LASTEST NEWS

20 ก.ค. 2561[ รวมลิงค์ ] สรุปยอดผู้สมัครสอบครูผู้ช่วย (รอบทั่วไป) ปี พ.ศ.2561 20 ก.ค. 2561กรมการปกครอง เปิดรับสมัครสอบบรรจุเข้ารับราชการ ตำแหน่งปลัดอำเภอ 180 อัตรา 19 ก.ค. 2561เล็งฟื้นระบบครูประถมศึกษาแก้ขาดครู 19 ก.ค. 2561‘คุรุสภา’ ชี้ครูเบี้ยวหนี้ ถูกฟ้องล้มละลาย สิ้นสภาพเป็นข้าราชการทันที 19 ก.ค. 2561คลังจี้ออมสินไล่บี้ฟ้องครูเบี้ยวหนี้ทั่วประเทศ 19 ก.ค. 2561กศจ.กทม.รับสมัครสอบแข่งขันฯ ตำแหน่งครูผู้ช่วย 342 อัตรา สมัคร 18 - 24 ก.ค. 61 19 ก.ค. 2561สมัครสอบครูผู้ช่วยวันแรกคึกคัก ยอดพุ่งกว่า 3 หมื่นคน 19 ก.ค. 2561ไปรษณีย์ไทย เปิดสอบบรรจุเข้าเป็นพนักงาน 21 อัตรา สมัคร31ก.ค.-22ส.ค.61 19 ก.ค. 2561ครูคืนถิ่นรอบ 5ให้มหา'ลัยคัดเอง เปิดสาขา-อัตราบรรจุ 19 ก.ค. 2561ตัวอย่างการเขียนใบสมัครสอบครูผู้ช่วย (สาขาวิชาเอกขาดแคลน)

“ข้าราชการ” มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว.. ผิดวินัยหรือไม่ ?

  • 13 ธ.ค. 2560 เวลา 10:43 น.
  • 31,330 ครั้ง
  • LINE it!
Advertisement
“ข้าราชการ” มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว.. ผิดวินัยหรือไม่ ?
Advertisement

นำเสนอข่าวโดย >> ทีมงานครูวันดีดอทคอม ส่งข่าวนี้ เข้าไลน์ LINE it! - +

“ข้าราชการ” มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว ... เมื่อมีมูลความจริง ผิดวินัยหรือไม่ ?

         โดย นายปกครอง

        คดีที่นำมาเล่าสู่กันฟังฉบับนี้ ถือเป็นอุทาหรณ์ที่ดีสำหรับข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐพึงต้องระมัดระวังที่จะไม่ประพฤติปฏิบัติตนให้ผิดระเบียบวินัยของข้าราชการ โดยเฉพาะ “ความสัมพันธ์ฉันชู้สาว” ในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่แล้ว เพราะเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า มีมูลความจริงโดยไม่จำเป็นต้องถึงขนาดระบุว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวในวัน เวลา และสถานที่ใด ย่อมถือเป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง มีโทษถึงขั้นไล่ออกจากราชการได้

         ดังเช่นมูลเหตุของคดีนี้ ข้าราชการครูถูกร้องเรียนว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงกรณีมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนักเรียนหญิงขณะกำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ (ผู้เสียหาย) ทั้งที่ตนเองมีภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้ว จนนักเรียนหญิงตั้งครรภ์และคลอดบุตร แต่กลับไม่รับผิดชอบค่าเลี้ยงดูและไม่ยอมจดทะเบียนรับรองบุตร

         ต่อมา เมื่อหน่วยงานราชการต้นสังกัดได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงและมีคำสั่งลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงไล่ออกจากราชการ จึงอุทธรณ์คำสั่ง แต่ผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์มีมติยกอุทธรณ์

         จึงนำคดีมาฟ้องเพื่อขอให้ศาลปกครองมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งไล่ออกจากราชการ โดยโต้แย้งว่าบันทึกประจำวันที่ผู้เสียหายไปแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจ ไม่ได้ระบุว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวในวัน เวลา และสถานที่ใด และเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่ได้ดำเนินคดีเรื่องนี้แต่อย่างใด

        ประเด็นสำคัญ คือ มีมูลความจริงว่าข้าราชการครู (ผู้ฟ้องคดี) มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับนักเรียนหญิง (ผู้เสียหาย) หรือไม่ ?

