LASTEST NEWS

30 เม.ย. 2560รัฐทุ่มเงินเดือนหลักแสน ชวนคนเก่งรับราชการ 30 เม.ย. 2560รถส่วนกลางใช้เป็นรถประจำตำแหน่งมิได้ 30 เม.ย. 2560สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดสอบพนักงานราชการ วุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า 30 เม.ย. 2560ด่วนที่สุด! การจัดสรรงบประมาณปี พ.ศ. 2560 เพื่อเป็นค่าตอบแทนจ้างครูสาขาขาดแคลน ครั้งที่ 2 30 เม.ย. 2560ด่วนที่สุด การจัดสรรงบประมาณปี พ.ศ. 2560 ค่าตอบแทนจ้างครูขาดแคลนขั้นวิกฤต 8,180 อัตรา ครั้งที่2 30 เม.ย. 2560แชร์เลย! คัดตำแหน่งงานว่าง จำนวน 1,652 อัตรา เปิดสอบรับราชการ งานราชการ รัฐวิสาหกิจ ที่กำลังรับสมัคร 29 เม.ย. 2560รวมลิงค์! ประกาศผลการสอบแข่งขันฯ ตำแหน่งครูผู้ช่วย (รอบทั่วไป) ปีพ.ศ.2560 29 เม.ย. 2560แนวทางการอ่านหนังสือสอบบรรจุครูผู้ช่วย 29 เม.ย. 2560แนวทางการสอบครูผู้ช่วย จากผู้มีประสบการณ์ ได้เรียกบรรจุรอบแรก 28 เม.ย. 2560คุรุสภาประกาศรายชื่อผู้ผ่านการรับรองความรู้ฯ โดยการเทียบโอน

แก้ปัญหาคุณภาพการศึกษา : ต้องเป็นวาระแห่งชาติ

  • 22 ม.ค. 2556 เวลา 09:38 น.
  • 960 ครั้ง
  • LINE it!
Advertisement
แก้ปัญหาคุณภาพการศึกษา : ต้องเป็นวาระแห่งชาติ

Advertisement
เพิ่มเราเป็นเพื่อนใน Line กดเลย!

นำเสนอข่าวโดย >> ทีมงานครูวันดีดอทคอม ส่งข่าวนี้ เข้าไลน์ LINE it! - +

ครั้งที่ผ่านมาผู้เขียนได้สะท้อนถึงปัญหาความตกต่ำคุณภาพการศึกษาของเด็กไทย...น่าจะโทษใครดี และท้ายที่สุดได้สรุปไว้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นต้องเป็นความรับผิดชอบของทุกภาคส่วนเมื่อเป็นเช่นนี้จึงเป็นหน้าที่ที่จะต้องมาร่วมกันแก้ไขเพื่อทำให้คุณภาพเด็กไทยดีขึ้น แต่ด้วยงานนี้เป็นงานที่มีความสำคัญต่อประเทศชาติ เป็นงานใหญ่เห็นผลช้า การที่จะไปแยกกันคิด แยกกันทำ หรือทำแบบเรื่อย ๆ มาเรียงคงไม่ได้ เพราะแค่นี้ก็แทบจะไม่มีคลองให้ถอยหลังลงไปอีกแล้ว ซึ่งการที่จะแก้ปัญหาคุณภาพเด็กให้ได้ผลนั้น จึงน่าจะต้องกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ ร่วมทำกันอย่างจริงจังปัญหาที่ว่านี้ก็น่าจะมีทางออกอยู่มากมายซึ่งทางออกที่ว่านี้คงจะขอนำมายกตัวอย่างให้เห็นเพียงบางส่วน ดังนี้
 
