02 พ.ค. 2569เกาะติด! ลิงก์ประกาศรับสมัครสอบครูผู้ช่วย กรณีพิเศษ จังหวัดชลบุรี ปี 2569 01 พ.ค. 2569เกาะติด! ลิงก์ประกาศรับสมัครสอบครูผู้ช่วย กรณีพิเศษ จังหวัดฉะเชิงเทรา ปี 2569 01 พ.ค. 2569เกาะติด! ลิงก์ประกาศรับสมัครสอบครูผู้ช่วย กรณีพิเศษ จังหวัดจันทบุรี ปี 2569 01 พ.ค. 2569เกาะติด! ลิงก์ประกาศรับสมัครสอบครูผู้ช่วย กรณีพิเศษ จังหวัดขอนแก่น ปี 2569 01 พ.ค. 2569ด่วน! รร.เพชรพิทยาคม รับสมัครงาน 6 อัตรา (ICT, ธุรการ, ช่าง, ภารโรง, แม่บ้าน) สมัคร 5-9 พ.ค. 69 01 พ.ค. 2569เกาะติด! ลิงก์ประกาศรับสมัครสอบครูผู้ช่วย กรณีพิเศษ จังหวัดกำแพงเพชร ปี 2569 01 พ.ค. 2569ประกาศ สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ รับสมัครสอบครูผู้ช่วย กรณีพิเศษ ปี พ.ศ. 2569 จำนวน 223 อัตรา 01 พ.ค. 2569สพป.นครราชสีมา เขต 3 ประกาศเรียกบรรจุครูผู้ช่วย 14 อัตรา และเตรียมขอใช้บัญชีข้ามเขต 9 อัตรา 01 พ.ค. 2569เกาะติด! ลิงก์ประกาศรับสมัครสอบครูผู้ช่วย กรณีพิเศษ จังหวัดกาฬสินธุ์ ปี 2569 01 พ.ค. 2569เกาะติด! ลิงก์ประกาศรับสมัครสอบครูผู้ช่วย กรณีพิเศษ สพป.กาญจนบุรี ปี 2569
ข่าวการศึกษา >
"ลดการบ้าน" ของขวัญวันเด็ก

ดูเหมือนว่านโยบายให้ลดการบ้านเด็กลง จะได้รับเสียงตอบรับดีจากพ่อแม่และเด็ก แต่เพื่อให้เกิดผลสพฐ.ก็มีแนวปฏิบัติกำหนดเวลาที่เหมาะสมในการทำการบ้านของเด็กแต่ละระดับ
ที่ผ่านมามีเสียงสะท้อนทั้งจากผู้ปกครองและนักเรียน เรื่องของการบ้านที่มีมากจนส่งผลกระทบต่อชีวิตของเด็ก ทั้งความเครียด การขาดโอกาสที่จะพัฒนาทักษะอื่นๆ ไม่มีเวลาที่จะร่วมกิจกรรมกับในครอบครัว เสียงสะท้อนเหล่านี้มีมาในหลายช่องทาง โดยเฉพาะสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ซึ่งพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็ได้รับรู้เสียงสะท้อนเหล่านี้ มีความห่วงใยและมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) หาแนวทางลดการบ้าน จึงเป็นที่มาของหนังสือที่แจ้งไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ถึงแนวปฏิบัติการลดการบ้านของนักเรียน
ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า หลักการของการลดการบ้านนั้น โรงเรียนจะต้องบริหารจัดการเอง โดยครูผู้สอนจะมีบทบาทหลัก ต้องมีการวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ครอบคลุมถึงการมอบการบ้านให้นักเรียน โดยเฉพาะครูที่สอนระดับชั้นเดียวกัน ต้องมีการวางแผนร่วมกัน, ครูแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้วางแผนการให้การบ้านแบบบูรณาการร่วมกัน การบ้าน 1 ชิ้นสามารถเป็นกิจกรรมเครื่องมือในการวัดและประเมินผลร่วมกันของหลายกลุ่มสาระการเรียนรู้, คำนึงถึงความเหมาะสมกับวัยของผู้เรียนทั้งจำนวนสาระการเรียนรู้ปริมาณของการบ้าน