LASTEST NEWS

27 ก.พ. 2560กรมท่าอากาศยาน เปิดสอบบรรจุเข้าทำงาน 50 อัตรา สมัคร3-17มี.ค.2560 27 ก.พ. 2560ห้ามสพฐ.จัด"อนุบาล3ขวบ"ทับซ้อน ผู้บริหารเอกชนจี้ศธ.แบ่งพท."สช.-อปท."ให้ชัดเจน 27 ก.พ. 2560ศธ.มั่นใจเก็บตกจัดอนุบาล 3 ขวบ 26 ก.พ. 2560สพฐ.เปิดสอบครูผู้ช่วย (กรณีพิเศษ) 4,653 อัตรา เช็คแต่ละจังหวัดที่เปิดรับที่นี่ 26 ก.พ. 2560สพฐ.เปิดสอบพนักงานราชการ 10 อัตรา สมัคร27ก.พ.-8มี.ค.2560 25 ก.พ. 2560(รับเยอะ 27อัตรา) สพม.4 เปิดสอบพนักงานราชการครู 15 อัตรา ครูอัตราจ้าง/ลูกจ้างชั่วคราว 12 อัตรา 24 ก.พ. 2560ด่วน! ราชกิจจานุเบกษา ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยพนักงานราชการ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐ 24 ก.พ. 2560โรงเรียนฉือจี้เชียงใหม่ รับสมัครครูอัตราจ้างและบุคลากรทางการศึกษา 11 อัตรา 24 ก.พ. 2560งานดีๆ มาแล้ว! อบจ.อุดรธานี เปิดสอบผู้ช่วยครู 32 อัตรา และบุคลากรสนับสนุนการสอนอีก 15 อัตรา 24 ก.พ. 2560เพิ่งจบหลักสูตรทางการศึกษา มีวิธีไหนบ้างที่จะได้ใบประกอบวิชาชีพแบบเร่งด่วน ให้ทันสมัครสอบบรรจุ

ข่าวเด่นตลอดปีมังกรทอง

  • 31 ธ.ค. 2555 เวลา 10:21 น.
  • 1,247 ครั้ง
  • LINE it!
Advertisement
ข่าวเด่นตลอดปีมังกรทอง

Advertisement
เพิ่มเราเป็นเพื่อนใน Line กดเลย!

นำเสนอข่าวโดย >> ทีมงานครูวันดีดอทคอม ส่งข่าวนี้ เข้าไลน์ LINE it! - +

ตลอดปี 2555 มีประเด็นฮอตหลายเรื่องที่ต้องเกาะติดอย่างใกล้ชิด บ้างก็มีผลกระทบต่อบุตรหลานในการศึกษา บ้างมีผลต่อสิทธิการเข้าถึงการรักษา บ้างก็เรียกร้องเพื่อสิทธิของตนเอง ไม่ว่าจะเรื่องใด ก็มีแง่มุมให้ขบคิด
       
