LASTEST NEWS

การศึกษา "โง่เข้าไว้ง่ายปกครอง"

  • 11 พ.ค. 2556 เวลา 14:04 น.
  • 2,615 ครั้ง
  • LINE it!
Advertisement
การศึกษา "โง่เข้าไว้ง่ายปกครอง"

Advertisement
เพิ่มเราเป็นเพื่อนใน Line กดเลย!

นำเสนอข่าวโดย >> ทีมงานครูวันดีดอทคอม ส่งข่าวนี้ เข้าไลน์ LINE it! - +

 นี่...ถ้าจะพัฒนาประเทศกันจริงๆ นะ ไม่ใช่ไปยุบโรงเรียนขนาดเล็กตามบ้านนอก-บ้านนา-ป่าดง อันเป็นช่องทางแคบๆ "ช่องทางเดียว" ในโลกกว้าง สำหรับเพาะเมล็ดพันธุ์ใหม่ที่ไกลแสงให้เติบกล้า เป็นร่มสัก-ร่มไทรของชาติในอนาคต
 
     ถ้าคิดจะยุบในกรอบความคิด "ปฏิรูปการศึกษา" จริงๆ ละก็ "ยุบกระทรวงศึกษาฯ" พร้อมทั้ง "พักงาน" ข้าราชการระดับบริหารในกระทรวงทั้งหมดไว้ก่อน...นั่นแหละ
 
    จะเห็น "อนาคตประเทศไทย" ที่ใสสว่าง!
 
    ไม่ใช่ว่า "นักการศึกษา" ระดับบริหารในกระทรวงใช้ไม่ได้ แต่ผมหมายถึง ทุกคนในยูนิตการศึกษาชาติ เป็นกระดุมเรียงเม็ดที่ "ติดผิด" ต่อๆ กันมา ตั้งแต่เม็ดแรกแล้ว!
 
    ที่ว่าพักงานนั้น คือให้แต่ละคนหลุดจากหล่ม "กะลาครอบ" เรื่องผังการศึกษาและทัศนคติข้าราชการ เรียกความเป็นนักการศึกษาที่แต่ละคนร่ำเรียนมาสูงๆ มารวมศูนย์ แล้วตั้งสติอุทิศ
 
    กลั่นความเป็น "นักการศึกษา" ที่ตอบสนองโลกและชีวิตจริง เขียนเป็น "ภูมิการศึกษาสร้างชีวิต" ออกมาซิ อย่างไหนที่คิดว่าสอนแล้ว นักเรียนเป็นได้มากกว่า "คิดตามครู-ทำตามครู-ท่องตามครู" ไม่ใช่แค่เรียนเพื่อรู้ตัวหนังสือ
 
    ทุกวันนี้ เด็กไทยที่กระทรวงศึกษาฯ ทำคลอด เก่งทางไหนทราบมั้ย เก่งทางติดยา เก่งทางเป็นเด็กแว้น เก่งทางเป็นตุ๊ด-เป็นแต๋ว เก่งทางเข้าผับ-เข้าบาร์ เก่งทางจิกผมตบตีแย่งแฟนกันแล้วถ่ายคลิป เก่งทางตั้งแก๊งมั่วสุมชุมนุมเพศ
 
    ถามว่าเด็กรู้หนังสือมั้ย...รู้!
 
    แล้วเอาที่รู้แค่ตัวหนังสือไปอยู่กับชีวิตจริงประจำวัน ที่เรียกว่า "ทำมาหากิน" ได้มั้ย...ก็ไม่ได้!!
 
    ผมไม่โทษเด็ก แต่ขอถาม กระทรวงศึกษาฯ ตะบี้-ตะบันคิดแค่ "สอนให้เด็กรู้หนังสือ" เท่านั้นหรือ ทำไมไม่คิดสอนให้เด็กแม้จบแค่ประถม ก็สามารถนำความรู้จากที่ครูสอนไปทำมาหากินได้ ตามลักษณะภูมิศาสตร์ถิ่นอาศัยของแต่ละคน?
 