ระยะเวลาการส่งการบ้าน ความประหยัดและคุ้มค่า รวมทั้งเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการทำการบ้าน และเวลาที่ใช้ทำการบ้านในแต่ละวัน ได้แก่ ประถมศึกษาปีที่ 1-3 ให้ทำการบ้านประมาณ 30 นาทีไม่เกิน 1 ชั่วโมง, ประถมศึกษาปีที่ 4-6 ประมาณ 1 ชั่วโมงไม่เกิน 1 ชั่วโมง 30 นาที และมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ไม่เกิน 2 ชั่วโมง
“เรื่องการวางแผน การบูรณาการนั้นถ้าเป็นในโรงเรียนขนาดเล็กไม่มีปัญหา เพราะส่วนใหญ่มีครูเพียง 1-2 คน สอนทุกกลุ่มสาระฯ ครูก็ทราบอยู่แล้วบริหารจัดการได้ แต่ในโรงเรียนขนาดกลางและขนาดใหญ่ในแต่ละชั้นมีเด็กหลายห้องเรียน ครูผู้สอนมีหลายคน มีหลายวิชา ทุกคนก็มุ่งมั่นพัฒนากลุ่มสาระที่ตนเองสอนเพื่อให้เด็กมีความเป็นเลิศ ทำให้ต่างคนต่างให้การบ้าน แต่จากนี้ก็ต้องมาวางแผนด้วยกัน มาบูรณาการชิ้นเดียวกัน ดูว่าแบบไหนตอบโจทย์การจัดการเรียนการสอนแก่เด็ก แต่หากไม่ได้จริง ก็ต้องวางแผนว่าวิชาไหนเด็กควรไปเสริมอะไร ในช่วงเวลาวันไหนที่เหมาะสม ตามกรอบแนวปฏิบัติที่ สพฐ.มอบไปให้” ดร.บุญรักษ์ กล่าว
ทั้งนี้ สพฐ.จะมีการออกตรวจติดตามการทำงานอีกครั้งด้วยว่าโรงเรียนนำไปปฏิบัติแล้วประสบความสำเร็จหรือมีข้อติดขัดใด ที่สำคัญคือต้องไม่ปิดโอกาสการพัฒนาเด็กทุกด้าน

น้องอั้ง- เอกสุกฤษฎิ์ ฐิติจรัสพรสุข
เรื่องนี้สำหรับเด็กๆ อย่าง “น้องอั้ง” เอกสุกฤษฎิ์ ฐิติจรัสพรสุข นักเรียนชั้น ป.5/3 โรงเรียนสาธิตละอออุทิศ กรุงเทพฯ บอกว่า การลดการบ้านเป็นของขวัญของพวกเขา เพราะทำให้เขาจัดสรรเวลาทำการบ้านได้ดีขึ้น มีเวลาเหลือที่จะไปทำกิจกรรมอื่นๆ ที่ชอบมากขึ้น โดยปกติไม่ได้มีการบ้านกลับมาทำที่บ้านมากนัก ที่จะมีบ่อยๆ ก็เป็นภาษาอังกฤษ ที่ครูจะให้แบบฝึกหัดมาเขียนพวกคำศัพท์ เขียนประโยค แต่วิชาอื่นๆ เช่น วิชาคณิตศาสตร์ ครูจะเน้นให้ใบงานและทำในห้องเรียน เพื่อที่สงสัยก็สามารถทำได้ทันที หรือวิชาใดที่เรียนจบคาบและครูให้การบ้าน น้องอั้ง และเพื่อนๆ จะใช้ช่วงเวลาว่าง เช่น พักกลางวัน ช่วงระหว่างคาบเรียน และคาบที่เสริมทักษะ มาช่วยกันทำการบ้าน
“ผมกับเพื่อนใช้ช่วงเวลาว่างทำ ถึงเวลาเรียนก็เรียน หมดคาบที่ค้างก็เอามาทำต่อให้จบ ข้อไหนที่สงสัยก็รอไปถามครูตอนชั่วโมงต่อไปที่ได้เรียน ซึ่งการทำการบ้านกับเพื่อนสนุกกว่าต้องมานั่งทำคนเดียวที่บ้าน ซึ่งผมไม่ชอบ น่าเบื่อ ที่จะมานั่งหมกมุ่นจับจดกับปากกา ดินสอ อยู่คนเดียว ทุกวันผมเลยไม่ค่อยมีการบ้านกลับมาทำ และมีเวลาไปทำสิ่งที่ชอบ เช่น ดูทีวี เล่นเปตอง เล่นเกม ที่บ้านอนุญาตให้เล่นเกมวันละประมาณครึ่งชั่วโมง แต่ก็จะมีอนุญาตให้เล่นนานขึ้นในบางโอกาส ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ ก็มีไปเรียนพิเศษวิชาคณิตศาสตร์ เรียนแบดมินตัน และดนตรี เป็นต้น"
