LASTEST NEWS

24 เม.ย. 2560เทคนิคการตอบสัมภาษณ์ที่ชนะใจกรรมการ โดย ดร. ถวิล อรัญเวศ 23 เม.ย. 2560รวมลิงค์! ประกาศผลการสอบแข่งขันฯ ตำแหน่งครูผู้ช่วย (รอบทั่วไป) ปีพ.ศ.2560 23 เม.ย. 2560วิธีสอบสัมภาษณ์ครูผู้ช่วย พิชิตใจกรรมการ ผ่านแบบฉลุย โดย ดร.วีระ ติวสอบ เพจการศึกษา 23 เม.ย. 2560เผยสอบครูบุรีรัมย์ ขาดสอบวันแรก 404 คน ผอ.เขตพื้นที่สั่งดูแลคนท้อง-คนป่วย กรณีพิเศษ 23 เม.ย. 2560(รับเยอะ 43 อัตรา)ศูนย์เอราวัณ กรุงเทพมหานคร รับสมัครสอบบุคคลภายนอกช่วยปฏิบัติราชการ 23 เม.ย. 2560เทคนิคในการเข้าสอบสัมภาษณ์ ให้ได้ผลโดนใจกรรมการ ตอนที่ 1 23 เม.ย. 2560เทคนิคในการเข้าสอบสัมภาษณ์ ให้ได้ผลโดนใจกรรมการ ตอนที่ 2 23 เม.ย. 2560เทคนิคในการเข้าสอบสัมภาษณ์ ให้ได้ผลโดนใจกรรมการ ตอนที่ 3 23 เม.ย. 256010วิธีเตรียมพร้อมสอบสัมภาษณ์ สอบครูผู้ช่วย โดยDrPongFC 23 เม.ย. 2560อบจ.ปทุมธานี เปิดสอบผู้ช่วยครู 15 อัตรา - บุคลากร 5 อัตรา (สมัครตั้งแต่บัดนี้-4พ.ค.60)

7 องค์กรร่วมทุนเกือบพันล้าน พัฒนาSTEMครู-นักเรียน

  • 16 เม.ย. 2558 เวลา 13:13 น.
  • 1,061 ครั้ง
  • LINE it!
Advertisement
7 องค์กรร่วมทุนเกือบพันล้าน พัฒนาSTEMครู-นักเรียน

Advertisement
เพิ่มเราเป็นเพื่อนใน Line กดเลย!

นำเสนอข่าวโดย >> ทีมงานครูวันดีดอทคอม ส่งข่าวนี้ เข้าไลน์ LINE it! - +

7 องค์กรภาครัฐ-เอกชนเปิดตัวโครงการ “Enjoy Science : สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต" โดยใช้เงินลงทุน 30 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณเกือบ 1 พันล้าน ในระยะ 5 ปีพัฒนาทักษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นักเรียน ครูทั่วประเทศ โดยมีมหาวิทยาลัยโคลัมเบียจากสหรัฐเป็นพี่เลี้ยงโครงการ หวังเสริมสร้างศักยภาพด้านการแข่งขัน พัฒนาทักษะการทำงานของผู้เรียน รองรับการเปิดเออีซี

บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ร่วมกับสํานักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และสถาบันคีนันแห่งเอเซีย เปิดตัวโครงการ “EnjoyScience : สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต” ซึ่งเป็นโครงการที่สอดคล้องกับนโยบาย “รัฐร่วมเอกชน” โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาและส่งเสริมศักยภาพทางการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน ด้วยการพัฒนาการศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) วิศวกรรม (Engineering) และคณิตศาสตร์ (Math) หรือ STEM ทั้งในระบบการศึกษาสายสามัญและการศึกษาสายอาชีพครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ เป็นระยะเวลา 5 ปี ด้วยงบประมาณรวมกว่า 900 ล้านบาท

นายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหารบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด เผยว่า เชฟรอนตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาที่จะเป็นรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ หรือ STEM ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สอดรับกับการเตรียมพร้อมเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบดิจิตอลอย่างเต็มรูปแบบ จึงเป็นที่มาของโครงการ “Enjoy Science : สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต” ที่มุ่งยกระดับการเรียนการสอนด้าน STEM ตลอดทั้งระบบ ด้วยการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและองค์กรภาคสังคม และภาคการศึกษาต่างๆ ในด้านการศึกษาสายสามัญ เริ่มจากการพัฒนาผู้สอนและหลักสูตรในวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ในระดับชั้นมัธยมต้น ให้มีทักษะการสอนแบบตั้งคำถามและการลงมือปฏิบัติ เพื่อให้เยาวชนเห็นว่าวิชาเหล่านี้เป็นเรื่องสนุกและใกล้ตัว และเพื่อส่งเสริมทักษะการเป็นผู้เรียนแห่งศตวรรษที่ 21 ที่รู้จักคิด วิเคราะห์ ตั้งคำถาม และกล้าแสดงออก

นอกจากนั้นโครงการจะยังดำเนินงานอย่างเข้มข้นในการเรียนการสอนสายอาชีพควบคู่ไปด้วย เพื่อพัฒนาบุคลากรที่สามารถตอบสนองต่อการพัฒนาของประเทศในระยะยาวในอุตสาหกรรมสำคัญต่างๆ ให้มีทักษะที่ตรงกับความต้องการของภาคเอกชน ด้วยการพัฒนาหลักสูตรร่วมกัน และสานความร่วมมือแบบรัฐร่วมเอกชน เพื่อให้เยาวชนและครูผู้สอนได้รับความรู้และประสบการณ์จริงที่ตรงกับสายงานที่ภาคเอกชนต้องการ ซึ่งจะช่วยลดอัตราการว่างงาน เพิ่มรายได้ และในขณะเดียวกันก็ลดการขาดแคลนแรงงานฝีมือในภาคอุตสาหกรรมอีกทางหนึ่ง

