LASTEST NEWS

23 มิ.ย. 2560อีกครั้ง (23 มิถุนายน 2560) ป.ตรีอื่น อยากเป็นครูทำอย่างไรคะ/ครับ 23 มิ.ย. 2560กสถ.เผย อปท.ร้องขอให้เปิดสอบแข่งขันฯ ครูผู้ดูแลเด็ก และครูผู้ช่วย 1,932 อัตรา 23 มิ.ย. 2560กศจ.นครสวรรค์ อนุมัติเรียกบรรจุครูผู้ช่วย 56 อัตรา รายงานตัว 6 ก.ค.2560 23 มิ.ย. 2560[วุฒิปวส.-ป.ตรีทุกสาขา] ห้ามพลาด!! เปิดสอบรับราชการ 1,117 อัตรา พนักงานราชการ-รัฐวิสาหกิจ 264 อัตรา 23 มิ.ย. 2560สพม.19 รับสมัครลูกจ้างชั่วคราว 7 ตำแหน่ง 12 อัตรา 22 มิ.ย. 256026 มิถุนายน วันสุนทรภู่ ตัวอย่างกลอนสดุดีสุนทรภู่ รวมกลอนสุนทรภู่ (ต่อ) 22 มิ.ย. 256026 มิถุนายน วันสุนทรภู่ ประวัติสุนทรภู่ ตัวอย่างกลอนสดุดีสุนทรภู่ รวมกลอนสุนทรภู่ 22 มิ.ย. 2560รับเยอะ 12 อัตรา สพม.19 เปิดสอบครูอัตราจ้าง ครูวิทย์คณิต ครูขั้นวิกฤต ครูพักนอน ครูธุรการ วุฒิป.ตรีทุกสาขา 22 มิ.ย. 2560โรงเรียนสวนอนันต์ รับสมัครครูอัตราจ้าง เงินเดือน 12,000 บาท 22 มิ.ย. 2560โรงเรียนวัดราชบพิธ รับสมัครบรรณารักษ์ เงินเดือน 15,000 บาท

แบงก์เปิดศึกสินเชื่อบ้าน หวังชิงเค้กมาตรการรัฐบาล

  • 03 พ.ย. 2558 เวลา 15:13 น.
  • 3,010 ครั้ง
  • LINE it!
Advertisement
แบงก์เปิดศึกสินเชื่อบ้าน หวังชิงเค้กมาตรการรัฐบาล

Advertisement
เพิ่มเราเป็นเพื่อนใน Line กดเลย!

นำเสนอข่าวโดย >> ทีมงานครูวันดีดอทคอม ส่งข่าวนี้ เข้าไลน์ LINE it! - +

รัฐบาลยังใช้ "ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)" เป็นเครื่องมือ เพื่อให้มาตรการของรัฐ สัมฤทธิผลตามที่วางไว้ โดยอัดวงเงิน 10,000 ล้านบาท ปล่อยกู้ให้ประชาชนที่ต้องการซื้อบ้านทันที

ตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี ถูกปลุกให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังจากทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ภายใต้การนำของ “สมคิด จาตุศรีพิทักษ์”รองนายกรัฐมนตรี ที่ตั้งแต่เข้ามากุมบังเหียนก็เริ่มงัดสารพัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและกำลังซื้อของประชาชนออกมาอย่างต่อเนื่องในช่วงที่เศรษฐกิจไทยยังลุ่ม ๆ ดอน ๆ เพราะหวังจะพึ่งส่งออกเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างเก่าก่อนก็คงจะยาก เนื่องจากเศรษฐกิจโลกยังมีปัญหารุมเร้า โดยเฉพาะยักษ์ใหญ่จีนเศรษฐกิจส่อเค้าแย่ดังนั้นปัจจัยที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจะมาจากภายในประเทศเป็นหลัก

โดยหลังจากการเดินหน้าปั้นมาตรการช่วยผู้มีรายได้น้อย และเอสเอ็มอีไปแล้ว ก็ได้ฤกษ์ทำคลอด มาตรการกระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ หวังช่วยบรรเทาภาระรายจ่ายของผู้ซื้อที่อยู่อาศัยในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย-ปานกลาง ด้วยการลดค่าธรรมเนียมจดจำนองจาก1% เหลือ 0.01% ของมูลค่าจดจำนอง แต่ไม่เกิน 200,000 บาท เพื่อเร่งให้เกิดการทำนิติกรรมโดยเร็ว และลดค่าธรรมเนียมการโอนจาก2% เหลือ0.01%เป็นเวลา6เดือน สำหรับการซื้อบ้านทุกราคา เริ่มตั้งแต่บัดนี้ไปจนถึงส้ินเดือน มี.ค. 59

รวมถึงมาตรการลดภาระคนซื้อบ้านไม่เกินราคา3ล้านบาท ด้วยการนำเงินสัดส่วน20%ของราคาซื้อบ้านไปทยอยหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในเวลา 5 ปี ทำให้ราคาบ้านลดลง 20%แต่ผู้ได้รับสิทธิจะต้องไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์มาก่อน และมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า5ปี โดยมาตรการนี้จะมีผลตั้งแต่ 19 ต.ค. 58–31ธ.ค. 59

