LASTEST NEWS

30 มี.ค. 2560รวมลิงค์!! สรุปจำนวนผู้สมัครสอบแข่งขันฯ ตำแหน่งครูผู้ช่วย (รอบทั่วไป) ปีพ.ศ.2560 30 มี.ค. 2560คุรุสภาประกาศชื่อ25 มหา'ลัยได้ตั๋วครู 30 มี.ค. 2560ก.ค.ศ.ปลดล็อกเทียบวิชาสมัครสอบไม่ดูเกรด 30 มี.ค. 2560เปิด "25 สาขาวิชา" สอบครูไม่มีใบวิชาชีพได้ 29 มี.ค. 2560ก.ค.ศ.ไฟเขียวผู้สมัครครู ผช.ใช้เอกสารแสดงสถานะขึ้นทะเบียนสมัครแทน ‘ตั๋วครู’ ตัวจริง 29 มี.ค. 2560ก.ค.ศ.เร่งประเมินวิทยฐานะผู้ค้างท่อกว่า 5 พันคน ก่อนเริ่มใช้เกณฑ์ใหม่ 5 ก.ค.นี้ 29 มี.ค. 2560รวมลิงค์ประกาศรับสมัคร สอบครูผู้ช่วย (รอบทั่วไป) ปีพ.ศ.2560 - สมัคร29มี.ค.-4เม.ย.60 29 มี.ค. 2560นายกฯ วอนเข้าใจไทย ยังขาดครูสอนวิชาเฉพาะเก่งๆ 29 มี.ค. 2560สอบครูผู้ช่วยโคราชคึกคักวันแรกคนแห่สมัครกว่าหมื่น 29 มี.ค. 2560ผูกขาดความรู้ "หาใช่ครูไม่"!

หยั่งเสียง...เลิกจับสลาก ม.1 สพฐ.ส่งสัญญาณสอบ 100%

  • 11 เม.ย. 2558 เวลา 22:15 น.
  • 321 ครั้ง
  • LINE it!
Advertisement
หยั่งเสียง...เลิกจับสลาก ม.1 สพฐ.ส่งสัญญาณสอบ 100%

Advertisement
เพิ่มเราเป็นเพื่อนใน Line กดเลย!

นำเสนอข่าวโดย >> ทีมงานครูวันดีดอทคอม ส่งข่าวนี้ เข้าไลน์ LINE it! - +

        เปิดประเด็นทิ้งท้ายเทศกาลรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ ม.4 ไว้ได้อย่างฮือฮา!! กับแนวคิดยกเลิกการจับสลากคัดเด็กเข้าเรียนของ นายกมล  รอดคล้าย เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ตามจริงเรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นใหม่ แต่เคยถูกหยิบยกมาหารือในที่ประชุม กพฐ. แล้วครั้งหนึ่งในช่วงปลายปี 2557

          โดยนายกมล ให้เหตุผลที่เสนอให้ยกเลิกวิธีจับสลากเข้าเรียนว่า เป็นไปตามสภาวะปัจจุบันที่โรงเรียนใช้วิธีจับสลากเข้าเรียนน้อยลง ส่วนหนึ่งเพราะจำนวนเด็กในบางพื้นที่ลดลง จนสัดส่วนน้อยกว่าอัตราที่เปิดรับ ขณะที่โรงเรียนเองก็อยากจะคัดเด็กเก่งเข้าเรียน เชื่อว่าหากใช้การสอบเข้าเรียนอย่างเดียว จะทำให้เด็กตั้งใจเรียนมากขึ้นเพราะต้องเตรียมตัวสอบเข้า ม.1 และ ม.4 ไม่ใช่มาวัดดวงจากการจับสลากเหมือนที่ผ่านมาและที่สำคัญหลายโรงเรียนแม้จะใช้วิธีการจับสลากเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กในพื้นที่บริการได้เข้าเรียน  แต่เด็กก็ยังต้องสอบเพื่อจัดลำดับห้องเรียนอีกรอบ กลายเป็นว่าจะอย่างไรเด็กต้องสอบอยู่ดี