ระดับชาติ น่าจะต้องแก้กฎหมายการศึกษากันอีกครั้ง เพื่อปรับส่วนที่เป็นได้แค่หลักการสวยหรูแต่ปฏิบัติไม่ได้ผลออกไปแล้วนำสิ่งที่จะส่งผลถึงตัวเด็กจริง ๆ เข้ามาแทน โดยเฉพาะการนำกรมวิชาการกลับคืนมาเพราะถือเป็นหัวใจด้านวิชาการของชาติ ที่จะทำหน้าที่วิเคราะห์ วิจัยสาระเนื้อหา วิธีการพัฒนาอย่างเป็นระบบตลอดแนว ดีกว่าปล่อยให้หน่วยงานอื่นที่มีแต่หลักการแต่ไม่
 
รู้ลึกรู้จริงถึงบริบทการจัดการศึกษามาตรวจสอบแล้วโยนปัญหากลับมาให้เช่นเดิม รวมถึงออกกฎหมายบังคับให้ทุกภาคส่วนที่มีหน้าที่จัดการศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนต้องคำนึงถึงคุณภาพผู้เรียนตามกฎหมายและแผนการศึกษาชาติที่กำหนดไว้เพื่อมิให้จัดการศึกษาไปคนละทิศละทางหรือเปลี่ยนแปลงตามรัฐบาล ส่วนต่อมา คือ งบประมาณที่ใช้พัฒนาคุณภาพเด็กต้องจัดให้พอเพียงเพราะปัจจุบันงบประมาณส่วนใหญ่ถูกนำไปเป็นค่าจ้าง เงินเดือน มากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ เงินที่ใช้พัฒนาคุณภาพถึงตัวเด็กจริง ๆ มีน้อยมาก โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่ได้รับงบประมาณน้อยตามจำนวนเด็กและโอกาสที่จะได้รับการสนับสนุนจากภายนอกก็เป็นไปได้ยากการจัดสรรงบประมาณจึงน่าจะจัดให้เพียงพอและถูกจุดโดยเน้นไปที่โรงเรียนขาดแคลนเป็นหลักไม่ใช่หว่านแหจ่ายเป็นค่ารายหัวเหมือนกันทุกโรงเรียน มิฉะนั้นแล้วคุณภาพเด็กจากโรงเรียนขนาดเล็กก็คงแก้ไขได้ยาก 
 
ระดับกระทรวงศึกษาธิการ สิ่งแรกเลยที่ต้องแก้ไข คือ ไม่ควรเปลี่ยนรัฐมนตรีกันบ่อย เพราะจะทำให้เกิดนโยบายใหม่ เลิกนโยบายเก่า ขาดความต่อเนื่องรวมถึงสร้างความสับสนให้กับภาคปฏิบัติอีกด้วย เรื่องต่อมา คือ หลักสูตรการศึกษาที่นอกจากจะต้องลดจำนวนสาระการเรียนรู้ที่ไม่จำเป็นแต่ละระดับลงแล้วยังต้องสอดคล้องกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กในแต่ละกลุ่ม เพราะหากหลักสูตรมีเป้าหมายเดียวกันคือหวังให้เด็กไปสู่ความเป็นเลิศทั้งหมด ปัญหาก็อย่างที่เห็นกันอยู่ คือกลุ่มหนึ่งยังอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ แต่ต้องเรียนทุกกลุ่มสาระแต่เมื่อพื้นฐานยังไม่ได้การเรียนรู้สาระอื่น ๆ ก็ด้อยไปด้วยเมื่อเรียนไม่ทันเพื่อน เรียนไม่รู้เรื่อง ความเครียดก็เกิดขึ้น หากหลักสูตรสามารถตอบสนองเป้าหมายแต่ละกลุ่มได้ก็จะทำให้การจัดการศึกษาสะดวกเกิดผลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น วิธีการที่ว่านี้หลักสูตรจึงน่าจะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม  คือ กลุ่มเด็กที่มีศักยภาพสูงพร้อมที่จะต่อยอดไปสู่ความเป็นเลิศในสาขาเฉพาะทาง กลุ่มเด็กที่ต้องพัฒนาคุณภาพชีวิตให้พ้นวงจร โง่ จน เจ็บ สามารถดำรงชีวิตอยู่ในท้องถิ่นได้อย่างมีความสุข และกลุ่มสุดท้าย คือ เด็กในพื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่พิเศษ ที่ยังต้องพัฒนาด้านการอ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็นการสร้างสุขนิสัยที่ดีต่อการดำเนินชีวิต และควรเปลี่ยนระบบการ
 