       ** “บดินทรเดชา” พ่นพิษ รับนร.ป่วน
       
       ปีการศึกษา 2555 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การรับเด็ก ม.4 ไฟเขียวให้โรงเรียนสอบคัดเลือกนักเรียนภายนอก 20% ทำให้หลายโรงเรียนคัดเลือกเด็กเก่าที่จบ ม.3 แต่ผลการเรียนไม่สู้ดีออก เพื่อเอาที่นั่งไปรับเด็กใหม่แทน แต่มาเกิดเรื่องเกิดราวในกรณีโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) มีเด็ก ม.3 เดิมออกกว่า 100 คนด้วยเหตุผลว่าคะแนนไม่ถึงคะแนนอันดับสุดท้ายของเด็กที่ผ่านการคัดเลือกเข้าเรียน ม.4 ขณะเดียวกัน ก็มีกระแสว่าเก้าอี้ใหม่มีการเรียกรับเงินแปะเจี๊ยะ เป็นเหตุให้ผู้ปกครองนักเรียน ม.3 บุกมาประท้วงที่ ศธ.หนักเข้าก็เปิดฉากประท้วงอดข้าวบริเวณข้างทำเนียบรัฐบาล บางรายขู่จะเผาตัวเอง นอกจากนี้ ยังมีการเผาหุ่น นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการ ในเวลานั้น โดยแกนนำภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันแห่งชาติ (ภตช.) จน นายสุชาติ ตั้งทนายความฟ้องหมิ่นประมาท แต่กลุ่มผู้ปกครองก็ไม่หยุดเดินสายออกร้องเรียนตามสื่อต่างๆ ไปจนกระทั่งบุกยื่นหนังสือต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.เปรม ติณณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เพื่อขอให้มาช่วยเหลือ สุดท้าย สพฐ.ใช้หนทางออกมาตรการพิเศษเปิดภาคบ่ายเพื่อรับนักเรียนของบดิทรเดชาฯ จำนวนหนึ่งที่คะแนนผ่านเกณฑ์เข้าเรียน โดยให้โรงเรียนอีก 4 แห่ง คือ โรงเรียนนวมินทราชินูทิศสวนกุหลาบวิทยาลัยปทุมธานี โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล โรงเรียนอุดรพิชัยรักษ์พิทยา และ โรงเรียนสตรีราชินูทิศ จ.อุดรธานี ใช้วิธีการนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม เรื่องราวต่าง ๆ น่าจะจบด้วยดี แต่ผ่านไป 1 เทอมพ่อแม่นักเรียนภาคบ่ายโรงเรียนบดินทรเดชาฯ 36 คนก็ออกมาประท้วงให้รับเด็กเป็นภาคปกติ ซึ่งทาง สพฐ.และโรงเรียนได้หาหนทางออกให้เปลี่ยนเวลาเรียนจากภาคบ่ายมาเป็นภาคเช้า ส่วนคนที่ผลการเรียนดีและสามารถขอพาสชั้นมาเรียนรวมห้องเรียนปกติได้ก็ดำเนินการให้
       
       ** ดีเอสไอ ฟัน 2 นักการเมือง 2 ขรก. โกง SP2
       
       ยืดเยื้อมานานกรณีทุจริตครุภัณฑ์อาชีวศึกษา ในงบประมาณโครงการไทยเข้มแข็ง ระยะที่ 2 สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และยิ่งกลายเป็นความวุ่นวายอย่างยิ่งขึ้นในสมัย นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีต รมว.ศึกษาธิการ โดยเฉพาะกรณีซุกผลสอบคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ที่นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เป็นประธาน ทั้งที่เจ้าตัวตั้งขึ้นเองให้ตรวจสอบกรณีมีหนังสือร้องเรียนกล่าวหา นางสาวศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ อดีตเลขาธิการ กอศ. ว่าหาผลประโยชน์ให้พรรคพวกและบกพร่องในหน้าที่ทำให้ราชการเสียหายอย่างร้ายแรง แม้จะมีการสอบถามอย่างต่อเนื่องก็ปฏิเสธที่จะตอบคำถามและท้ายที่สุดก็บอกว่าได้สรุปผลสอบไปยังนายกรัฐมนตรีแล้ว ขณะที่ นายศักดา คงเพชร อดีตรมช.ศึกษาธิการ ในฐานะกำกับดูแล สอศ. ก็รุกหนักในเรื่องนี้ทั้งลงพื้นที่ในวิทยาลัยต่าง และมีการตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง 4 ชุดและอาศัยช่องครั้งนายสุชาติ เดินทางไปต่างประเทศตั้งกรรมการสอบวินัยร้ายแรง น.ส.ศศิธารา ด้วย ขณะเดียวกันก็ส่งข้อมูลให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ซึ่งก็รับลูกให้คดีนี้เป็นคดีพิเศษ ขณะที่ นายสุชาติ ก็ไม่สนใจกางปีกป้อง น.ส.ศศิธารา จนถึงขั้นยอมหักกับ นายประแสง มงคลศิริ ที่ดำรงตำแหน่งเลขานุการ รมว.ศึกษาธิการ ในเวลานั้นและ นายประแสง ตัดสินใจไขก็อกลาออกไปซึ่งก็เป็นการจากด้วยไม่ดี อย่างไรก็ตาม ล่าสุด ดีเอสไอ ได้ทำการรวบรวมพยานหลักฐานและสำนวนการสอบสวนครบถ้วน ส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าสรุปสำนวนส่ง ป.ป.ช.ดีเอสไอได้สรุปเบื้องต้นว่าการทุจริตดังกล่าวมีอดีตนักการเมืองและข้าราชการประจำของ สอศ.ตกเป็นผู้ต้องหาว่ามีส่วนเอี่ยวด้วย คือ นายชินวรณ์ บุญยเกียรติ อดีต รมว.ศึกษาธิการ น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ อดีต รมช.ศึกษาธิการ นายเจี่ยง วงศ์สวัสดิ์สุริยะ ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการอาชีวศึกษา และ นายบำรุง อร่ามเรือง ผอ.วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา ขณะที่ น.ส.ศศิธารา ถูกกันเป็นพยานแต่หากสอบสวนแล้วพบความผิดก็ต้องถูกลงโทษเช่นกัน
       