    เด็กชนบททางใต้ ควรรู้เรื่องกรีดยาง เรื่องทำสวน ทำประมง เด็กทางอีสาน ทางภาคกลาง เหนือ ควรรู้เรื่องทำไร่-ทำนา เลี้ยงสัตว์ หรือใครชอบทางศิลปะการดนตรี ร้อง-รำ-เล่น ก็ไปทางนั้น ใครชอบทางเครื่องยนต์กลไก แก้มอ'ไซค์ แก้เครื่องไถนา แทรกเตอร์ ได้ ก็ปูพื้นฐานกันไป
 
    สอนเด็กให้มุ่งแต่ไปแย่งกันเข้ามหาวิทยาลัย อยากรู้นัก...มหาวิทยาลัยมันมีอะไรดีนักหนา ถ้าจบออกมาแล้ว เป็นดอกเตอร์ แค่เรือล่ม ก็จมน้ำตาย เพราะว่ายน้ำไม่เป็น 
 
    อยู่คฤหาสน์ร้อยล้าน แค่คนใช้ไม่อยู่ก็อดตาย เพราะติดไฟหุงข้าวก็ไม่เป็น ขับรถคันละหลายล้าน แค่รถตายติดป่า ก็ไม่มีปัญญางัดฝาล้อมาเป็นกระทะทอดไข่ 
 
    บางที ไม่มีเครื่องคิดเลข ไปซื้อปลาทู แม่ค้าบอก 4 ตัว 100 จะซื้อตัวเดียว คิดไม่ถูกตกตัวละเท่าไหร่ ลงท้าย...ดอกเตอร์...อดแด๊ก!
 
    รูปแบบการให้การศึกษาแต่ละยุคไม่เหมือนกัน ยุคนี้ พลโลกกว่า 7,000 ล้าน คนไทยเองก็ร่วมร้อยล้าน ถ้าบวกแรงงานต่างชาติด้วยก็ร้อยกว่าเข้าไปแล้ว ฉะนั้น การศึกษาต้องปรับแนว รู้หนังสือแล้วต้องรู้ทำกินกับที่อยู่ด้วย
 
    ผมจึงว่า ถ้าพูดถึงการปฏิรูปประเทศ ไม่ใช่เริ่มที่หลักสูตรหรือตัวนักเรียน แต่ต้องปฏิรูปโลกทัศน์-มันสมองตัวนักการศึกษาในกระทรวงนั่นก่อน
 
    ประเด็นนี้ ผมไม่ได้ให้ค่าที่ตัว "รัฐมนตรีศึกษาฯ" เป็นอันดับแรก เพราะรัฐมนตรีก็คือนักการเมือง เบ่งได้-เขื่องได้ ในเรื่องนโยบาย เรื่องงบประมาณ เรื่องจัดซื้อ-จัดจ้าง-การประมูล เรื่องหว่านล้อมเป็นหัวคะแนน
 
    แต่จะไปเบ่ง-ไปเขื่องกับนักการศึกษาในด้านการวางแผน-วางรูปแบบการศึกษา กับนักการเมืองที่เดี๋ยวๆ ก็มา เดี๋ยวๆ ก็ไป แต่ระบบการศึกษาที่ต้องต่อเนื่อง... นักการเมืองก็แค่ "ร่างทรงกับเครื่องเซ่น" 
 
    ดังนั้น ในเรื่องจะให้ยุบโรงเรียน ถ้าจะด่า ด่ารัฐมนตรีพงศ์เทพ เทพกาญจนา ทั้งหมดไม่ได้ ต้องด่าเผื่อแผ่ "ผู้บริหารการศึกษา" อันเป็นข้าราชการในกระทรวงด้วย!        
 