วัดผลจากตกซ่อมได้มาเป็นสอบได้สอบตกเช่นเดิมเพื่อจะทำให้ฐานความรู้เด็กแน่นขึ้นและเด็กเกิดความกระตือรือร้นกับการเรียนรู้มากขึ้น ส่วนต่อมาคือ เป้าหมายคุณภาพการศึกษาของชาติจะต้องมีความชัดเจนและทุกฝ่ายต้องปฏิบัติตามเพื่อไม่ให้เกิดการบิดเบี้ยวกลางทางตามกระแสความนิยมอย่างที่เป็นอยู่ เพราะแม้กฎหมายจะกำหนดไว้ว่า ต้องการให้เด็กเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ “ดี เก่ง มีความสุข” แต่ทำไปทำมา ทำท่าจะใช้ผลการสอบ O-NET เป็นเป้าหมายคุณภาพเด็กไทยไปแล้ว ทั้งที่ไม่ได้สอบทุกชั้นทุกกลุ่มสาระและจำนวนข้อสอบ
แต่ละวิชาก็มีไม่กี่ข้อ ที่สำคัญข้อสอบที่ว่านี้ก็ไม่สามารถวัดผลพัฒนาการทางด้านอื่น ๆ ได้ ยิ่งให้นำผลไปเกี่ยวข้องกับการประเมินวิทยฐานะของครู การประเมินของ สมศ. ด้วยแล้วทำให้โรงเรียนหลายแห่งเกิดการสอนข้อสอบ O-NET เกิดขึ้น อีกปัญหาหนึ่ง ก็คือ เจตคติการเรียนรู้ของเด็กและผู้ปกครองที่มุ่งหวังแค่การเข้ามหาวิทยาลัยจึงใส่ใจอยู่แค่เนื้อหาวิชาการโดยไม่สนใจคุณภาพด้านอื่น ดังนั้นการรับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ควรนำคุณภาพด้านอื่นมาเป็นเกณฑ์ตัดสินด้วย 
 
ระดับหน่วยเหนือ คงจะต้องปรับกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับกฎหมายโดยทำหน้าที่กำหนดนโยบาย ติดตาม กำกับและประเมินผล มากกว่าจะมาเป็นผู้ปฏิบัติเสียเอง เพราะการที่ไปคิดวิธีการแก้ปัญหาหรือพัฒนาด้วยการจัดโครงการ กิจกรรม ส่งไปให้แต่ละพื้นที่ที่มีบริบทต่างกันต้องทำเหมือนกันทั้งหมดนั้น คงได้ผลน้อยแถมยังไปเพิ่มภาระให้กับครู ส่วนนี้จึงน่าจะส่งเงินไปให้โรงเรียนเป็นผู้คิดดำเนินการเองจะได้ผลมากกว่า สิ่งที่ต้องแก้ไขต่อมาคือ ต้องจัดครูให้พอสอนครบชั้นกับโรงเรียนขนาดเล็ก และให้พอสอนทุกวิชากับโรงเรียนขนาดใหญ่เพราะหากปล่อยให้ครูขาดแคลนแถมมีงานอื่นให้ทำอีกมากมายอยู่เช่นนี้คงจะเรียกร้องหาคุณภาพได้ยาก ส่วนเรื่องคุณภาพครูก็น่าจะมีวิธีการที่ดีกว่าการจัดอบรมหรือให้ทำข้อสอบเพราะการที่ครูขาดคุณภาพนั้นคงไม่ใช่อยู่แค่ความรู้อย่างเดียว ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการเหนื่อยล้ากับงานอื่น ๆ หรือมีปัญหาสุขภาพอีกส่วนหนึ่งอาจได้คนที่ไม่มีใจรักอาชีพครูมาเป็นครู ทำให้ขาดอุดมการณ์ในการทำงานวิธีแก้ปัญหาที่น่าจะได้ผลก็คือการสร้างขวัญกำลังใจทั้งความก้าวหน้าในวิชาชีพและมีรายได้ที่เหมาะสมกับภาระงานที่สอนเกินเวลา สอนซ่อมเสริม หรือสอนอยู่โรงเรียนที่ครูขาดแคลนหรือในพื้นที่พิเศษต่าง ๆ รวมถึงการหาคนเก่งในพื้นที่มาเรียนครู แล้วส่งกลับไปสอนในท้องถิ่นของตนเอง อย่างเช่นโครงการเพชรในตม หรือโครงการคุรุทายาท ที่เคยทำได้ผลมาในอดีต
 