       **รัฐทุ่ม 3 พันล.แจกแท็บเล็ต ป.1
       
       หลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พี่ชายเคยขายฝันไว้ว่าอยากให้เด็กนักเรียนทุกคนมีคอมพิวเตอร์ใช้ ก็มาเป็นจริงได้ในสมัยของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ผู้เป็นน้องสาว ที่ประกาศครึกโครมตั้งแต่หาเสียงว่าจะดำเนินการนโยบาย One Tablet Pc Per Child แจกนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 1 กว่า 8 แสนคนทุกสังกัดทั่วประเทศ ซึ่งที่สุดแล้วก็เข็นจนสำเร็จเป็นรูปร่าง โดยเฉพาะเมื่อนโยบายดังกล่าวเป็นภารกิจใหญ่จึงต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และกระทรวงต่างประเทศ ด้วยเพราะรัฐบาลกำหนดชัดเจนจะให้จัดซื้อจากประเทศจีน ซึ่งเดิมกำหนดจะซื้อในรูปแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล แต่รัฐบาลจีนบอกว่าไม่สามารถทำได้แต่จะประสานงานเพื่อให้การช่วยเหลือจึงเปลี่ยนเป็นการ MOU และตัดสินใจเลือกบริษัท เสิ่นเจิ้น สโคป ไซแอนทิฟิก ดีเวลลอปเมนต์ จำกัด เป็นผู้ผลิตและซื้อในราคา 2,800 บาทต่อเครื่องรวมค่าขนส่ง เป็นเงินประมาณกว่า 3,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม การจัดซื้อดังกล่าวเป็นล็อตใหญ่ แต่มีการจัดส่งเป็น 4 ล็อต อีกทั้งเป็นปีแรกของการดำเนินการจึงไม่สามารถทำตามเป้าหมายได้ว่าจะจัดส่งเครื่องแท็บเล็ตถึงมือนักเรียนได้ก่อนเปิดเทอม กว่าแท็บเล็ตจะมีครบจำนวนก็ปาเข้าสู่ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2555 ล่าช้าไปกว่ากำหนด 6 เดือน ขณะที่ยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับปัญหาของเครื่อง เช่น คำเตือนบนอแดปเตอร์ ไม่มีระบบตัดไฟ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็ทำตามเป้าดำเนินการแจกแท็บเล็ตต่อในปี 2556 โดยปีนี้จะแจกนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 เพิ่มด้วย รวมทั้งหมดเป็น 1.6 ล้านเครื่อง แต่เปลี่ยนการจัดซื้อด้วยวิธีการประมูลภายในประเทศแทน ให้โอกาสผู้ประกอบการในไทยและในต่างประเทศร่วมประมูลได้ และเชื่อมั่นว่าจากประสบการณ์ที่มีมา 1 ปีทำให้รัฐบาลจัดซื้อแท็บเล็ตในปีนี่จะสำเร็จลุล่วงและถึงมือนักเรียนทันเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 แน่นอน
       
       ** “ม็อบพยาบาล” ชนวนแบ่งเค้กบรรจุ ขรก.
       
       ตลอดปี 2555 จะเห็นว่า เครือข่ายพยาบาลวิชาชีพลูกจ้างชั่วคราว สธ. ได้ออกมาทวงถามความคืบหน้าจาก สธ.และรัฐบาลหลายรอบเรื่องการบรรจุข้าราชการ ภายหลังรัฐบาลมีมติให้คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) และคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เปิดกรอบอัตรากำลังใหม่ เนื่องจากเกรงว่าเรื่องจะเงียบหาย เพราะเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนตัวผู้บริหาร สธ. โดยช่วงหลังได้ยกระดับการเรียกร้องให้บรรจุพยาบาลลูกจ้างชั่วคราวที่ค้างบรรจุตั้งแต่ปี 2549 จำนวน 17,000 ตำแหน่งให้เป็นข้าราชการทั้งหมดในครั้งเดียว หากไม่ได้จะนัดหยุดงานวันที่ 1-3 ม.ค.2556
       
