LASTEST NEWS

18 ส.ค. 2560จังหวัดนครราชสีมา เปิดสอบพนักงานราชการ 32 อัตรา 18 ส.ค. 2560กศจ.พระนครศรีอยุธยา เรียกบรรจุครูผู้ช่วย 39 อัตรา - รายงานตัว 28 ส.ค.2560 18 ส.ค. 2560ร่างกำหนดพัฒนาการเด็กปฐมวัยละเอียดยิบ 17 ส.ค. 2560สพป.กรุงเทพมหานคร เปิดสอบพนักงานราชการ ตำแหน่งครูผู้สอน 17 ส.ค. 2560สพฐ.แชมป์ถูกร้องเรียน 2 ปีซ้อนรวมกว่าพันเรื่อง 17 ส.ค. 2560มอบ ผอ.เขตเป็น CEO จัดระเบียบอบรมครู 17 ส.ค. 2560การตัดโอนตำแหน่ง อัตราเงินเดือนและเงินอื่นที่เกี่ยวข้องของกระทรวงศึกษาธิการ (ครั้งที่ 1) 17 ส.ค. 2560เด็กไทยคว้าแชมป์ 7 ประเภท แข่งหุ่นยนต์นานาชาติที่จีน 17 ส.ค. 2560ฝาแฝด 13 คู่เข้า โรงเรียนเดียวกัน 17 ส.ค. 2560โรงเรียนบ้านแช่ช้าง(เทพนานุกูล) รับสมัคร ครูอัตราจ้าง วิชาเอกคอมพิวเตอร์ (มีบ้านพักครู)

เครือข่าย ร.ร.ขนาดเล็ก/ร.ร.ชุมชนจี้รัฐเร่งกระจายอำนาจการจัดการสู่ท้องถิ่นมากขึ้น

  • 17 มี.ค. 2557 เวลา 23:08 น.
  • 743 ครั้ง
  • LINE it!
Advertisement
เครือข่าย ร.ร.ขนาดเล็ก/ร.ร.ชุมชนจี้รัฐเร่งกระจายอำนาจการจัดการสู่ท้องถิ่นมากขึ้น

Advertisement
เพิ่มเราเป็นเพื่อนใน Line กดเลย!

นำเสนอข่าวโดย >> ทีมงานครูวันดีดอทคอม ส่งข่าวนี้ เข้าไลน์ LINE it! - +

เครือข่าย ร.ร.ขนาดเล็ก/ร.ร.ชุมชนจี้รัฐเร่งกระจายอำนาจการจัดการสู่ท้องถิ่นมากขึ้น
 
การกระจายงบประมาณทางการศึกษาที่ยึดโยงจากการจัดสรรงบประมาณรายหัวเด็กนักเรียน ซึ่งไม่สมดุลกับสภาพความเป็นจริง เพราะต้นทุนของเด็กแต่ละคนแตกต่างกันตามสภาพพื้นที่ ทำให้โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนน้อย ไม่มีงบเพียงพอที่จะสามารถพัฒนาโรงเรียนและกระบวนการเรียนรู้ของเด็กได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
 
หรือจากการจัดการศึกษาที่ผูกขาดอยู่ที่กระทรวงศึกษาเป็นสำคัญ ส่งผลให้โรงเรียนขนาดเล็กไม่สามารถแก้ไขปัญหาด้วยตนเองได้ อย่างเรื่องครูที่ต้องมีใบประกอบวิชาชีพและส่วนกลางเป็นผู้คัดเลือกครูเพื่อส่งลงมาท้องถิ่น ทำให้หลายโรงเรียนเผชิญปัญหาครูไม่ครบชั้น 
 
ข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งที่โรงเรียนขนาดเล็กประสบปัญหาอยู่ ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ เครือข่ายโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)/โรงเรียนชุมชน ได้จัดเวทีระดมความเห็นเพื่อขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษา และมีข้อเสนอเพื่อปลดล็อคปลดล็อกปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก ดังนี้
 
1.ปฏิรูปการกระจายอำนาจ
 
ปฏิรูปอำนาจการจัดการศึกษาที่ส่วนกลาง ด้วยการลดขนาดส่วนกลาง เช่น ปรับ สพฐ.ให้เล็กลง กระจายบุคลากรและงบประมาณลงไปยังโรงเรียนต่าง ๆ ให้ชุมชนสามารถเป็นผู้จัดการศึกษาได้ ด้วยการระดมทรัพยากรภายในชุมชน/ท้องถิ่นเข้ามาใช้ในการจัดการเรียนรู้ รวมทั้งให้ทุกพรรคการเมืองร่วมกันจัดทำแผนทางการศึกษา และมีการทำสัตยาบันร่วมกันเพื่อให้นโยบายทางการศึกษาเป็นไปอย่างต่อเนื่องและไม่ถูกแทรกแซงจากทางการเมือง
 
