LASTEST NEWS

30 เม.ย. 2560สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดสอบพนักงานราชการ วุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า 30 เม.ย. 2560ด่วนที่สุด! การจัดสรรงบประมาณปี พ.ศ. 2560 เพื่อเป็นค่าตอบแทนจ้างครูสาขาขาดแคลน ครั้งที่ 2 30 เม.ย. 2560ด่วนที่สุด การจัดสรรงบประมาณปี พ.ศ. 2560 ค่าตอบแทนจ้างครูขาดแคลนขั้นวิกฤต 8,180 อัตรา ครั้งที่2 30 เม.ย. 2560แชร์เลย! คัดตำแหน่งงานว่าง จำนวน 1,652 อัตรา เปิดสอบรับราชการ งานราชการ รัฐวิสาหกิจ ที่กำลังรับสมัคร 29 เม.ย. 2560รวมลิงค์! ประกาศผลการสอบแข่งขันฯ ตำแหน่งครูผู้ช่วย (รอบทั่วไป) ปีพ.ศ.2560 29 เม.ย. 2560แนวทางการอ่านหนังสือสอบบรรจุครูผู้ช่วย 29 เม.ย. 2560แนวทางการสอบครูผู้ช่วย จากผู้มีประสบการณ์ ได้เรียกบรรจุรอบแรก 28 เม.ย. 2560คุรุสภาประกาศรายชื่อผู้ผ่านการรับรองความรู้ฯ โดยการเทียบโอน 28 เม.ย. 2560ซักซ้อมการดำเนินการเกี่ยวกับการขอหนังสืออนุญาตให้ประกอบวิชาชีพครูโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ 28 เม.ย. 2560กศจ.กรุงเทพ ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย 2560

ย้อนมองการศึกษาไทยบนความหวังที่ก้าวไม่ออก

  • 02 ม.ค. 2556 เวลา 09:57 น.
  • 898 ครั้ง
  • LINE it!
Advertisement
ย้อนมองการศึกษาไทยบนความหวังที่ก้าวไม่ออก

Advertisement
เพิ่มเราเป็นเพื่อนใน Line กดเลย!

นำเสนอข่าวโดย >> ทีมงานครูวันดีดอทคอม ส่งข่าวนี้ เข้าไลน์ LINE it! - +

เป็นที่ทราบว่าการศึกษามีความสำคัญต่อการวางรากฐานของประเทศ ประเทศที่พัฒนาแล้วทุกประเทศต่างก็ให้ความสำคัญกับงานการศึกษา ทุ่มงบประมาณเพื่อการพัฒนาการศึกษา ประเทศไทยเองก็ย้ำกันมาตลอดว่าการศึกษาเป็นหัวใจของการพัฒนาประเทศ งบประมาณด้านการศึกษาก็ได้รับมากที่สุด แต่ที่ผ่านมา
 
ภาพการพัฒนาการศึกษาไทยก็ผ่านไปอย่างลุ่ม ๆ ดอน ๆ มองไม่เห็นผลความสำเร็จที่ชัดเจน บ้างก็ว่าถอยหลังเสียด้วยซ้ำ  
 
ตลอดปี 2555 แม้งานการศึกษาจะอยู่ภายใต้รัฐนาวาปูเดียวกัน แต่นโยบายก็มีการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามเสนาบดี เมื่อเปลี่ยนเจ้ากระทรวงนโยบายก็เปลี่ยน ซึ่งเป็นเช่นนี้มาโดยตลอด อย่างเรื่องการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ประจำปี 2555 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เมื่อ ศ.ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีต รมว.ศึกษาธิการ อ้างว่าได้รับการร้องเรียนในส่วนของขั้นตอนการสอบสัมภาษณ์เข้ามามากว่า เป็นช่องทางให้มีการเรียกรับเงินได้ จึงมีนโยบายให้ยกเลิกขั้นตอนการสอบสัมภาษณ์เพื่อลดการใช้ดุลพินิจของกรรมการ และป้องกันการแก้ไขปัญหาการทุจริตวิ่งเต้น
 