         จากคำให้การของผู้เสียหายและพยานหลักฐานต่าง ๆ ศาลปกครองสูงสุดรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายกำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษา ส่วนผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งครูและมีภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่แล้ว ผู้ฟ้องคดีได้รู้จักกับผู้เสียหายแล้วเกิดความสนิทสนมและได้เสียกัน โดยมีพยานซึ่งเป็นเพื่อนนักเรียนของผู้เสียหายให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการสอบสวนฯ ว่า พยานนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ไปกับผู้เสียหายเพื่อเดินทางไปบ้านพักของผู้ฟ้องคดีในเวลาพลบค่ำหลายครั้ง โดยผู้เสียหายเข้าไปบ้านพักของผู้ฟ้องคดีเพียงคนเดียวประมาณ ๓๐ นาที แล้วจึงออกจากบ้านพักและขับรถไปส่งพยานที่บ้าน จนผู้เสียหายตั้งครรภ์และระหว่างตั้งครรภ์ผู้ฟ้องคดีได้ดูแลและพาผู้เสียหายไปพักกับหลานสาว เมื่อคลอดบุตรยังพาผู้เสียหายและบุตรไปฝากให้พี่ชายเลี้ยงดูโดยส่งเสียค่าเลี้ยงดู แต่ต่อมาไม่ส่งเสียค่าเลี้ยงดู ผู้เสียหายจึงขอให้ไปจดทะเบียนรับรองบุตรและรับผิดชอบเลี้ยงดู แต่ผู้ฟ้องคดีปฏิเสธ ประกอบกับเอกสารทะเบียนการฝากครรภ์ของโรงพยาบาลซึ่งจัดทำขึ้นก่อนมีการร้องเรียน ผู้เสียหายก็ได้กรอกชื่อผู้ฟ้องคดีว่าเป็นบิดา และผู้ฟ้องคดีไม่ยอมไปตรวจสารพันธุกรรม (DNA) เพื่อพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือด

            ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ผิดปกติวิสัยสำหรับวิญญูชนผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงถึงขั้นไล่ออกจากราชการจะไม่ยินยอมตรวจเพื่อพิสูจน์ถึงความบริสุทธิ์ของตน และจากคำให้การของผู้เสียหายและพยานหลักฐานที่สนับสนุนเชื่อมโยงสอดคล้องต้องกัน จึงเชื่อได้ว่าผู้ฟ้องคดีมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับผู้เสียหายในขณะกำลังศึกษาและไม่รับผิดชอบ จึงฟังได้ว่ามีมูลความจริงและหาจำเป็นที่จะต้องถึงขนาดระบุว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวในวัน เวลา และสถานที่ใดบ้าง

           ดังนั้น การมีคำสั่งลงโทษไล่ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการ ฐานกระทำการล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เรียนหรือนักศึกษา อันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงตามมาตรา ๙๔ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ (ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ ... กระทำการล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เรียนหรือนักศึกษา ไม่ว่าจะอยู่ในความดูแลรับผิดชอบของตนหรือไม่ เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง) จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย (คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๑๒๖๕/๒๕๕๙)

           แม้ว่าข้อเท็จจริงในคดีนี้จะเกี่ยวข้องกับ “ข้าราชการครู” โดยตรง แต่เมื่อกฎหมายอื่น เช่น พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ มาตรา ๘๕ (๔) ซึ่งบัญญัติว่า “กระทำการอันได้ชื่อว่าประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง” เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง และศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ. ๕๙๐/๒๕๕๕ ว่า การมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวถือเป็นการประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง อันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง จึงถูกลงโทษไล่ออกจากราชการเช่นกัน

          คดีนี้จึงไม่เพียงจะใช้เป็นอุทาหรณ์ที่ดีสำหรับ “แม่พิมพ์ของชาติ” ที่จะต้องดำรงตนให้อยู่ภายใต้กรอบระเบียบวินัยและจรรยาบรรณของวิชาชีพครู ไม่ประพฤติตนหรือกระทำการใด ๆ อันไม่เหมาะสมต่อวิชาชีพอันจะนำมาซึ่งการกระทำที่เป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงถึงขั้นปลดออกหรือไล่ออกจากราชการ และอาจมีความผิดและต้องรับโทษทางอาญาในฐานความผิดเกี่ยวกับเพศฐานพรากผู้เยาว์ หรือฐานกระทำอนาจาร หรือฐานข่มขืนกระทำชำเราแล้ว ข้าราชการประเภทอื่นซึ่งเป็นบุคคลสำคัญที่ได้รับการยอมรับนับถือจากประชาชนทั่วไปยังสามารถนำคดีนี้มาเป็นอุทาหรณ์ให้ต้องระมัดระวังไม่กระทำการอันได้ชื่อว่าประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และต้องปฏิบัติตามระเบียบวินัยและจรรยาบรรณในวิชาชีพของตนอย่างเคร่งครัด 

ขอบคุณเนื้อหาและข้อมูลข่าวจาก :: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก วันที่ 12 ธันวาคม 2560
Advertisement
Advertisement

Advertisement

TAGS ที่เกี่ยวข้อง >>

^