advertisement

TAGS ที่เกี่ยวข้อง >>

ความคิดเห็นเกี่ยวกับ : ผลวิจัยแท็บเล็ต ม.1 เบื้องต้นพบกระตุ้นการเรียนรู้ เด็กใช้นานเกินชั่วโมงบ่นปวดตา-ทำนิ้วล็อก

เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น!

ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บไซต์ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป

ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้


Advertisement
^