       อย่างไรก็ตาม สธ.และรัฐบาลได้มีคำตอบที่ค่อนข้างน่าพอใจให้แก่พยาบาลลูกจ้างฯ เนื่องจาก ครม.มีมติเห็นชอบการบรรจุลูกจ้างชั่วคราว สธ. 21 สาขาวิชาชีพให้เป็นข้าราชการจำนวน 22,641 อัตรา จากทั้งหมด 30,188 คน เฉลี่ยปีละ 7,547 อัตราจนครบ 3 ปี ส่วนที่เหลือระหว่างรอบรรจุจะปรับสถานะเป็นพนักงานกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีสิทธิสวัสดิการไม่แพ้ข้าราชการ ทำให้การเรียกร้องที่ทำท่าจะทวีความรุนแรงลดระดับลงไป
       
       คงต้องมาลุ้นกันว่าปี 56 จะมีลูกจ้างฯวิชาชีพกลุ่มอื่นออกมาเรียกร้องเพิ่มหรือไม่ เพราะเมื่อมีกลุ่มวิชาชีพหนึ่งได้รับการบรรจุ กลุ่มวิชาชีพอื่นก็ต้องได้รับบ้าง และที่สำคัญ สธ.จะจัดสรรการบรรจุอย่างไรให้ครอบคลุมและเป็นธรรมแก่ทุกวิชาชีพ เป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไปอย่างใกล้ชิด
       
       **“FTAไทย-อียู” ศึก รัฐ VS นักวิชาการ
       
       มีการตั้งข้อสังเกตว่าที่ผ่านมารัฐบาลมีท่าทีรีบเร่งเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป มากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ที่มีกระแสข่าวว่าแอบนัดพบ นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข ที่นำทีม อย.และกรมทรัพย์สินทางปัญญามาหารือ เพื่อเตี๊ยมให้ยอมรับทริปส์พลัส และรับการเยียวยาหากเกิดผลกระทบจากการทำ FTA ไทย-อียู เนื่องจากต้องรีบให้คำตอบกับผู้ช่วยผู้แทนการค้าสหภาพยุโรป
       
       ประเด็นคือรัฐบาลเร่งรีบเจรจาไปหรือไม่ ทั้งที่นักวิชาการจำนวนมากต่างออกมาคัดค้าน เพราะร่างกรอบเจรจาไม่ได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาสังคม สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิด ม.190 ที่สำคัญแม้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศจะมีการจัดประชุมกลุ่มย่อย เพื่อนำเสนอร่างฯ แต่กลับไม่มีการใช้ข้อคิดเห็นหรือข้อห่วงใยประเด็นต่างๆ มาประกอบ ทั้งที่กลุ่ม FTA Watch ระบุว่า มีงานวิจัยที่น่าเชื่อถือจากหน่วยงานรัฐถึง 4 ชิ้นรายงานตรงกันว่า การทำ FTA ไทย-อียู จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อประเทศไทยมากกว่าประโยชน์ โดยเฉพาะผลกระทบด้านสุขภาพ
       
       โดยมีข้อบ่งชี้คือ การรับข้อตกลงทริปส์พลัสจะทำให้เกิดการผูกขาดด้านยา เพราะมีการยืดเวลาคุ้มครองสิทธิบัตร ทำให้ยามีราคาแพงขึ้น ประชาชนเข้าถึงยาได้ยาก นอกจากนี้ ยังเอื้อให้ต่างชาติสามารถฟ้องล้มนโยบายสาธารณะหรือให้จ่ายเงินชดเชยได้ โดยเฉพาะกฎหมายเหล้าและบุหรี่ ที่ตั้งขึ้นเพื่อคุ้มครองสุขภาพของคนไทย แม้นายกฯจะให้นโยบายชัดเจนว่า การต่อรองต้องไม่ให้ประเทศเสียผลประโยชน์ โดยเฉพาะประเด็นอ่อนไหวที่หลายฝ่ายกังวล และถ้าต่อรองแล้วกลุ่มประเทศคู่ค้าไม่ยอมก็จะไม่คุยต่อ ก็ยังไม่อาจเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่นักวิชาการและสังคมได้ เพราะท่าทีของรัฐบาลไม่ได้ส่อไปตามคำพูด
       