2.ปฏิรูปกระบวนทัศน์ทางการศึกษา
 
จากเดิมที่รัฐเป็นผู้จัดการศึกษามาเป็นให้ทุกคนมีส่วนร่วมทางการศึกษา โดยเบื้องต้นให้จัดทำข้อตกลงระหว่างผู้บริหาร, ครู, ผู้ปกครอง และชุมชน ทำหน้าที่จัดการศึกษาร่วมกัน และมีการจัดทำคู่มือผู้ปกครองว่าจะมีบทบาทหน้าที่เชื่อมโยงกันอย่างไรบ้าง และระยะยาวให้มีการเชื่อมร้อยเครือข่ายโรงเรียนขนาดเล็กให้มีกิจกรรมที่จะสร้างความเข้มแข็งอย่างต่อเนื่องด้วยการจัดเวทีสมัชชาประจำปี รวมถึงสื่อสารกับสังคม เพื่อนำไปสู่การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ทางการศึกษาใหม่ที่เชื่อมั่นในการเรียนรู้ที่หลากหลายตลอดชีวิต
 
3.ปฏิรูปการบริหารจัดการ
 
ในระยะสั้น โรงเรียนทุกโรงเรียนจะต้องมีผู้บริหาร ส่วนในระยะยาวนั้น งานบริหารงานบุคคลของโรงเรียนขนาดเล็กต้องมีการปรับเปลี่ยนด้านอัตรากำลัง ให้มีอัตรากำลังที่สอดคล้องกับบริบทโรงเรียน ไม่ใช่หลักเกณฑ์เดียวกับโรงเรียนขนาดใหญ่ โดยต้องจัดครูให้ครบชั้นเรียน และในการคัดเลือกครูนั้น ชุมชนต้องเข้ามามีส่วนร่วม อีกทั้งครูไม่จำเป็นต้องมีใบประกอบวิชาชีพ เพื่อเปิดโอกาสให้บุคลากรในชุมชนสามารถเป็นผู้จัดการศึกษาได้ รวมถึงให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการบุคลากรสถานศึกษา เช่น การคัดเลือกเข้า/ให้ออก ให้เป็นสิทธิของผู้บริหารและบุคลากรครูภายในโรงเรียนนั้น ๆ
 
4.ปฏิรูปหลักสูตรการศึกษา ตัวชี้วัด ประเมินผล
 
ปรับการเรียนการสอนด้วยการจัดทำหลักสูตรที่ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม โดยหลักสูตรต้องสอดคล้องกับท้องถิ่นและเด็กนักเรียนรายบุคคล ไม่ใช่หลักสูตรเดียวสอนทั่วประเทศ เพราะแต่ละพื้นที่มีบริบทและเงื่อนไขที่ต่างกัน ดังนั้น การจัดการเรียนรู้ย่อมต่างกันด้วย รวมทั้งทลายกำแพงเรื่องของชั้นเรียน เพราะที่ผ่านมาระบบชั้นเรียนเป็นอุปสรรคสกัดกั้นความก้าวหน้าของเด็กที่มีความสามารถ 
 
นอกจากนี้ จากตัวชี้วัดและระบบการประเมินผลแบบเดียวทั้งประเทศ ต้องปรับวิธีการประเมินเป็นรายบุคคล มีการประเมินที่หลากหลายนอกเหนือจากด้านวิชาการอย่างเรื่องทักษะชีวิตและคุณธรรม ขณะเดียวกัน การทำวิทยฐานะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเป็นการประเมินวิทยฐานะเชิงประจักษ์ที่แท้จริงจากตัวผู้เรียน ทั้งในเชิงคุณธรรม จริยธรรม และวิชาการ
 
5.ปฏิรูปนโยบายกฎหมายการศึกษา
 
แก้ไขข้อบังคับเรื่องใบประกอบวิชาชีพ เพื่อให้ได้บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถที่หลากหลาย รวมถึงปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติไม่ให้แยกส่วน แต่ให้มีแนวทางการจัดการศึกษาที่เชื่อมร้อยกันตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงมหาวิทยาลัย ทั้งนี้ ควรแก้ไขให้ท้องถิ่นเข้ามาสนับสนุนการจัดการศึกษาในสัดส่วนที่ชัดเจนด้วย เพราะที่ผ่านมาท้องถิ่นสนับสนุนงบประมาณอาหารเสริมเท่านั้น 
 
6.ปฏิรูปการจัดสรรงบประมาณทางการศึกษา
 
ต้องจัดสรรงบประมาณทางการศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ ยกเลิกการจัดสรรงบประมาณรายหัว ให้เป็นการอุดหนุนงบประมาณภาคครัวเรือนแทน เพื่อให้มีงบประมาณที่เพียงพอสอดคล้องต่อบริบทพื้นที่มากขึ้น รวมทั้งมีการระดมทรัพยากรทางการศึกษาจากทุกภาคส่วน อย่างการให้โอกาสเอกชนเข้ามาสนับสนุนโรงเรียน
 
 
Advertisement
ติดตามข่าว บน Facebook กด Like เพื่อไม่พลาดข่าว !

Advertisement

TAGS ที่เกี่ยวข้อง >>

ความคิดเห็นเกี่ยวกับ : เครือข่าย ร.ร.ขนาดเล็ก/ร.ร.ชุมชนจี้รัฐเร่งกระจายอำนาจการจัดการสู่ท้องถิ่นมากขึ้น

เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น!

ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บไซต์ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป

ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้

^