สิงคโปร์เอาจริง! นำ "โทษตี" กลับมาใช้ในโรงเรียน จัดการเด็กบูลลี่-ทำผิดร้ายแรง เริ่มบังคับใช้ปี 2570

กลายเป็นประเด็นทางการศึกษาที่ได้รับความสนใจไปทั่วโลก เมื่อกระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ (MOE) ประกาศว่า ภายในปี 2570 โรงเรียนทุกแห่งในประเทศจะต้องปฏิบัติตามมาตรการพื้นฐานทางวินัยที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อรับมือกับนักเรียนที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม โดยเฉพาะปัญหา "การกลั่นแกล้ง" (Bullying) ทางออนไลน์และในโรงเรียน
การแบ่งระดับความผิดและบทลงโทษ
บทลงโทษของแต่ละกรณีจะแตกต่างกันไปตามระดับความร้ายแรงของความผิด โดยพิจารณาจากผลกระทบ เจตนา และพฤติการณ์ฝ่าฝืนไม่ยอมปรับปรุงแก้ไข แบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่
- ความผิดร้ายแรง: การกลั่นแกล้งผู้อื่น, ทุจริตสอบ, เล่นการพนัน, สูบบุหรี่ไฟฟ้า และการฝ่าฝืนกฎหมายอื่น ๆ
- ความผิดร้ายแรงมาก: การวางเพลิง, เสพสารเสพติด, ทะเลาะวิวาท, สูบบุหรี่ไฟฟ้าที่มีสารเอโทมิเดต (etomidate) และความผิดทางอาญาที่ก่อให้เกิดอันตรายสาหัส
นำ "การเฆี่ยนตี" กลับมาใช้เป็นทางเลือกสุดท้าย
การลงโทษทางร่างกายถือเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงอย่างมาก โดยองค์กรระหว่างประเทศอย่างยูนิเซฟ (UNICEF) คัดค้านการใช้การลงโทษทางร่างกายกับเด็ก อย่างไรก็ตาม นายเดสมอนด์ ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของสิงคโปร์ ชี้แจงว่า การเฆี่ยนตีจะถูกนำมาใช้ "เป็นมาตรการสุดท้าย" ต่อเมื่อมาตรการอื่น ๆ ไม่เพียงพอแล้ว โดยมีข้อจำกัดและมาตรการคุ้มครองที่เข้มงวด ดังนี้
- บังคับใช้เฉพาะนักเรียนชาย: ระดับชั้นประถมศึกษาตอนปลายขึ้นไป (อายุประมาณ 9-12 ปีขึ้นไป)
- ห้ามตีนักเรียนหญิง: เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของประเทศสิงคโปร์ นักเรียนหญิงจะถูกลงโทษด้วยการกักบริเวณ (Detention) หรือพักการเรียนแทน
- จำนวนครั้ง: ทำผิดครั้งแรกอาจถูกตี 1 ครั้ง / ทำผิดซ้ำอาจถูกตีสูงสุดไม่เกิน 3 ครั้ง
- ความปลอดภัย: ต้องได้รับการอนุมัติจากผู้อำนวยการโรงเรียน และดำเนินการโดยครูที่ได้รับมอบหมายอย่างเป็นทางการเท่านั้น
การจัดการและแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืน
แม้จะมีการใช้บทลงโทษที่รุนแรง แต่ สพฐ.สิงคโปร์ (MOE) ยังให้ความสำคัญกับ "กระบวนการเชิงการศึกษาและการฟื้นฟูแก้ไข" (Educative and Restorative Process) โดยหลังจากลงโทษแล้ว โรงเรียนจะต้องติดตามความเป็นอยู่ ให้คำปรึกษา ทั้งกับตัวผู้กระทำผิดและผู้ถูกกระทำอย่างใกล้ชิด