       ดังนั้น สธ.ในฐานะที่มีหน้าที่ดูแลสุขภาพคนไทย และมีข้อมูลผลดีผลเสียจากการทำ FTA ไทย-อียู มากที่สุดหน่วยงานหนึ่ง ควรแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในการปกป้องสุขภาพของคนไทย หากเป็นความจริงว่าการทำ FTA ไทย-อียู จะส่งผลเสียต่อคนไทยและประเทศมากกว่าผลดี
       
       ** ฉันหวง! ฉันมาทวงสิทธิ ขรก.คืน
       เป็นที่รู้กันว่า กองทุนสิทธิสวัสดิการข้าราชการมีการเบิกค่ายารักษาพยาบาลสูงสุดในบรรดา 3 กองทุนสุขภาพ โดยเฉพาะการใช้ยานอกบัญชียาหลักฯ ซึ่งในปี 2554 มีมูลค่ามากถึง 40,000 ล้านบาท กรมบัญชีกลางจึงพยายามหาทางควบคุมปริมาณการใช้ยา โดยออกประกาศ 3 ฉบับ ได้แก่ 1.การระบุเหตุผลการใช้ยานอกบัญชียาหลักฯ เพื่อใช้ประกอบการเบิกจ่าย 2.การห้ามเบิกค่ายากลูโคซามีนซัลเฟต และ 3.ผู้ป่วยโรคเรื้อรังสิทธิข้าราชการต้องลงทะเบียนระบบเบิกจ่ายตรง 1 โรคเรื้อรังต่อ 1 โรงพยาบาล
       
       ปรากฏว่ามีบุคคลหลายกลุ่มออกมาคัดค้านและขอให้กรมบัญชีกลางทบทวนมาตรการดังกล่าว ทั้ง สพศท. ผู้ป่วยสิทธิสวัสดิการข้าราชการ แพทยสภา หรือแม้แต่ สธ. เพราะเห็นว่าจะทำให้ผู้ป่วยไปกระจุกตัวอยู่ตามโรงพยาบาลใหญ่ขัดกับนโยบายของ สธ. และเป็นการลิดรอนจำกัดสิทธิแพทย์และผู้ป่วยทำให้เสียโอกาสในการรักษา เป็นต้น ถึงขั้นมีการขู่ฟ้องร้องจนเป็นข่าวใหญ่
       
       สุดท้าย ในการประชุม คกก.กำหนดระบบบริหารยา เวชภัณฑ์ฯ จึงมีมติแก้ปัญหาดังกล่าวโดยกำหนดให้สามารถเบิกจ่ายยากลูโคซามีนฯได้ตามข้อบ่งชี้ของแพทย์ ให้ยกเลิกประกาศ 1 โรงพยาบาล 1 โรคเรื้อรัง และให้เพิ่มเติมข้อกำหนดอนุญาตใช้ยานอกบัญชีฯได้ตามข้อบ่งชี้ทางวิชาชีพ ทำให้เรื่องที่ดูท่าจะทวีความรุนแรงแผ่วลงไป เป็นอันปิดฉากการทวงสิทธิของข้าราชการ!
       
       แต่ที่น่าจับตาคือการควบคุมยา 9 กลุ่มที่มีปริมาณการใช้สูงของสิทธิข้าราชการ ซึ่งขณะนี้ได้มีการควบคุมยากลูโคซามีนฯแล้ว และยาตัวต่อไปที่จ่อขึ้นเขียงถูกควบคุมคือ ยาลดไขมัน รวมไปถึงยาลดการเป็นแผลในกระเพาะอาหาร ยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ยาเบื้องต้นในการรักษาความดันโลหิตสูงและหัวใจล้มเหลวแบบเลือดคั่ง ยาลดความดันโลหิต ยาป้องกันการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ยาป้องกันกระดูกพรุน และยารักษามะเร็ง เพราะหากคุมยาทั้ง 9 กลุ่มให้มีการใช้อย่างสมเหตุสมผลจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านยาถึง 5,000 ล้านบาท จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไปในปี 2556
       
       ** ซูโดฯ สัญลักษณ์คอร์รัปชันในวงการยา
       
       กลายเป็นเรื่องสะเทือนวงการสาธารณสุขไทยเลยก็ว่าได้ กับการแอบลักลอบขนยาซูโดอีเฟดรีนออกจากคลังยาโรงพยาบาล ซึ่งถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรงของผู้ปฏิบัติงานด้านยาเลยทีเดียว เพราะแค่ลักลอบนำยาออกจากโรงพยาบาลก็ถือเป็นการทุจริตคอร์รัปชันแล้ว ที่สำคัญซูโดฯ ยังสามารถนำไปเป็นสารตั้งต้นในการผลิตยาบ้า และเมธแอมเฟตามีนหรือยาไอซ์ได้ด้วย ซึ่งตั้งแต่หลัง มี.ค.เป็นต้นมา จะพบข่าวการจับกุมการลักลอบขนซูโดฯ ตามแนวชายแดนได้อยู่เรื่อยๆ
       