นโยบายนี้นับว่าเป็นนโยบายที่ดี เพราะยึดหลักการความเป็นธรรมเป็นที่ตั้งด้วยข้อเขียนใครทำได้หรือไม่ได้ตัดสินกันไปเลยไม่ต้องใช้ความรู้สึกของกรรมการซึ่งอาจจะเกิดความลำเอียงได้  แต่ก็ทำได้เพียงครั้งเดียว เพราะมีเสียงเรียกร้องให้ฟื้นการสอบสัมภาษณ์กลับมาใช้กับการคัดเลือกคนเข้ามาเป็นครู ด้วยเหตุผลว่าการสอบข้อเขียนเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถคัดกรองบุคลิกลักษณะที่พึงประสงค์เพื่อการเป็นพ่อพิมพ์แม่พิมพ์ได้ งานนี้จึงต้องมีการชงเรื่องให้ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการคนใหม่ ฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (บอร์ด ก.ค.ศ.) เป็นผู้ตัดสิน แต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุปเพราะต้องถามความคิดเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อน  เรื่องนี้จึงเป็นกระจกสะท้อนภาวะผู้นำด้านการศึกษาได้
 
โครงการยกระดับการศึกษาประชาชนจบม.6 ใน  8 เดือน เป็นอีกโครงการที่ถูกตั้งคำถามว่า เป็นประชานิยมหรือไม่ และคนที่ได้วุฒิ ม.6 จากโครงการนี้จะมีคุณภาพหรือเปล่า เพราะสิ่งที่จะได้แน่ ๆ จากโครงการนี้คือจำนวนปีการศึกษาเฉลี่ยของคนไทยจะขยับขึ้นจากปัจจุบันที่ 8 ปีกว่า ๆ หรือ ประมาณ
ม.3 ก็จะก้าวกระโดดไปเป็น ม.6 ซึ่งจะส่งผลให้วุฒิ ม.6 ของประเทศไทยมี 3 มาตรฐาน คือ ม.6 จากโรงเรียนในระบบ ม.6 สายสามัญศึกษาของ กศน. และ ม.6
 
ที่ได้จากการเทียบระดับประสบการณ์ในอาชีพ  ซึ่งไม่ว่าจะจบจากระบบใดก็มีศักดิ์และสิทธิเท่าเทียมกันสามารถใช้วุฒิไปเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นได้ แต่ก็มีการมองไปถึงอนาคตว่าเรื่องนี้จะเป็นบันไดที่อาจนำไปสู่ปัญหาคุณภาพบัณฑิตได้ เป็นประเด็นที่สร้างความตื่นเต้นไม่น้อยสำหรับนักเรียนชั้น ป.1 ทั่วประเทศที่จะได้รับแจกแท็บเล็ต หรือคอมพิวเตอร์พกพา ผ่านโครงการแท็บเล็ตพีซีเพื่อการศึกษาไทย ท่ามกลางเสียงสนับสนุนและคัดค้าน แถมด้วยประเด็นร้อนเรื่องการจัดซื้อที่ไม่ลงตัวจนต้องเลื่อนการเซ็นสัญญากับประเทศจีนออกไป แต่สุดท้ายรัฐบาลก็ได้ปล่อยแท็บเล็ตถึงมือเด็กและครูชั้น ป.1 แล้วกว่า 900,000 เครื่องในโรงเรียนทุกสังกัด แต่จะว่าไปแล้วหลายโรงเรียนในประเทศไทย เหมือนจะเป็นโอกาสบนความไม่พร้อม บางพื้นที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ยังไม่มีสัญญาณสำหรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต แต่รัฐบาลก็เลือกที่จะเดินหน้าต่อ โดยในปีการศึกษา 2556 จะขยายการแจกแท็บเล็ตให้แก่นักเรียนชั้น ม.1 และ ป.1 รุ่นใหม่ รวมกว่า 1.6 ล้านเครื่องด้วย
 