ส่วนระดับภาคปฏิบัติคือ ครูก็คงต้องปฏิรูปตนเองด้วยการปรับตัว ปรับใจ ปรับความเชื่อมั่นเปิดใจกว้างยอมรับการพัฒนาให้เท่าทันกับวิทยาการและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อจะได้มีภูมิความรู้เพียงพอกับการเป็นผู้ให้ รวมถึงการปรับวิธีเรียนเปลี่ยนวิธีสอนให้เข้ากับยุคสมัย เพราะวิธีการสอนแบบเดิม ๆ โดยครูเป็นผู้บอกหรือเล่าเนื้อหาอย่างที่เคยใช้ได้ผลมาในอดีตนั้น เมื่อถึงยุคที่เด็กมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปตามกระแสวัฒนธรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่นี้การที่จะทำให้เด็กเป็นคนดี คนเก่ง มีความสุข ได้นั้นวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คงต้องหลากหลายและเหมาะสม ที่สำคัญต้องเป็นครูมืออาชีพจริง ๆ ถึงจะทำให้งานหนักงานยากนี้เกิดผลได้ นอกจากนั้นหน่วยงานภาครัฐทั้งหลายก็คงต้องทำหน้าที่ในส่วนที่รับผิดชอบอยู่ทั้งการแก้ปัญหาความยากจน ปัญหาทุพโภชนาการ ปัญหาอบายมุขต่าง ๆ อย่างเต็มที่ ไม่ใช่โยนมาเป็นงานฝากให้โรงเรียนทำแทนแบบไร้งบประมาณอย่างทุกวันนี้ยิ่งไปเพิ่มภาระงานรองให้มากกว่างานหลักยิ่งขึ้นคุณภาพเด็กไทยที่ตกต่ำทั้งด้าน IQ,  EQ,  MQ, AQ นี้ก็มาจากหลากหลายปัจจัยดังนั้นการแก้ไขและพัฒนาจึงต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่ต้องทำกันอย่าง
จริงจังและต่อเนื่องเพราะคุณภาพบุคลากรเป็นเรื่องสำคัญต่อประเทศชาติ ทุกฝ่ายจึงต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกมากกว่าจะมัวไปยุ่งอยู่กับเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง จนลืมดูแลคุณภาพบุคลากรของชาติไป เพราะหากเด็กซึ่งเป็นอนาคตของชาติมีคุณภาพต่ำการที่จะอยู่ในสังคมโลกที่มีการแข่งขันสูงขึ้นเรื่อย ๆ เช่นนี้คงเป็นไปด้วยความลำบาก ในที่สุดก็จะแข่งขันสู้กับใครไม่ได้กลายเป็นประเทศด้อยพัฒนาไปในที่สุด เพราะทุกวันนี้ก็เห็นเค้าลางแล้วเพราะแม้แต่อาเซียนเราก็เริ่มล้าหลังไปแล้วมิใช่หรือ.
 
กลิ่น สระทองเนียม
 
 
Advertisement
Advertisement

TAGS ที่เกี่ยวข้อง >>

ความคิดเห็นเกี่ยวกับ : แก้ปัญหาคุณภาพการศึกษา : ต้องเป็นวาระแห่งชาติ

เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น!

ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บไซต์ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป

ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้

^