"นอกจากนั้นเราจะยังมีกิจกรรมต่างๆ อีกมากมายที่จะช่วยเสริมความรู้ สร้างแรงบันดาลใจให้กับทั้งผู้เรียนและผู้สอน ไม่ว่าจะเป็นการจัดค่ายการประกวดการประชุม สัมมนา หรือการจัดงานมหกรรมการเรียนรู้ขึ้น”

ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายที่ต้องการเสริมสร้างสังคมนวัตกรรมส่งเสริมระบบการเรียนการสอน โดยเฉพาะในสาขา STEM และส่งเสริมการผลิตกำลังคนในสาขาที่ขาดแคลน เชฟรอนและ สวทช.เองได้ทำงานร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2557 ในการสนับสนุนเยาวชนไทยให้ไปร่วมเข้าค่ายอวกาศระดับนานาชาติ โดยต้องยอมรับว่าไทยยังลงทุนด้านการวิจัยน้อย เพียง 1% ของจีดีพี และเห็นว่าภาคเอกชนควรมีส่วนร่วมสนับสนุนการวิจัยในสัดส่วน 70% ขณะที่ภาครัฐเองก็ต้องสร้างแรงจูงใจ เช่น การลดหย่อนภาษีให้ภาคเอกชน และกระตุ้นให้นักวิจัยถ่ายทอดความรู้ให้เอกชน เรียกว่านักวิจัยและเอกชนควรมีการร่วมมือที่เหนียวแน่นยิ่งขึ้น

"เรื่อง STEM เป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าดูสัดส่วนนักวิจัยพบว่า อยู่ภาครัฐ 83% อยู่ภาคเอกชนเพียง 17% ดังนั้นเราต้องปลดล็อกให้นักวิจัยไปทำงานภาคเอกชนได้ และ STEM จะทำให้เกิดทักษะเชิงเทคโนโลยี คณิตศาสตร์ เพิ่มขึ้นหลายเท่า ดังนั้นจึงควรมีการร่วมมือ 3 ฝ่าย คือ ภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อสนับสนุนโครงการนี้"

นายปิยะบุตร ชลวิจารณ์ ประธานอำนวยการ สถาบันคีนันแห่งเอเซีย กล่าวว่า แม้ว่าตลอดระยะเวลา 50 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้พัฒนาและมีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว แต่ภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมยังคงเผชิญกับภาวะการขาดแคลนแรงงาน ที่มีทักษะทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรมศาสตร์อย่างต่อเนื่อง พื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เป็นรากฐานที่สำคัญของประเทศ เราจึงควรทำให้เด็กสนใจ จนเกิดแรงบันดาลใจในการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ตั้งแต่ยังเล็ก เมื่อเด็กมีพื้นฐานและคุ้นเคยกับการใช้เทคโนโลยี จึงป็นที่มาของความร่วมมือโครงการ มูลค่า 30 ล้านเหรียญฯ ระยะเวลา 5 ปี พัฒนานักเรียน 3 แสนคน และครูหลายหมื่นคน ซึ่งเป็นเมะโปรเจ็กต์ใหญ่ที่สุดเท่าที่สถาบันคีนันฯ เคยทำงาน โดยมีมหาวิทยาลัยต่างๆ ใน 56 จังหวัดช่วยขับเคลื่อน และมีมหาวิทยาลัยโคลัมเบียจากสหรัฐอเมริกาเป็นที่ปรึกษา ซึ่งจะเป็นการเรียนแบบยึดเด็กเป็นตัวตั้ง และมหาวิทยาลัยโคลัมเบียจะช่วยพัฒนานักเรียน รวมทั้งประเมินความเข้าใจ ทักษะของนักเรียน

"ทำไมวันนี้เราต้องทำเรื่อง STEM เพราะเราอยู่ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเราตั้งเป้าในอีก 5 ปีจะต้องมีการยกระดับทั้งความคิด วิธีการทำงาน และวิถีชีวิต เป็นการเตรียมการนักเรียนของเราให้เข้าสู่สนามทำงาน ไม่ใช่ไม่รู้ว่าต้องทำอะไร เตรียมเพื่อรองรับเศรษฐกิจแบบเออีซี ซึ่งคนทำงานต้องมีศักยภาพ ทำงานในต่างประเทศได้ เราจึงต้องคิดไม่ใช่สร้างความรู้เท่านั้น แต่ต้องสร้างทักษะ ส่วนวิธีของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียเคยนำมาใช้แล้วในสหรัฐอเมริกา ปรากฏว่านักเรียนเขาไม่ตกงานเลย"

นายปิยะบุตรกล่าวอีกว่า นอกจากนี้เรายังต้องสร้างกำลังคนไว้รองรับเมกะโปรเจ็กต์ที่เป็นโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในประเทศ เช่น รถไฟความเร็วสูง เป็นต้น และถ้ามีการลงทุน แต่ไม่มีคนรองรับ ก็จะเป็นปัญหาอาจทำให้โครงการล่าช้าได้ ดังนั้นโครงการนี้จึงต้องผนวกความร่วมมือ และเป็นครั้งแรกที่ 7 องค์กรภาครัฐ เอกชน ที่มาบูรณาการร่วมกัน.

ที่มาของข่าว : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ วันที่ 16 เมษายน 2558

Advertisement
Advertisement

TAGS ที่เกี่ยวข้อง >>

^