ส่วนการตรวจสอบกรณีทุจริตจัดหาครุภัณฑ์อาชีวศึกษาตามโครงการลงทุนตามแผนปฏิบัติการฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะที่ 2 ไทยเข้มแข็ง หรือ เอสพี 2 ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) มูลค่ากว่า 5,300 ล้านบาทซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชน นั้น ถึงแม้จะมีความก้าวหน้าในการตรวจสอบและพบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริงซึ่งนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรงผู้ที่เกี่ยวข้อง มีการโยนเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเดินหน้าต่อ  แต่น่าเสียดายว่าตลอดระยะเวลาของการตรวจสอบดูเหมือนผู้มีอำนาจสูงสุดจะไม่เล่นด้วย ส่งผลให้การดำเนินการตรวจสอบเป็นไปอย่างทุลักทุเลไม่ปรู๊ดปร๊าดดังใจ กว่าจะเข้าที่ก็เล่นเอาเหนื่อยไป
 
ตาม ๆ กัน และที่ยิ่งน่าเสียดาย คือ พอกระบวนการตรวจสอบมีความก้าวหน้าก็มีอันต้องปรับคณะรัฐมนตรีทำให้การตรวจสอบเหมือนกับชะงักไป ก็ต้องรอดูว่าปี 2556 เรื่องนี้การตรวจสอบจะเดินต่อไปทางไหน
 
สำหรับเรื่องการปรับเวลาเปิด-ปิดภาคการศึกษาให้สอดคล้องกับปฏิทินการศึกษาสากล เพื่อรองรับการเปิดประชาคมอาเซียนในปี 2558 ก็ถือเป็นอีกเรื่องที่มีความสำคัญ เพราะกว่าจะลงตัวปรับใหญ่กันทั้งระบบใช้เวลาเป็นปีในการถกเถียงและนำเสนอความคิด งานนี้มีพี่ใหญ่อย่างที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เป็นแกนสำคัญในการผลักดัน โดยมีมหาวิทยาลัยทยอยลงมือปรับเวลาเปิดภาคเรียนตั้งแต่ปีการศึกษา 2555 และจะปรับเต็มรูปแบบทั้งระบบทุกระดับการศึกษาในปีการศึกษา 2557  
 
ในฟากอุดมศึกษาก็มีหลายเรื่องที่เป็นปัญหาแก้ไม่ตกโดยเฉพาะเรื่องของคุณภาพการศึกษาทั้งระบบ  บัณฑิตที่ผลิตออกมาบางสาขาก็ล้นตลาดทำให้มีปัญหาตกงาน หรือทำงานไม่ตรงสาขาที่เรียนมา ขณะที่บางสาขาที่เป็นความต้องการของประเทศก็ยังขาดแคลนเหมือนเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสาขาวิทยาศาสตร์  ส่วนเรื่องการเพิ่มจำนวนสถาบันอุดมศึกษาดูจะเป็นแนวโน้มที่ดีเพราะมีอัตราการเพิ่มลดลง ซึ่งเหตุผลน่าจะเนื่องมาจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา หรือ สกอ.ได้มีการตั้งเป้าตรวจประเมินการจัดการศึกษานอกสถานที่ตั้งอย่างจริงจังและไม่อนุญาตให้มีการจัดตั้งใหม่ ซี่งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยในเรื่องการควบคุมคุณภาพ แต่สถาบันอุดมศึกษาก็หัวหมอหาช่องทางอื่นในการเพิ่มจำนวนนักศึกษาโดยการจัดการเรียนการสอนในระบบทางไกลแทน ซึ่งก็ยังไม่มีใครกล้ารับรองได้ว่าระบบการจัดการศึกษาทางไกลจะมีคุณภาพแค่ไหน แต่ที่แน่ ๆ ก่อนสิ้นปีมีนักศึกษาหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิตระบบการศึกษาทางไกล มหาวิทยาลัยพิษณุโลก ร้องเรียนไปที่สกอ.ว่ามหาวิทยาลัยเปิดรับนักศึกษาก่อนที่หลักสูตรจะผ่านการรับทราบจากสกอ. ส่งผลให้นักศึกษากว่า 2,000 คนจบหลักสูตรไม่ได้และจะไม่ได้รับปริญญา แต่ที่ร้ายกว่านั้นบางสถานศึกษามีการเปิดรับนักศึกษาก่อนที่จะได้รับใบอนุญาตจัดตั้งสถาบันเสียอีก จนสกอ.ต้องถึงกับแจ้งความดำเนินคดีกันไปแล้ว
 
