LASTEST NEWS

29 เม.ย. 2560แนวทางการสอบครูผู้ช่วย จากผู้มีประสบการณ์ ได้เรียกบรรจุรอบแรก 28 เม.ย. 2560คุรุสภาประกาศรายชื่อผู้ผ่านการรับรองความรู้ฯ โดยการเทียบโอน 28 เม.ย. 2560ซักซ้อมการดำเนินการเกี่ยวกับการขอหนังสืออนุญาตให้ประกอบวิชาชีพครูโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ 28 เม.ย. 2560รวมลิงค์! ประกาศผลการสอบแข่งขันฯ ตำแหน่งครูผู้ช่วย (รอบทั่วไป) ปีพ.ศ.2560 28 เม.ย. 2560กศจ.กรุงเทพ ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย 2560 28 เม.ย. 2560สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย 2560 28 เม.ย. 2560โรงเรียนอนุบาลมุกดาหาร รับสมัครพี่เลี้ยงเด็กปฐมวัย (วุฒิม.6 ขึ้นไป ไม่ต้องใช้วุฒิครู) 27 เม.ย. 2560กศจ.นครราชสีมา ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย 2560 27 เม.ย. 2560กศจ.ราชบุรี ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย รอบทั่วไป 2560 27 เม.ย. 2560กศจ.ระนอง ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย รอบทั่วไป 2560

"จาตุรนต์"ยังยื้อไทยแค่รองบ๊วย ยังมีพม่า-ลาวคุณภาพศึกษาต่ำกว่า/ชี้ผลWEFไม่รู้เอาอะไรวัด

  • 05 ก.ย. 2556 เวลา 21:26 น.
  • 1,207 ครั้ง
  • LINE it!
Advertisement
"จาตุรนต์"ยังยื้อไทยแค่รองบ๊วย ยังมีพม่า-ลาวคุณภาพศึกษาต่ำกว่า/ชี้ผลWEFไม่รู้เอาอะไรวัด

Advertisement
เพิ่มเราเป็นเพื่อนใน Line กดเลย!

นำเสนอข่าวโดย >> ทีมงานครูวันดีดอทคอม ส่งข่าวนี้ เข้าไลน์ LINE it! - +

 "จาตุรนต์" ยอมรับความจริงคุณภาพการศึกษาไทยแย่ แต่ยังติงผลจัดอันดับของ WEF ไม่รู้ใช้เหตุผลอะไรมาวัด ทำให้เข้าใจผิดไทยแค่อันดับ 8 ยังมีพม่า ลาว คุณภาพต่ำกว่ากินบ๊วยแทน อ้าอก ศธ.จะแก้ปัญหาการศึกษาชาติเองไม่โยนให้ใครรับผิดชอบ เปิดโครงการแก้เด็กอ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้ แผนฟ้าแลบเบ็ดเสร็จหมดจดภายในเทอม 2 ปีนี้ ด้าน สทศ.แกว่งไปมา เสนอยกเลิกสอบโอเน็ตเด็ก ป.6 อ้างทำเด็กเครียด ทำให้ผลคะแนนโอเน็ตใช้ต่อ ม.1 อาจเป็นหมัน
 
    นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงการจัดอันดับคุณภาพการศึกษาไทยของ World Economic Forum (WEF) อยู่อันดับ 8 ซึ่งรั้งท้ายในอาเซียน ว่า ผลการจัดอันดับดังกล่าวเป็นของปี 2555 แต่การจัดอันดับของ WEF ปีล่าสุดประกาศเมื่อวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา พบไทยยังรักษาอันดับ 8 จากประเทศที่เพิ่มขึ้น 2 ประเทศ ได้แก่ ลาว พม่า รวมเป็น 10 ประเทศ สำหรับผลการจัดอันดับ WEF ล่าสุดแบ่งตัวชี้วัดเป็น 10 เรื่อง ดังนี้ 1.คุณภาพระบบการศึกษา ไทยถูกจัดอันดับที่ 78 จาก 148 ประเทศทั่วโลก และอยู่ที่ 8 จาก 10 ประเทศอาเซียน 2.คุณภาพการสอนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ไทยอยู่ที่ 80 ของโลกและที่ 5 ของอาเซียน 3.คุณภาพการบริหารจัดการโรงเรียน ไทยอยู่ที่ 53 ของโลกและ 5 ของอาเซียน 4.อัตราเข้าเรียนมัธยมศึกษา ไทยอยู่ที่ 94 ของโลกและอยู่ที่ 5 ของอาเซียน 5.อัตราการเข้าเรียนอุดมศึกษา ไทยอยู่ที่ 55 ของโลกและอยู่ที่ 2 ของอาเซียน
 