          ดังนั้น การยกเลิกจับสลากและใช้วิธีสอบรอบเดียวน่าจะเป็นประโยชน์ และสามารถคัดเด็กได้ดีที่สุด!!! สอดคล้องกับตัวเลขการรับนักเรียนรอบล่าสุด ที่มีโรงเรียนที่ใช้วิธีจับสลากเหลืออยู่เพียง 22 แห่ง จากโรงเรียนที่มีทั้งหมดทั่วประเทศกว่า 30,000 แห่ง โดยหลังจากจับสลากไปแล้ว พบว่าใน 42 เขตพื้นที่ทั่วประเทศยังมีที่นั่งว่างรองรับนักเรียนได้อีกจำนวนมาก เฉพาะโรงเรียนในพื้นที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 1 กทม. และ สพม. เขต 2 กทม. ก็ยังมีที่นั่งในระดับ ม.1 ว่างถึง 2,034 ที่นั่ง ใน 37 โรงเรียน ส่วนระดับ ม.4 มีโรงเรียนที่ยังรับได้อีกกว่า 1,625 ที่นั่ง เหตุผลทั้งหมดถือเป็นการส่งสัญญาณไฟเขียวให้โรงเรียนทั่วประเทศสามารถรับเด็กโดยวิธีการสอบคัดเลือกได้ 100% ???

          นายสมพงษ์  จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกตัวเป็นเจ้าแรก ว่า เห็นด้วยกับแนวคิดให้ยกเลิกการจับสลาก เพราะระยะยาวอัตราการเกิดของเด็กจะลดลง ดังนั้นจำนวนนักเรียนเข้าเรียน ม.1 และ ม.4 ก็จะลดลง เท่ากับอัตราว่างที่มีหรือน้อยกว่า จึงไม่จำเป็นต้องจับสลาก แต่ สพฐ. ต้องวางหลักเกณฑ์การกำหนดสัดส่วนการรับเด็กให้เหมาะสม โดยเน้นการสอบเพื่อรับเด็กที่มีความรู้ความสามารถ แต่ไม่ควรให้ความสำคัญเฉพาะเด็กเก่ง ต้องมีสัดส่วนสำหรับเด็กยากจน เด็กที่มีความสามารถพิเศษในพื้นที่ด้วย และถ้า สพฐ.จะดำเนินการตามแนวคิดดังกล่าว ก็ควรประกาศให้ผู้ปกครองทราบภายใน 2 ปี ขณะเดียวกัน สพฐ. ต้องเร่งพัฒนาคุณภาพโรงเรียนขนาดเล็กและกลางเพื่อรองรับนักเรียนด้วย "การจับสลาก มักทำให้เกิดภาพสะเทือนใจ คนจับสลากได้ก็ดีใจ คนไม่ได้ก็ร้องไห้ อาจทำให้กลายเป็นเรื่องฝังใจเด็กว่าระบบเข้าเรียน ต้องผูกติดกับดวง หรือเครื่องรางของขลังซึ่งไม่ถูกต้อง" นายสมพงษ์ กล่าว

          ขณะที่ นายสำรวย ไชยยศ จากโรงเรียนสตรีวิทยา (ส.ว.) 2 ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี กรุงเทพฯ ยังแบ่งรับแบ่งสู้ว่า ระบบการสอบคัดเลือกเป็นวิธีที่ดีที่สุดเพราะทำให้โรงเรียนได้นักเรียนเก่ง แต่โรงเรียนยังจำเป็นต้องดูแลชุมชนที่สนับสนุน ดังนั้นการจับสลาก ยังควรต้องมี โดยอาจจะลดสัดส่วนลง โดย ส.ว.2 ปัจจุบันแบ่งสัดส่วนการคัดเลือก โดยสอบ 60% และจับสลากคัดเด็กในพื้นที่บริการอีก 40% โดยปีการศึกษา 2559 ก็ยังคงมีการจับสลากอยู่ แต่อาจจะลดเหลือเพียง 30%