       ส่วนที่มาของการจับตาการทุจริตยาซูโดฯ เกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นปี 2555 ที่มีการพบซองยาซูโดฯถูกทิ้งเป็นจำนวนมากอยู่กลางหมู่บ้านร้างที่เชียงใหม่ จึงมีการตรวจสอบโรงพยาบาลแต่ละแห่งว่าจำนวนการสั่งและส่งยาซูโดฯ ตรงกับข้อมูลของ อย.หรือไม่ หากมีพิรุธจึงตั้งคณะกรรมการสืบหาข้อเท็จจริงและคณะกรรมการสอบสวนวินัย ซึ่งสุดท้ายก็สามารถสาวไปถึงโรงพยาบาลหลายแห่งที่มีการทุจริต
       ทั้งนี้ คกก.สอบสวนฯได้พิจารณาลงโทษตามความผิด ทว่า การลงโทษยังไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ อย.ควรหามาตรการที่เหมาะสมในการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันด้านยาอย่างเป็นรูปธรรมด้วย
       
       ** สัญญาจ้างบีทีเอสทำพิษ
       
       พลันที่กรุงเทพมหานคร(กทม.) ได้ตัดสินใจครั้งสำคัญให้บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บีทีเอสซี เป็นผู้รับจ้างเดินรถไฟฟ้าของกทม.ในวงเงิน 187,790 ล้านบาทเป็นเวลา 30 ปีโดยผ่านทางบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด (เคที) ในฐานะผู้บริหารรระบบไปเมื่อช่วงกลางปีที่่ผ่านมาก็ทำให้กทม.กลับมาเป็นข่าวคึกโครมอีกครั้งเพราะดูเหมือนเป็นการเร่งรีบต่อสัญญาทั้งที่เหลือสัมปทานอีก 17 ปี ขณะที่เหลือเวลาอีกไม่กี่เดือนก็จะหมดวาระการดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯกทม.ของชายที่ชื่อ “สุขุมพันธุ์ บริพัตร” จึงคล้ายเป็นการทิ้งทวนก่อนลงจากเก้าอี้ แถมเอื้อประโยชน์ให้เอกชน และทีี่สำคัญด้วยวงเงินว่าจ้างกว่า 1.8 ล้านบาทนับว่าแพงมหาโหดแม้จะบอกว่าช่วยกทม.ประหยัดงบประมาณไปได้ถึง 6,000 ล้านบาทก็ตาม !!
       
       แต่ที่จะต้องเป็นหนังเรื่องยาวให้ดูกันไปอีกนานๆ ว่าเรื่องนี้ฉากจบจะเป็นเช่นไรเพราะเมื่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)โดดเข้ามาจับเรื่องนี้นำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ(กคพ.)แถมเจ้ากรมอย่าง “ธาริต เพ็งดิษฐ์” ออกมาแถลงหลังประชุมว่ากคพ.มีมติรับเซ็นสัญญาจ้างบีทีเอสซีเป็นคดีพิเศษก็เจอหมัดสวนจากกทม.ทันทีจาก “ธีระชน มโนมัยพิบูลย์” รองผู้ว่าฯกทม. และที่ปรึกษาส่วนตัว ออกมาประสานเสียงกันว่าจากข้อมูลเชิงลึก กคพ.ยังไม่ได้รับเป็นคดีพิเศษแต่ให้อำนาจสอบสวนได้หากพบข้าราชการการเมืองเกี่ยวข้องให้ยื่นไม้ต่อคณะกรรมการป.ป.ช.
       