    6.การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในโรงเรียน ไทยอยู่ที่ 65 ของโลกและอยู่ที่ 6 ของอาเซียน 7.การพัฒนาและฝึกอบรมแรงงาน ไทยอยู่ที่ 50 ของโลกและอยู่ที่ 6 ของอาเซียน 8.การใช้ประโยชน์ของระบบวิจัยเฉพาะทางและการฝึกอบรมไทยอยู่ที่ 64 ของโลกและอยู่ที่ 5 ของอาเซียน 9.คุณภาพประถมศึกษา ไทยอยู่ที่ 86 ของโลกและอยู่ที่ 7 ของอาเซียน และ 10.อัตราเข้าเรียนประถมศึกษา ไทยอยู่ที่ 101 ของโลกและอยู่ที่ 9 ของอาเซียน 
 
    "อย่างไรก็ตาม ผมยอมรับความจริงในการจัดอันดับดังกล่าว และจะไม่ถามว่าองค์กรที่จัดอันดับใช้เหตุผลอะไร หรือมีความเข้าใจผิดอะไรการประเมินอะไรหรือไม่ แต่ต่อไปจะมีการศึกษาว่าองค์กรเหล่านี้ใช้เหตุผลอะไร เพื่อจะยกอันดับการศึกษาไทยต่อไป"
 
    นายจาตุรนต์กล่าวอีกว่า ผลการจัดอันดับข้างต้นพบหลายเรื่องการศึกษาไทยน่าเป็นห่วง ซึ่ง ศธ.จะขอเป็นเจ้าภาพแก้ปัญหาเอง ไม่โยนองค์กรอื่นใด แต่การจะปฏิรูปการศึกษาให้สำเร็จ เราต้องทำการศึกษาให้เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งทุกฝ่ายต้องยอมรับและเข้าใจในการขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กัน ทั้งนี้ นโยบายปฏิรูปการศึกษาของตนได้คำนึงถึงการยกอันดับการศึกษาไทยอยู่แล้ว ฉะนั้นนโยบายเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราคาดคิดมาก่อน อย่างไรก็ตาม ในเดือน ธ.ค.นี้จะมีการประกาศผลการประเมินนานาชาติ (PISA) ปีล่าสุด ซึ่งถึงเวลานั้นตนจะกำหนดอันดับคะแนน PISA ไทยที่ต้องขับเคลื่อนให้ได้ต่อไป
 
    ผู้สื่อข่าวถามว่า หลายฝ่ายการศึกษามองว่าการเปลี่ยน รมว.ศธ.บ่อยเป็นส่วนหนึ่งที่การศึกษาไม่เดินหน้านั้น นายจาตุรนต์กล่าวว่า ตนเป็น รมว.ศธ.คนที่ 4 ของรัฐบาลนี้ ฉะนั้นคงจะไม่ไปเสนอรัฐบาลไม่ให้เปลี่ยน รมว.ศธ.บ่อย แต่ก็จะพยายามรวบรวมปัญหา ข้อเสนอแนะที่สอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษา เพื่อทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจและร่วมขับเคลื่อนการศึกษาไปพร้อมๆ กัน และส่วนกรณีการให้เสนอกฎหมายบังคับให้ขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาเพื่อให้ รมว.ศธ.แต่ละคนสานต่อเรื่องการศึกษาที่ดีนั้น ที่ผ่านมาเราก็ได้อิทธิพลจาก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ที่จัดการด้านโครงสร้าง แต่ไม่ให้ความสำคัญเรื่องการเรียนการสอน ฉะนั้นการมาเสนอกฎหมายเพื่อมาบังคับ ดูจะยังแก้ปัญหาไม่ตรงจุด
 
    วันเดียวกัน นายจาตุรนต์ พร้อมด้วยนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ร่วมกันแถลงข่าวการแก้ปัญหาเด็กอ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้ โดยนายจาตุรนต์กล่าวว่า ตนได้ลงนามประกาศของ ศธ. เรื่องมาตรการเร่งรัดคุณภาพการอ่านรู้เรื่องและสื่อสาร กำหนดมาตรการสถานศึกษาปลอดการอ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้ ผ่านการสแกนเด็กอ่อนนำไปปรับปรุงพัฒนา ซึ่งการสแกนนั้นจะใช้เครื่องมือเพื่อคัดกรองเด็กทุกคนที่อยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ ป.6 ทั้งการวัดความสามารถการอ่านออกเสียง ความเข้าใจการอ่านของนักเรียน และพัฒนาให้นักเรียนมีความสามารถในการอ่านออกและการอ่านอย่างรู้เรื่อง การทดสอบโดยเครื่องมือดังกล่าวจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 20 ก.ย.นี้ พร้อมทั้งให้วิเคราะห์ข้อมูลสรุปและรายงานผลต่อ สพฐ.ทางระบบออนไลน์ จากนั้นให้มีการเร่งรัดพัฒนาครูตามผลการประเมินนักเรียนให้แล้วเสร็จในเดือน ต.ค.2556 หรือช่วงปิดภาคเรียนที่ 1/2556 และเริ่มปรับปรุงและพัฒนาผู้เรียนอ่อนในภาคเรียนที่ 2 ต่อไป 
 