          ส่วน นางเบญญาภา คงรอด ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีวิทยา กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่เลิกใช้วิธีจับสลาก บอกว่า การจับสลาก ควรคงไว้สำหรับโรงเรียนที่ยังมีความต้องการ โดยที่ผ่านมาเขตพื้นที่เองก็พยายามแบ่งสัดส่วนการรับนักเรียนให้เหมาะสม แต่สำหรับโรงเรียนสตรีวิทยา ที่ผ่านมาก็ไม่ได้ใช้วิธีการจับสลากแล้ว เปลี่ยนมาเป็นการสอบ โดยแบ่งสัดส่วนเป็นสอบคัดเลือกเด็กในพื้นที่บริการ 60% และสอบทั่วไป 40% และเท่าที่ดูการรับเด็กเข้าเรียนชั้น ม.1 และม.4 ปีนี้ ค่อนข้างกระจาย โดยผู้ปกครองมีแนวโน้มเลือกโรงเรียนใกล้บ้านมากขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นผลจากการที่ สพฐ. พัฒนาโรงเรียนดีใกล้บ้านให้มีคุณภาพ
          ส่วน นางมัณฑนา  ปรียวณิตย์  ผู้ปกครองนักเรียนชั้น ม.1 โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย กรุงเทพฯ บอกตรงๆ ว่า เห็นด้วยที่จะยกเลิกการจับสลาก เพราะจะทำให้โรงเรียนสามารถรับเด็กที่มีคุณภาพ มีความรู้ที่เกาะกลุ่มเข้าเรียนได้ ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในภาพรวมและหากเด็กเรียนไม่ดีอยู่แล้ว ถ้าเข้าไปเรียนในโรงเรียนที่มีการแข่งขันสูง อาจจะทำให้เด็กเกิดความกดดัน เรียนไม่ไหว สุดท้ายก็ต้องออกกลางคัน

          ปิดท้ายที่ความคิดเห็นจาก ว่าที่ร้อยตรีอานนท์ สุขภาคกิจ ผู้อำนวยการ สพม. เขต 1 กรุงเทพฯ ที่บอกว่า ควรยกเลิกการจับสลาก แต่สำหรับโรงเรียนบางแห่ง อาจจำเป็นต้องมีการจับสลากอยู่ เช่นโรงเรียนบางแห่งที่กำหนดให้รับลูกหลานของอาจารย์มหาวิทยาลัยเข้าเรียน แต่หากปีนั้นๆ มีลูกหลานของอาจารย์มากเกินกว่าสัดส่วนที่รับได้ซึ่งเมื่อเด็กทุกคนมีคุณสมบัติเท่าเทียมกัน กรณีนี้ถือว่าอาจจำเป็นต้องจับสลากอยู่ ที่สำคัญยังมีอีกหลายวิธีที่สามารถใช้แทนวิธีการจับสลาก เช่น ใช้ผลคะแนนทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) มาประกอบการพิจารณาเข้าเรียน หรืออาจพิจารณาจากผลการเรียนหรือพฤติกรรมการทำความดี ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้เด็กอยากทำดีและเรียนดี เพราะมีที่เรียน เรียกว่าเด็กดีมีที่เรียน

          ทุกความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องครั้งนี้ล้วนน่าสนใจ แต่คงต้องรอดูกันอีกทีว่าสัญญาณจาก สพฐ. เป็นไฟเขียว หรือไฟแดง แต่ที่แน่ๆ ถ้าจะเดินหน้าเลิกจับสลากต่อไป อย่าลืมหามาตรการปิดช่องโหว่ในเรื่องความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะเด็กด้อยโอกาส เด็กยากจน และเด็กเรียนไม่เก่ง  ซึ่งยังมีอยู่จำนวนมาก เพื่อไม่ให้กลายเป็นปัญหาเรื้อรังตามมาภายหลัง!!!

ที่มาของข่าว : หนังสือพิมพ์มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 10 - 16 เม.ย. 2558
 
Advertisement
Advertisement

TAGS ที่เกี่ยวข้อง >>

^