นอกจากนี้ รัฐบาลยังใช้ “ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)” เป็นเครื่องมือ เพื่อให้มาตรการของรัฐ สัมฤทธิผลตามที่วางไว้ โดยอัดวงเงิน10,000 ล้านบาท ปล่อยกู้ให้ประชาชนที่ต้องการซื้อบ้านทันทีสำหรับผู้ที่มีรายได้สุทธิเดือนละ30,000บาท และให้สินเชื่อสูงถึง3ล้านบาท ด้วยอัตราดอกเบี้ย ปีแรก3.5%ปีที่สอง4.25%และปีที่สาม เอ็มอาร์อาร์ลบ0.75%หรือโดยเฉลี่ยแล้ว ถือว่าดอกเบี้ยต่ำกว่า ตลาด0.25%จากปัจจุบันเอ็มอาร์อาร์อยู่ที่ 6.75%กู้ได้นาน 30 ปี

ทั้งนี้ แค่เปิดโครงการไปเพียง 2 วัน ก็มีลูกค้ามายื่นขอกู้แล้ว4,000ราย วงเงินกู้5,000ล้านบาท หรือเฉลี่ยขอกู้รายละ2ล้านบาท คาดว่าในเร็ว ๆ นี้ วงเงินที่เตรียมไว้10,000ล้านบาท น่าจะเต็มวงเงินซึ่งจากการตอบรับที่ดีดังกล่าว ทำให้ ธอส. เล็งหารือกับกระทรวงการคลังขยายวงเงินปล่อยกู้เพิ่มอีก

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ ธอส. เล่นแคมเปญนี้ในตลาดไม่ทันข้ามสัปดาห์ “ธนาคารออมสิน” ก็โดดร่วมวงเข้ามาสำทับอีกระลอก ด้วยการออกแคมเปญ “สินเชื่อบ้านออมสินเพื่อประชาชน” อัดวงเงิน 10,000 ล้านบาท เหมือนกับ ธอส. เป๊ะเว่อร์ โดยเงื่อนไขการปล่อยกู้กำหนดรายได้สุทธิไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือนให้กู้สูงสุดต่อรายไม่เกิน 3 ล้านบาท ระยะเวลากู้สูงสุด 30 ปี อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ปีที่ 1 อยู่ที่ 3.5%ต่อปี ปีที่ 2 อยู่ที่ 4.25%ต่อปี และปีที่ 3 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็มอารอาร์)-1 ต่อปี จากปัจจุบันเอ็มอาร์อาร์อยู่ที่ 7.45%ต่อปี ซึ่งน่าจะช่วยปลุกให้การแข่งขันสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ร้อนแรงมากขึ้น

แต่ดีกรีความเข้มข้นในสงครามสินเชื่อบ้านในช่วงที่เหลือของปีนี้ ต่อเนื่องจนถึงปีหน้า จะดุเด็ดเผ็ดมันขนาดไหนนั้น ไฮไลต์ที่ต้องจับตา อยู่ที่ว่าธนาคารพาณิชย์ ซึ่งกินฐานลูกค้าประชาชนในวงกว้าง จะกระโดดเข้ามาร่วมเปิดศึกชิงเค้กชิ้นนี้ด้วยหรือเปล่า เบื้องต้น บรรดานายแบงก์หลาย ๆ ค่าย ก็ยังมีทั้งประเภทกลัว ๆ และกล้า ๆ

โดยที่เห็นแสดงเจตจำนงชัดเจนลงสนามมาแข่งกับแบงก์รัฐ คือ “ค่ายใบโพธิ์ หรือไทยพาณิชย์” ที่จับมือกับพันธมิตร หรือผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล สำหรับลูกค้าที่กู้ซื้อบ้าน และซื้อประกันแบบพรีเมียมเซต โดยมีการเบิกจ่ายเงินกู้ตั้งแต่ 1 พ.ย.-31 ธ.ค. นี้ ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ลดหลั่นกันไป ตามวงเงินกู้ โดยหวังว่าจะผลักดันยอดสินเชื่อปลายปีนี้ 110,000 ล้านบาท จากช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา (ม.ค.-ก.ย.) โกยยอดสินเชื่อไปแล้ว 85,000 ล้านบาท

ส่วนที่กำลังปั๊มแคมเปญออกมาแข่งอีกค่าย คือ “แบงก์วายุภักษ์ หรือกรุงไทย” คาดว่าจะเห็นเป็นรูปร่างชัดเจนในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้าเพราะกำลังจัดทำรายละเอียดเงื่อนไขให้ลงตัวก่อนที่จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการ เนื่องจากยอดสินเชื่อปีนี้ตั้งไว้ว่าจะเติบโต 6%ขณะที่แบงก์สัญชาติมาเลเซียอย่าง “ซีไอเอ็มบีไทย” ก็จะเข้ามาทำตลาดในกลุ่มนี้เช่นกัน จากที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยทำมาก่อนและอีกไม่นานคงจะเห็นแคมเปญออกมาให้ประจักษ์สายตากันบ้าง