    "โดยตั้งเป้าภายในภาคเรียนดังกล่าวจะต้องไม่มีเด็กอ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้ อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวเป็นแผนระยะสั้น ขณะที่ระยะยาวจะให้มีแบบทดสอบสมรรถนะด้านภาษาไทยของผู้เรียน เพื่อแก้ปัญหาเรื่องดังกล่าว รวมไปถึงการตั้งเป้าให้เด็กไทยอ่านรู้เรื่อง และสามารถคิดวิเคราะห์ได้ต่อไป"
 
    นายชินภัทรกล่าวว่า การสแกนครั้งนี้จะทำให้ สพฐ.ได้รับข้อมูลของเด็กที่อ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้ที่เป็นที่น่าเชื่อถือ เพราะได้ผ่านกระบวนการคัดกรองอย่างเป็นระบบ ซึ่งข้อมูลที่ได้จะทำให้ทราบทั้งในระดับโรงเรียน เขตพื้นที่ฯ และระดับประเทศ อย่างไรก็ตาม สพฐ.ตั้งเป้าว่าเมื่อเปิดภาคเรียนที่ 2 แล้ว ทุกโรงเรียนที่มีเด็กกลุ่มเสี่ยงในกลุ่มอ่านไม่ได้ และอ่านออกเสียงอยู่ในระดับปรับปรุง จะต้องมีแผนซ่อมเสริมให้เด็กสามารถอ่านรู้เรื่องและสื่อสารได้ เพื่อให้จำนวนเด็กกลุ่มเสี่ยงลดลงให้เหลือศูนย์ภายในสิ้นภาคเรียนที่ 2
 
    ด้าน ศ.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ประธานคณะกรรมการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมจัดทำยุทธศาสตร์การศึกษา ตามนโยบาย รมว.ศธ. ระหว่างวันที่ 6-7 ก.ย. ในส่วน สทศ.จะเสนอให้ยกเลิกการใช้คะแนนแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการตัดสินผลการเรียนของนักเรียนชั้น ป.6 และเสนอให้ยกเลิกการสอบโอเน็ต ป.6 ทุกคน แต่ให้สอบแบบเป็นการสุ่มตัวอย่าง คล้ายๆ กับการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ (PISA) เนื่องจากปัจจุบัน ศธ.กำหนดให้ใช้คะแนนโอเน็ตเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการตัดสินผลการเรียนแต่ละช่วงชั้น เพื่อให้นักเรียนตั้งใจสอบโอเน็ต จะได้ผลการสอบที่แท้จริงเพื่อนำไปพัฒนาและปรับปรุงการเรียนการสอนของสถานศึกษา โดยตั้งใจที่จะให้กำหนดให้ตัดสินผลการเรียนช่วงชั้นที่ 3 และ 4 หรือ ม.3 และ ม.6 แต่ในประกาศ ศธ.ได้รวมช่วงชั้นที่ 2 หรือ ป.6 ไปด้วย ซึ่งการรวมชั้น ป.6 นั้นส่งผลให้เด็กประถมเกิดความเครียด ครูก็เน้นติววิชาการกับเด็ก ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาศักยภาพเด็ก
 
    "ถึงแม้ที่ผ่านมา สทศ.ประสบปัญหานักเรียนไม่ตั้งใจสอบโอเน็ต โดยเฉพาะระดับ ม.3 และ ม.6 จึงได้เสนอให้ ศธ.ให้ความสำคัญกับการสอบโอเน็ต แต่ในส่วนชั้น ป.6 ข้อมูลจากงานวิจัยพบว่าเด็กระดับประถมเป็นวัยที่มีระเบียบวินัย เป็นเด็กดี เชื่อฟังครู ตั้งใจเรียนและทำข้อสอบต่างๆ ดังนั้นไม่น่ามีปัญหาการไม่ตั้งใจสอบ อย่างไรก็ดี ในส่วนการนำคะแนนโอเน็ตเพื่อใช้คัดเลือกเพื่อศึกษาต่อชั้น ม.1 ที่เป็นนโยบายของ สพฐ.นั้น ก็ต้องดูทาง สพฐ.ว่าจะยังจะใช้คะแนนเน็ตเพื่อคัดเลือกดังกล่าวอีกหรือไม่" ประธาน สทศ.กล่าว.
 
 
Advertisement
Advertisement

TAGS ที่เกี่ยวข้อง >>

ความคิดเห็นเกี่ยวกับ : "จาตุรนต์"ยังยื้อไทยแค่รองบ๊วย ยังมีพม่า-ลาวคุณภาพศึกษาต่ำกว่า/ชี้ผลWEFไม่รู้เอาอะไรวัด

เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น!

ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บไซต์ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป

ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้

^