       ** สนามฟุตซอล...ช้ำระกำทรวง
       
       เว้นวรรคจากเรื่องบีทีเอสมาได้ไม่เท่าไหร่ ครานี้ชื่อเสีย(ง)กทม.ดังไกลสู่สากลเมื่อสนามบางกอก ฟุตซอล อารีนา (หนองจอก) ที่กทม.ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นศึกฟาดแข้งฟุตซอลชิงแชมป์โลก 2012 ในเดือนพฤศจิกายน ที่ประเทศไทยรับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพครั้งแรกก็ต้องชอกช้ำหลังสหพันธุ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่าประกาศชัดห้ามใช้สนามฟุตซอลแห่งนี้เพราะเหตุผลด้านความปลอดภัย ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้กทม.พยายามทุกวิถีทางที่จะก่อสร้างให้สำเร็จแม้จะไม่เพอร์เฟ็คแต่ก็ให้แข่งขันได้แถมยังทำตามทุกข้อที่ฟีฟ่าเสนอแต่ท้ายที่สุดฟีฟ่าก็ลงแส้ปิดฉากสนามฟุตซอลกทม.เล่นเอา “สุขุมพันธุ์” ต้องเปิดโต๊ะแถลงแจง ณ ที่เกิดเหตุร่ายยาวข้อเท็จจริง !!
       
       จะโทษดิน โทษฟ้าก็คงจะเป็นไปไม่ได้เพราะแม้จะต้องประสบปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่ปลายปี 2554 ถึงต้นปี 2555 ทำให้การก่อสร้างต้องชะงัก ทั้งยังติดขัดอุปสรรคเรื่องงบประมาณเพราะแม้รัฐบาลยุคพรรคประชาธิปัตย์จะอนุมัติกรอบเงินอุดหนุน 100 เปอร์เซ็นต์ 1,239 ล้านบาทแต่ก็หาได้เป็นตัวเงินมาถึงกทม.ในยุครัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีไม่ ร้อนถึงกทม.ต้องแปลงเงินงบประมาณหาเงินมาก่อสร้าง ไม่เพียงศึกงบประมาณแล้วยังต้องเผชิญศึกพื้นสนามที่กทม.สั่งนำเข้าจากอเมริกาตามมาตรฐานของฟีฟ่าไปตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2555 แต่เพิ่งมาได้เอาอีกไม่กี่วันก่อนการแข่งขัน ขณะที่สนามอินดอร์สเตเดี้ยม หัวหมากสั่งไปทีหลังกลับได้ก่อน !?
       
       สุดท้ายสนามฟุตซอล บางกอก อารีนา คงเป็นได้แต่เพียงแค่ชื่อเรียก หาได้ถูกใช้เป็นสนามแข่งขันไม่ แต่ผู้ว่าฯ กทม.ที่ชื่อ “สุขุมพันธุ์” คงได้ร้อนๆหนาวๆ เพราะอาจมีผลพวงฟาดงวงยาวถึงศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. !!
       
       ** ไม่-รื้อตึกศาลฏีกา
       การรื้อศาลฏีกา แล้วสร้างตึกทรงไทย ศึกนี้กำลังบานปลายสร้างความขัดแย้งระหว่างศาลฎีกา กับ กรมศิลปากร ที่ฝากศาลต้องการรื้อสร้างใหม่ โดยเหตุผลว่า ครม.ไฟเขียวให้สร้างเมื่อปี 2530 ขณะที่ กรมศิลปากร ชี้แจงไปยังศาลฎีกาอาคาร 2 หลังถือเป็นโบราณสถานโดยตัวเอง ซึ่งโบราณสถานด้วยคุณค่าเป็นอาคารที่ควรอนุรักษ์และเป็นโบราณสถานชัดเจน เทียบเท่าโบราณสถานที่กรมศิลปากรประกาศขึ้นทะเบียน ต้องได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ.2504 (แก้ไขเพิ่มเติม 2535 ) เพราะฉะนั้นการรื้อ การทำลาย ตกแต่งต่อเติมต้องขออนุญาตกรมศิลปากร หากใครฝ่าฝืนกรณีโบราณสถานที่ยังไม่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จะมีโทษสูงสุดจำคุก 7 ปี ปรับไม่เกิน 7 แสนบาท สิ่งที่อยากเห็นขอให้ 2 ฝ่าย ควรหันหน้าคุยกันดีๆ ไม่ควรงัดข้อกฎหมาย จะยิ่งทำให้มองหน้ากันไม่ติดเสียเปล่าๆ

ขอบคุณข้อมูลจาก --> เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 31 ธันวาคม 2555
Advertisement
Advertisement

TAGS ที่เกี่ยวข้อง >>

ความคิดเห็นเกี่ยวกับ : ข่าวเด่นตลอดปีมังกรทอง

เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น!

ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บไซต์ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป

ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้

^