น้องอั้ง ยังบอกด้วยว่า การลดการบ้านมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือทำให้จัดสรรเวลาทำการบ้านได้ลงตัว ได้ทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ส่วนข้อเสีย ถ้าเด็กอาจจะละเลยเอาเวลาไปเล่นมากเกินไป ตรงนี้ตัวเราเองก็ต้องมีสติ มีความรับผิดชอบ นอกจากนี้ พ่อแม่ก็จะต้องช่วยควบคุมดูแลและมีบทลงโทษก็จะช่วยดูแลเด็กๆ ให้รับผิดชอบต่อตนเองได้
คุณแม่อุไรรัตน์ ดวงชัย และน้องอิน
“อุ๊” อุไรรัตน์ ดวงชัย พนักงานราชการวัย 33 ปี คุณแม่น้องอิน วัย 7 ขวบ ปัจจุบันเรียนอยู่ชั้นป.1 โรงเรียนสตรีบูรณวิทย์ กรุงเทพฯ บอกว่า ได้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจนเรื่องการให้การบ้านของโรงเรียน ทั้งจากน้องอิน และหลานชายที่กำลังเรียนชั้น ป.2 ในโรงเรียนรัฐแห่งหนึ่ง โดยน้องอิมจะไม่มีการบ้านกลับมาทำที่บ้าน เพราะทุกวันช่วงเย็นน้องอินจะทำการบ้านที่โรงเรียนมีครูคอยช่วยสอนและแนะนำ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ระหว่างรอพ่อและแม่เลิกงานมารับกลับบ้าน ซึ่งตรงนี้เป็นส่วนพิเศษที่จ่ายให้แก่โรงเรียนเดือนละ 300 บาท และพอกลับถึงบ้านน้องก็มีเวลาในการเล่น ดูการ์ตูนที่เขาชอบและใช้เวลาอยู่กับครอบครัว
แต่หลานชายจะมีการบ้านกลับมาทำทุกวัน วันละ 2 วิชา ที่มีประจำคือ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย ใช้เวลาทำค่อนข้างนาน บางครั้งกว่าจะกลับมาถึงบ้านราว 20.00 น. ก็ยังพบว่าหลานนั่งทำการบ้านอยู่ มานั่งตรวจการบ้านก็ยังพบว่ามีหลายข้อที่ผิด ตรงนี้ยังไม่นับรวมช่วงที่เป็นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ หรือช่วงปิดเทอมก็จะมีการบ้านให้ทำเพิ่มค่อนข้างมาก หรือแม้แต่หลานชายอีกคนที่เรียนอยู่ระดับมัธยมต้น ก็มีการบ้านมากเช่นเดียวกัน ยังมีรายงานเดี่ยว งานกลุ่มที่ต้องรับผิดชอบด้วย และที่สังเกตเห็นคือในช่วงเวลาที่ใกล้สอบ จะมีการบ้านและงานเหล่านี้เยอะมาก เพื่อเก็บคะแนน เด็กๆ ก็ต้องมาเร่งทำส่ง แทนที่จะได้มีเวลาอ่านหนังสือเตรียมตัวสอบ
“ไม่ปฏิเสธว่าการบ้านมีประโยชน์ และเห็นด้วยว่าควรต้องมี เพราะทำให้เด็กได้ทบทวนความรู้ บทเรียนที่เรียนในแต่ละวัน การบ้านมีทุกวันก็ได้ แต่จำนวนข้อควรจะเป็นปริมาณที่เหมาะสม เน้นเป็นการให้เด็กได้ฝึกฝน ฝึกทักษะ และมีเวลาไปพัฒนาตนเองด้วย ไม่ใช่ต้องทำเยอะๆ จนเด็กรู้สึกเบื่อหน่าย เครียดและเกิดความรู้สึกเหมือนว่าทำให้จบๆ ไป โดยที่ไม่อาจรู้ได้เลยว่าเด็กเข้าใจหรือไม่เข้าใจในการบ้านที่เขาได้ทำเหล่านั้น” อุไรรัตน์ ระบุ
อุไรรัตน์ ยังบอกด้วยว่า เธอเชื่อเรื่องของการมีส่วนร่วม เพราะฉะนั้น ถ้าเป็นไปได้อยากให้ครูได้มีโอกาสดูแลเด็กในการทำการบ้านด้วย หรือทำกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นให้เด็กได้มีโอกาสคิดและโต้ตอบกับครูและเพื่อนๆ ตรงนี้จะช่วยให้เด็กเกิดการพัฒนาและฝึกการกล้าแสดงออก ที่สำคัญอีกอย่างคือ ครูผู้สอนแต่ละวิชาน่าจะสามารถวางแผนร่วมกันได้ว่าในแต่ละสัปดาห์ ควรจะให้การบ้านเด็กแค่ไหนจึงจะเหมาะสม