อย่างไรก็ดี มีหลายแบงก์ที่เมินร่วมแข่งขันในตลาดกลุ่มนี้ เช่น กสิกรไทย เพราะกลุ่มเป้าหมายเป็นคนละกลุ่ม โดยส่วนใหญ่จะรุกที่อยู่อาศัยระดับราคา 3 ล้านบาทขึ้นไป และเน้นการมีผลิตภัณฑ์ที่ให้บริการลูกค้าอย่างหลากหลาย ดังนั้นการเตรียมตัวของค่ายนี้คือเร่งการพิจารณาและอนุมัติสินเชื่อให้เร็ว และจัดเจ้าหน้าที่ดูแลลูกค้าที่มาขอสินเชื่ออย่างใกล้ชิด ซึ่งแบงก์นี้ทำตลาดได้ดีตั้งแต่ต้นปีเห็นจากยอดสินเชื่อปล่อยใหม่ 9 เดือนแตะ 32,000 ล้านบาทแล้ว และเหลืออีกไม่กี่เดือนเชื่อว่าสินเชื่อยังได้ตามแผนที่วางไว้ 40,000 ล้านบาท

เช่นเดียวกับ แบงก์บัวหลวง หรือธนาคารกรุงเทพ ที่ขอโบกมือลาบ๊ายบาย ไม่เข้าร่วมเหมือนกัน โดยให้เหตุผลว่าไม่ใช่ตลาดเป้าหมาย และดอกเบี้ยเงินกู้ที่ให้กับลูกค้าในปัจจุบันอยู่ระดับต่ำอยู่แล้ว

ทั้งนี้ นอกจากเหตุผลเรื่องของกลุ่มเป้าหมายที่ไม่ตรง จนไม่สนใจจะเข้าแข่งขันแล้ว ในอีกมุมหนึ่ง การไม่เข้ามาลงแข่งในตลาดกลุ่มนี้ของบางธนาคาร ก็มองได้ว่า เป็นเพราะลูกค้ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีภาระหนี้สูงอยู่แล้ว โดยส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มนักศึกษาจบใหม่เพิ่งจะเริ่มทำงานและสร้างฐานะครอบครัว หรือกลุ่มอาชีพอิสระที่แบงก์มองว่า รายได้อาจไม่แน่นอน เห็นจากช่วง 1-2ปี ที่ผ่านมา การปฏิเสธสินเชื่อบ้านมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เพราะภาระหนี้ของลูกค้าที่สูงเกินตัว ทำให้ยอดการปฏิเสธสินเชื่อแบงก์เพิ่มเป็นเงาตามตัว

ล่าสุดธนาคารบางแห่งอนุมัติสินเชื่อเพียง 50%ของจำนวนลูกค้าที่ยื่นสินเชื่อเข้ามาทั้งหมด และปฏิเสธไปถึง50%จากที่ก่อนหน้ามียอดอนุมัติสินเชื่ออยู่ราว60-70%และปฏิเสธ 30-40% โดยเป็นผลจากการที่ก่อนหน้านี้ ลูกค้ารายย่อยมีการก่อหนี้สินเชื่อบุคคลและสินเชื่อเช่าซื้อจากโครงการรถคันแรกไปมากแล้วซึ่งหากภาระหนี้สูงกว่า 40%ของรายได้ ก็จะทำให้แบงก์ปฏิเสธสินเชื่อ เพราะถ้าปล่อยไปแล้วลูกค้าผ่อนค่างวดต่อไปไม่ไหวก็อาจทำให้เกิดหนี้เสียเพิ่ม และเป็นภาระกับแบงก์ในการตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่มขึ้น

ด้วยเหตุนี้ แม้ว่ามาตรการที่ออกมาจะช่วยส่งผลดีระยะสั้นต่อประชาชนที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยจริง ๆ และดีต่อผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่จะระบายสต๊อกได้เพิ่มขึ้น และมีโอกาสหนุนสินเชื่อแบงก์พาณิชย์ให้เติบโตถึง 10.5% ซึ่งเป็นตัวเลขสองหลักติดต่อกันเป็นปีที่ 9 จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 8.5-9.5%ก็ตาม แต่สิ่งที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด คือ ภาระหนี้ครัวเรือนที่เริ่มชะลอลงก่อนหน้านี้ อาจจะกลับมาปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ซึ่งแม้จะช่วยกระตุ้นบรรยากาศการบริโภคได้ในระยะสั้น แต่ก็จะเป็นความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในระยะยาวได้เช่นกัน.

สุกัญญา สังฆธรรม

ขอบคุณเนื้อหาและที่มาของข่าวจาก : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน 2558 เวลา 5:49 น.

Advertisement
ติดตามข่าว บน Facebook กด Like เพื่อไม่พลาดข่าว !
Advertisement

TAGS ที่เกี่ยวข้อง >>

^