อีกเรื่องที่จะไม่พูดถึงคงไม่ได้นั่นคือ การปิดมหาวิทยาลัยอีสาน หรือ มอส.ที่มีปัญหาการซื้อขายประกาศนียบัตรบัณฑิต(ป.บัณฑิต)วิชาชีพครู หลังจากที่มีความพยายามแก้ปัญหามาปีกว่า แต่ก็สุดจะเยียวยาในสุดที่กระทรวงศึกษาธิการจึงได้สั่งปิดไปเรียบร้อยแล้ว แต่ปัญหาก็ไม่จบเพราะยังมีนักศึกษาหลายพันคนที่ได้รับผลกระทบจากการสั่งปิดมหาวิทยาลัย ซึ่งต้องรอดูว่าปี 2556 นี้จะสามารถแก้ปัญหาได้จบสิ้นหรือไม่
 
และประเด็นสุดท้ายส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ที่ทำให้รู้สึกเหมือนว่าการศึกษาไทยโดนตบหน้าอย่างจัง เมื่อ ศ.(พิเศษ) ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษารมว.ศึกษาธิการ ออกมาเปิดข้อมูลของสถาบันวิจัยของสำนักพิมพ์ตำรา Pearson จัดอันดับการศึกษาของไทยอยู่ในกลุ่มสุดท้ายซึ่งอยู่ในกลุ่มที่มีคะแนนต่ำที่สุด นอกจากนี้วิกฤติการศึกษาที่สะท้อนจากการจัดอันดับการศึกษาพบว่าการศึกษาของไทยถดถอยลงตามลำดับทุกปี โดยการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยอยู่ในอันดับ 6 ของประเทศในกลุ่มอาเซียนโดยตามหลังเวียดนาม แต่ที่น่าตกใจไปกว่านั้นอุดมศึกษาไทยอยู่ในอันดับที่ 8 ซึ่งตามหลังทั้งกัมพูชาและฟิลิปปินส์
 
ที่ว่ามาเป็นเพียงส่วนเสี้ยวของสิ่งที่เกิดขึ้นกับแวดวงการศึกษาในรอบปี ซึ่งมีทั้งที่ประสบความสำเร็จและเป็นปัญหาคาราคาซังที่ต้องรอดูฝีมือของรัฐมนตรีทั้ง นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา และ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช จะนำการศึกษาไทยเดินไปในทิศทางใด แต่ที่แน่ ๆ รมว.ศึกษาธิการ ได้สั่งการให้มีการปฏิรูปการศึกษาทุกระดับด้วยเห็นว่าเด็กไทยเรียนมากแต่ความรู้น้อย โดยมอบหมายให้ ศ.(พิเศษ)ดร.ภาวิช เป็นพ่องานปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาทุกระดับโดยให้มีการทบทวนเนื้อหาสาระในหลักสูตรที่เด็กต้องเรียนเพื่อให้มีความรู้พื้นฐาน มีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อเตรียมความพร้อมในการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558
 
แต่อย่างไรก็ดี ศ.(พิเศษ) ดร.ภาวิช ก็ได้แย้มออกมาแล้วว่าในประเทศที่เด็กมีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาสูงอย่างสิงคโปร์เด็กก็ไม่ได้ใช้เวลาในการเรียนมากเหมือนเด็กไทย ดังนั้นอาจต้องมีการลดเวลาเรียนของเด็กไทยลง แต่ในอีกด้านก็มีความเห็นแย้งมาแล้วเช่นกันว่า หากลดเวลาเรียนในห้องเรียนโรงเรียนกวดวิชาก็ยิ้มแน่นอนเพราะจะมีรายได้เพิ่ม เพราะค่านิยมของผู้ปกครองต้องการให้ลูกหลานเรียนให้มากที่สุด ให้ได้อะไรเยอะ ๆ และตราบใดที่การเข้ามหาวิทยาลัยยังเน้นที่วิชาการก็หนีไม่พ้นที่จะต้องกวดวิชา.
 
 
Advertisement
Advertisement

TAGS ที่เกี่ยวข้อง >>

ความคิดเห็นเกี่ยวกับ : ย้อนมองการศึกษาไทยบนความหวังที่ก้าวไม่ออก

เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น!

ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บไซต์ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป

ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้

^