LASTEST NEWS

12 ธ.ค. 2561เล็งปลดล็อกตั๋วครูพิเศษในโรงงาน 12 ธ.ค. 2561กศจ.เชียงใหม่ เรียกบรรจุครูผู้ช่วย รอบ 5 จำนวน 159 อัตรา 12 ธ.ค. 2561กมว.เร่งจัดทำใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูแบบแยกประเภท 12 ธ.ค. 2561ใครจบนาฎศิลป์ ขอด่วนเลยค่ะ โรงเรียนกอบวิทยา รับสมัครครูผู้สอน มีหรือไม่มีใบประกอบวิชาชีพครูก็ได้ 11 ธ.ค. 2561มสด.มั่นใจทีแคสรอบ3 รับหลักสูตรครู4ปี 11 ธ.ค. 2561โรงเรียนตามฝันแม่ใจ รับสมัครครูอัตราจ้าง วิชาเอกภาษาอังกฤษ ตั้งแต่บัดนี้-23ธ.ค.2561 11 ธ.ค. 2561"หมอธี" ชงยุติบอร์ดคปภ.หวั่นใช้อำนาจเกิน 11 ธ.ค. 2561กอปศ.ชำแหละปัญหาจากโครงสร้างศธ. 11 ธ.ค. 2561โรงเรียนอนุบาลพิษณุโลก รับสมัครเจ้าหน้าที่ประจำห้องวิทยาศาสตร์ สมัคร 11-18 ธ.ค.2561 11 ธ.ค. 2561จี้"สพฐ."ยกเลิก"ใส่คิวอาร์โค้ด"ตำราเรียน

จะเป็นอย่างไร? เมื่อเด็กยุคใหม่ เลือกเรียนแพทย์น้อย เด็กรุ่นใหม่เลือกทำงานและเรียนไปด้วยมากกว่า

  • 16 พ.ย. 2561 เวลา 12:14 น.
  • 990 ครั้ง
  • LINE it!
Advertisement
จะเป็นอย่างไร? เมื่อเด็กยุคใหม่ เลือกเรียนแพทย์น้อย เด็กรุ่นใหม่เลือกทำงานและเรียนไปด้วยมากกว่า
Advertisement

นำเสนอข่าวโดย >> ทีมงานครูวันดีดอทคอม ส่งข่าวนี้ เข้าไลน์ LINE it! - +

จะเป็นอย่างไร? เมื่อเด็กยุคใหม่ เลือกเรียนแพทย์น้อย – เรียนยาก ทำงานหนัก เงินเดือนน้อย

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน เทรนด์ด้านการศึกษาก็ย่อมเปลี่ยนตามไปด้วย และจะเป็นอย่างไรเมื่อเด็กยุค 4.0 เริ่มที่จะหันมาให้ความสนใจอาชีพด้านการขายของออนไลน์หรือทำธุรกิจส่วนตัวมากกว่า การเรียนแพทย์ เพราะเรียนยาก ทำงานหนัก และได้รับค่าตอบแทนไม่ดีเท่ากับอาชีพอื่น ๆ
จะเป็นอย่างไร? เมื่อเด็กยุคใหม่ เลือกเรียนแพทย์น้อย

ทางด้าน นางสาววัฒนาพร สุขพรต ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการอุดมศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้กล่าวถึง สถานการณ์การศึกษาในปัจจุบันว่าน่าเป็นห่วงอย่างมาก โดยมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีการปิดตัวลงไปเป็นจำนวนมาก

ส่วนประเทศไทยนั้นก็ได้มีการคาดการณ์ว่า ในอนาคตอันใกล้นี้จะต้องมีการปิดหรือยุบมหาวิทยาลัยอย่างแน่นอน เพราะมีการลงทุนที่สูง ในขณะที่ภาคการผลิตบัณฑิตนั้นก็ไม่เข้าเป้า สวนทางกับจำนวนอาจารย์ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
มหาวิทยาลัยต้องเน้นการวิจัยมากขึ้น…

ส่งผลทำให้มหาวิทยาลัยใหญ่ ๆ หลายแห่งอาจจะต้องเน้นการวิจัยมากกว่าการผลิตบัณฑิตที่ไม่ตอบโจทย์ต่อความต้องการของตลาดแรงงาน ร่วมกับการพัฒนาประเทศไทยไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ให้ได้ ที่สำคัญก็คือต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอนควบคู่กับการให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติจริง ร่วมกับภาคเอกชนต่าง ๆ เพราะถ้าหากเราผลิตบัณฑิตโดยไม่สนใจภาคเอกชนเลยก็เท่ากับว่า เราผลิตบัณฑิตที่ไม่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน


ซึ่งก็ไม่ได้มีปัจจัยเพียงเท่านี้ที่ทำให้มีเด็ก ๆ สนใจเรียนแพทย์น้อยลง เพราะได้มีการคาดการณ์เอาไว้อีกว่าในอนาคตเด็ก ๆ จะไม่มาเรียนในมหาวิทยาลัยหรือในห้องเรียนเพียงอย่างเดียวแล้ว แต่เลือกที่จะทำงานไปด้วยและเรียนไปด้วย ดังนั้น มหาวิทยาลัยต่าง ๆ จึงได้มีการปรับกระบวนการเรียนการสอนและหันมาร่วมมือกับภาคเอกชนมากยิ่งขึ้น

พร้อมทั้งยังได้มีกระแสข่าวออกมาอีกด้วยว่า แพทย์ เป็นอะไรที่เรียนยากมาก ทำงานหนัก แต่เงินเดือนไม่ได้ดีไปกว่าอาชีพอื่น ๆ สักเท่าไหร่เลย เพราะในทุกวันนี้เด็ก ๆ รุ่นใหม่เริ่มที่จะสนใจเรื่องผลประโยชน์และค่าตอบแทนมากกว่า เช่น การขายของออนไลน์ผ่านหน้าเว็บไซต์หรือทางโซเชียลสามารถทำเงินได้ดีกว่าการเป็นแพทย์  และการทำธุรกิจส่วนตัวก็สามารทำรายได้ต่อเดือนได้ค่อยข้างสูงมากกว่า เป็นต้น

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่เด็ก ๆ จะเริ่มคิดเปลี่ยนจากการเรียนแพทย์ มาเรียนด้านอื่น ๆ เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น มหาวิทยาลัยในอนาคตจะต้องเหลือการผลิตบัณฑิตเฉพาะที่ชำนาญเท่านั้น ไม่อย่างงั้นจะไม่สามารถหาผู้เรียนได้ตามจำนวนที่ถูกกำหนดมา

** แต่ทั้งนี้ก็เป็นการคาดการณ์เท่านั้น เราจะต้องรอดูกันต่อไปว่าในอนาคตการเลือกเรียนต่อแพทย์ของเด็ก ๆ รุ่นใหม่ จะน้อยหรือเพิ่มมากขึ้น

สกอ. ชี้เด็กไทยไม่สนใจเรียน ‘แพทย์’ เหตุเงินไม่มากงานเพียบ

Link : seeme.me/ch/goodmorningthailand/MRWlKd
เลือกเรียนแพทย์ ต้องสอบอะไรบ้าง ?

รับตรงผ่าน กสพท เป็นสนามสอบเข้าเรียนต่อคณะแพทยศาสตร์ ยังรวมถึงคณะทันตแพทย์ สัตวแพทย์ และเภสัชศาสตร์ อีกด้วย ใครสามารถสอบเข้าเรียนแพทย์ได้บ้าง มาดูกันเลย…

1. รับทั้งเด็กที่จบสายวิทย์-คณิตฯ และสายศิลป์ ส่วนเด็กซิ่วที่ยังเรียนอยู่ในปี 1 สมัครได้ไม่ต้องลาออก และต้องไม่ศึกษาอยู่ในคณะที่ต้องการสมัครใหม่ด้วย

2. GPAX เกรดเฉลี่ยสะสมระดับ ม.ปลาย

3. ต้องมีคะแนนสอบ 9 วิชาสามัญ ต้องมีวิชาที่ใช้ในการพิจารณาดังนี้

    วิทยาศาสตร์ (ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา) : 40%
    คณิตศาสตร์ 1 : 20%
    ภาษาอังกฤษ : 20%
    ภาษาไทย : 10%
    สังคมศึกษา : 10%

4. คะแนนสอบวิชาความถนัดแพทย์ : 30 %

5. ผลคะแนนสอบ O-NET ( วิทย์ คณิต อังกฤษ ไทย สังคม) รวมกันต้องได้ 60 % หรือ 300 คะแนน (ทั้งนี้คะแนน O-NET จะขึ้นอยู่กับแต่ละมหาวิทยาลัยกำหนดค่าคะแนนที่ต้องการ น้อง ๆ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษานั้น ๆ ได้เลยค่ะ) ** ทั้งนี้เกณฑ์ที่ใช้คัดเลือกในแต่ละปี อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้

ขอบคุณเนื้อหาและข้อมูลข่าวจาก :: CAMPUS Star วันที่ 15 พฤศจิกายน 2561 เวลา 17:25 น.
Advertisement
Advertisement

Advertisement

TAGS ที่เกี่ยวข้อง >>

^