    มันเป็น "ยาชงสำเร็จรูป" ของกระทรวงเค้า ใครมาเป็นรัฐมนตรี เขาก็ชงมาให้ดื่มอย่างนี้ แต่ทีนี้...พูดกันตรงๆ นายพงศ์เทพมาเป็นรัฐมนตรีศึกษาฯ ใช่ว่ารักหรือชำนิ-ชำนาญ มีประสบการณ์ทางงานการศึกษามาก่อนก็หาไม่ 
 
    มันเป็นกระทรวงใหญ่ งบประมาณมากอันดับ 1 ถ้าจำไม่ผิดตั้ง 4 แสนกว่าล้าน แล้วครูมีทั่วประเทศ คุมครูทั่วประเทศ เท่ากับมีหัวคะแนนเพิ่มทั่วประเทศ
 
    นายพงศ์เทพ รกรากจากนักการเมืองตระกูลร่ำรวยมหาชัยก็จริง แต่ถือเป็นคนกรุงเทพฯ  มีการศึกษาทั้งเมืองนอก-เมืองใน ผ่านการเป็นข้าราชการตุลาการก่อนมาเป็นนักการเมือง
 
    นั่นก็คือ วิถีชีวิตท่าน ไม่เคยสัมผัส หรือสัมผัสก็แค่ผิวเผินกับชีวิตสังคมคนชนบท ความยากจน "ความด้อยโอกาส" คือสมบัติชิ้นเดียวที่พี่น้องคนไทยที่ซุกตัวเป็นชุมชนเล็กๆ มีติดตัว ก็ถูกต้องตามแผนการศึกษาที่ระบุ "ต้องให้การศึกษากับคนไทยทุกคนอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ"
 
    "จำนวนมาก-จำนวนน้อย" ของนักเรียน จะ 5 คน 10 คน หรือ 500 คน ต่อโรงเรียน นั่นไม่ใช่คำตอบและไม่ใช่เหตุผลของการให้มี หรือให้ยุบโรงเรียน
 
    คำตอบที่ถูกต้องของมันคือ "ประเทศชาติจะอยู่รอดได้ ประชาชนต้องมีการศึกษา" กับสถานที่หนึ่งมี 1 คน กับที่หนึ่งมี 500 คน จะรู้แน่ได้อย่างไรล่ะว่า 1 คนนั้น ไม่ใช่ผู้นำที่จะโด่งดังในอนาคต?
 
    "ช้างเผือก" เกิดในไพรโว้ย...!
 
    ไม่เคยปรากฏ "ช้างเผือก" เกิดตามคอนโดฯ ตามหมู่บ้านจัดสรร หรือไม่จริง?
 
    ฉะนั้น ทั้งรัฐมนตรีพงศ์เทพและบิ๊กๆ ในกระทรวง อย่าทำคำพูดที่ว่า "บริหารให้ประชาชนโง่เข้าไว้ แล้วมันง่ายต่อการปกครอง" คือนโยบายรัฐบาลเพื่อไทยเลย
 
    การพัฒนาประเทศที่ถูกต้อง ต้องพัฒนาคนให้เป็นคน คือมีสติปัญญา รู้ดี-รู้ชั่ว รู้ตัวหนังสือแล้วยังต้องรู้วิทยาการโลกและการดำรงชีวิตตามลักษณะพื้นที่อยู่อาศัยด้วย นี่คือ "ประชานิยม" ที่ถูกต้อง-ของแท้ 
 
    แต่การบริหารแบบล้วงควักเอาสติปัญญาออกจากกะโหลก แล้วยัดกองทุนหมู่บ้านเข้าไป ยัดกองทุนสตรีเข้าไป ยัดกองทุนเงินกู้เข้าไป ยัดรถคันแรกเข้าไป ยัดเงินแจกแลกเป็นสมุนพรรคเข้าไป ยัดความคิดอสัตย์ชาติ ล้มสถาบันเมืองเข้าไป ใช้อำนาจอุปถัมภ์โจรท้องถิ่นเข้าไป
 
    นี่มัน "มอมเมานิยม" เปลี่ยนมนุษย์ประชาธิปไตยเป็น "สัตว์ประชาธิปไตย" ไม่ใช่แนวทางพัฒนาคน-พัฒนาประเทศไปสู่อารยไพศาลที่ยิ่งใหญ่ อย่างเก่งเป็นได้แค่ควายในคอกเท่านั้น!
 