คุณแม่นิตยา ล้อถิรธร และ น้องเปตอง
ขณะที่ “นิด” นิตยา ล้อถิรธร แม่บ้านวัย 48 ปี คุณแม่น้องเปตอง ชั้น ม.4 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ (GATE Program) โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย บอกว่า ปัจจุบันน้องเปตองไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องของปริมาณการบ้านที่มีจำนวนมากๆ เพราะการบ้านส่วนใหญ่ครูจะให้และมีกำหนดระยะเวลาในการส่งถัดจากนั้นไปอีก 2 วันหรืออีกสัปดาห์ ซึ่งคุณแม่ก็ให้เขาจัดสรรเวลาทำการบ้านและรับผิดชอบการเรียนเองโดยไม่ได้เข้มงวดเหมือนช่วงสมัยมัธยมต้น ซึ่งถ้าย้อนไปในช่วงนั้นก็ค่อนข้างมีปัญหา ด้วยความที่มาจากโรงเรียนเอกชน มีครูคอยติดตาม พอมาเรียนโรงเรียนรัฐก็ต้องรับผิดชอบตนเอง ตามงานเอง และการบ้านก็มีทุกวิชาทุกวัน
อีกทั้ง น้องเปตอง บ้านอยู่นครปฐม เดินทางไป-กลับทุกวัน ออกแต่เช้า 05.00 น. กลับถึงบ้านประมาณ 18.00 น.ก็ค่อนข้างเหนื่อยพอสมควร และด้วยความที่ยังเด็ก ก็จะมีที่เขาติดเล่นเกม ทำให้แม่ต้องคอยดูแลมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม น้องเปตอง เรียนกวดวิชาอยู่บ้าง ในวิชาที่เขาต้องเพิ่มความรู้ให้แน่นขึ้นมากกว่าในห้องเรียน คือ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ และภาษาอังกฤษ แต่ไม่ได้เรียนทุกวัน เฉลี่ยสัปดาห์ละ 6 ชั่วโมง ไม่นับรวมบางวันที่น้องไปติวพิเศษเพิ่มในวิชาที่อาจต้องเตรียมตัวเพื่อสอบก็ราว 1-2 ชั่วโมงต่อครั้ง แต่ถ้ารวมค่าใช้จ่ายในการกวดวิชาก็ประมาณเดือนละ 5,000 บาท เพราะฉะนั้น แม้จะลดการบ้านก็คงไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีการเรียนกวดวิชา เพราะต้องยอมรับว่าในหลายครั้งการที่เด็กกวดวิชาเขาได้อะไรที่เพิ่มเติมมากกว่า และได้ความรู้ที่แน่นขึ้น
ทั้งนี้ ส่วนตัวเห็นว่าการบ้านทำให้เด็กได้ทบทวนความรู้ ฝึกความรับผิดชอบ ส่วนจำนวนมากหรือน้อยนั้น ก็มีทั้งที่เป็นปัญหาและไม่เป็นปัญหา สำคัญคือต้องรู้จักแบ่งเวลาให้เป็น ได้รับมาก็ต้องทำไม่สะสมไว้ เพราะฉะนั้น นโยบายให้โรงเรียนลดการบ้านของเด็กนั้น ก็ฝากให้มองไปในส่วนของช่วงเวลาที่เหลือด้วยว่าจะสามารถจัดหากิจกรรมใดให้ได้เด็กพัฒนาตนเองบ้าง เพราะทุกวันนี้เด็กๆมีสิ่งเร้ามาก ทั้งเกม โซเชียลมีเดียต่างๆ ที่ดึงความสนใจของเด็กออกไปจากการเรียน
0 เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ 0
qualitylife4444@gmail.com
ขอบคุณเนื้อหาและที่มาของข่าวจาก :: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก วันที่ 4 มกราคม 2561