    กระทรวงศึกษาฯ และรัฐมนตรีพงศ์เทพกำลังคิด "กลับหัว-กลับหาง" ในด้านพัฒนาคนด้วยการศึกษา นักเรียนมาก-นักเรียนน้อย ไม่ใช่คำตอบโจทย์การศึกษาชาติ
 
    ทำอย่างไรให้พื้นที่นั้นๆ ซึ่งมีโรงเรียนอยู่แล้ว มีครูอยู่แล้ว มีชุมชนอยู่แล้ว มีหน่ออ่อนของชาติคือเด็กอยู่แล้ว จะต่อยอดจากต้นทุนที่มีอยู่ให้แตกแขนงเป็น "ปัญญาชุมชน" ด้วยการศึกษาที่ทลายคำว่า "โรงเรียนมีไว้เฉพาะเด็ก" ให้เปิดกว้างเป็น "ศูนย์ให้ความรู้" สำหรับทุกคน-ทุกวัยในชุมชน
 
    โรงเรียนวันนี้ ไม่ได้มีไว้เฉพาะให้เด็กเรียนหนังสือ ไหนแรดๆ จะเป็นประชาคมอาเซียนกันมิใช่หรือ ลูกแรงงานต่างด้าว ลาว-พม่า-เขมร ยังจัดได้เรียนอย่างดี แต่ลูกคนไทยเอง โรงเรียนมีอยู่ดีๆ ดันจะยุบทิ้งซะ     
 
    ทุกวันนี้มี "สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพเยาวชน" ที่เรียกว่า สสค.อยู่มิใช่หรือ?
 
    โรงเรียนขนาดเล็กห่างไกลนั่นแหละดี สอนลูกชาวบ้านแล้ว ก็ให้ สสค.ลงไปศึกษาพื้นที่ แล้วชักชวนพ่อแม่ พี่น้อง ปู่ย่า ตายาย มาใช้โรงเรียนนั้น "เสริมสร้างคน" จะสอนภาษา หรือสอนอาชีพ ก็ว่ากันไป ขึ้นชื่อว่าเรียน-ว่าสอน อย่าไปจำกัดในกะลาว่าต้องเด็กเท่านั้นที่ต้องเรียน
    หรือกระทรวงอยากยุบสถานเดียว...ก็ไม่เป็นไร โอนไปให้วัด ให้ชุมชน ให้ อบต.เขาบริหาร-จัดการกันก็ได้ โอนงบแต่ละหัวการศึกษาให้เขาด้วยก็แล้วกัน แล้วให้ สสค.ลงไปเสริม แต่เดิมมา "วัด-โรงเรียน" อยู่ที่เดียวกันอยู่แล้ว ถ้าไม่มีวัด นึกหรือว่าจะมีประเทศไทยอยู่ได้ถึงวันนี้?
    ผมก็เข้าใจอยู่หรอก การพัฒนาของรัฐบาลเพื่อไทย มุ่งเน้นที่ "ตัวเงิน" กับ "วัตถุ" กู้-ประมูล-สัมปทาน-เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้ให้น้ำหนักพัฒนาคนด้วยการศึกษา จะมีบ้างก็ทางประมูลอุปกรณ์ศึกษา เช่น แท็บเล็ต คุณพงศ์เทพ ก็...
    อย่าผิดทางซ้ำซากเลยครับ.
 
 
Advertisement

TAGS ที่เกี่ยวข้อง >>

ความคิดเห็นเกี่ยวกับ : การศึกษา "โง่เข้าไว้ง่ายปกครอง"

เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น!

ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บไซต์ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป

ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้


Advertisement
^