LASTEST NEWS

05 ธ.ค. 2559คลอดกรอบหลักสูตรผลิตครูรูปแบบใหม่ 05 ธ.ค. 2559ด่วน! สพม.30 เปิดสอบพนักงานราชการ ตำแหน่งครูผู้สอน 17 อัตรา 05 ธ.ค. 2559กศน.อุตรดิตถ์ เปิดสอบพนักงานราชการทั่วไป สมัครตั้งแต่บัดนี้-9ธ.ค.2559 05 ธ.ค. 2559ช.พ.ค.สูงวัยหยุดส่งเงินรายศพเริ่มม.ค.60 05 ธ.ค. 2559สทศ.รับสมัครสอบแกต-แพตครั้งที่2 05 ธ.ค. 2559ศธ. ชงเกรด1.00 มีสิทธิกู้ กยศ. 05 ธ.ค. 2559ศธ.น้อมนำพระราชกระแสในหลวงร.9 05 ธ.ค. 2559แจกสูตรคำนวณ Excel สำหรับทุกงาน ทุกสายอาชีพครับ 05 ธ.ค. 2559ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 489/2559 การขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาการทุจริต กระทรวงศึกษาธิการ 05 ธ.ค. 2559ข่าวดี! สำนักงาน ก.พ.ประกาศรับสมัครสอบ ก.พ. ภาค ก ภาคพิเศษ สมัครทางอินเทอร์เน็ต

ทิศทางศึกษาไทยปี 57 ฟื้นฟูคุณภาพ-นำชาติฝ่าวิกฤต

  • 02 ม.ค. 2557 เวลา 23:20 น.
  • 1,823 ครั้ง
  • LINE it!
Advertisement
ทิศทางศึกษาไทยปี 57 ฟื้นฟูคุณภาพ-นำชาติฝ่าวิกฤต

Advertisement
เพิ่มเราเป็นเพื่อนใน Line กดเลย!

นำเสนอข่าวโดย >> ทีมงานครูวันดีดอทคอม ส่งข่าวนี้ เข้าไลน์ LINE it! - +

ทิศทางศึกษาไทยปี 57 ฟื้นฟูคุณภาพ-นำชาติฝ่าวิกฤต
 
สุพัด ทีปะลา ในรอบปีที่ผ่านมามีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นในวงการศึกษาหลายต่อหลายเรื่องทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ จึงไม่แตกต่างจากปีก่อนมากนัก ซึ่งความเคลื่อนไหวเหล่านี้ถือเป็นวัฏจักรที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเป็นความเคยชินของคนในแวดวงนี้ไปเสียแล้ว เหตุการณ์ที่สร้างความเสื่อมเสียต่อแวดวงการศึกษาไทยครั้งใหญ่คงหนีไม่พ้น กรณีพบ "การทุจริตสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็น หรือเหตุพิเศษ ว12" ใน 119 เขตพื้นที่การศึกษาที่มีผู้เข้าสอบ 10,000 กว่าคน การทุจริตนี้ถือเป็นการตรวจสอบพบการทุจริตครั้งใหญ่ในรอบหลายสิบปีของวงการศึกษาไทย ซึ่งการทุจริตครั้งนี้ทำให้ผู้ผ่านการสอบคัดเลือก 344 คนที่ได้รับการบรรจุจะต้องถูกให้ออกจากราชการ แถมยังมีการตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรงกับผู้บริหารระดับสูงในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่เกี่ยวข้องด้วย
 
          นอกจากนี้ยังมีผลพวงจากความไม่นิ่งของการเมืองไทยทำให้มีการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งที่ 4 ภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ได้แต่งตั้งให้ นายจาตุรนต์ ฉายแสง มาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) คนที่สี่ของรัฐบาลชุดนี้ แทนนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ที่ไปนั่งในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี จากเดิมควบรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ ศธ.
 
          การเข้ามาของ นายจาตุรนต์ กลายเป็นความหวังของหลายต่อหลายฝ่ายว่าจะเข้ามาช่วยผลักดันนโยบายการศึกษาในหลายเรื่องให้เดินหน้าต่อไป ซึ่งในระยะเวลาประมาณ 5 เดือนกว่าในตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ ศธ. ก่อนที่รัฐบาลได้ประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร นายจาตุรนต์ถือว่ามาถูกทางแล้วกับความพยายามที่จะยกระดับคุณภาพการศึกษาให้ดีขึ้น ภายใต้ 8 นโยบายที่สำคัญได้แก่
 
          1.เร่งปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งระบบให้สัมพันธ์เชื่อมโยงกัน เพื่อให้ผู้เรียน สามารถคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาและเรียนรู้ได้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่องโดยปฏิรูปให้มีความเชื่อมโยงกันทั้งหลักสูตรการเรียนการสอนให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงและสอดคล้องกับการเรียนรู้ยุคใหม่ การพัฒนาครูและการพัฒนาระบบการทดสอบการวัดและประเมินผลที่ได้มาตรฐานและเชื่อมโยงกับหลักสูตรและการปฏิรูปหลักสูตร
          2.ปฏิรูประบบผลิตและพัฒนาครูให้มีจำนวนการผลิตที่สอดคล้องกับความต้องการมีความรู้ ความสามารถในการจัดการเรียนการสอน
          3.เร่งนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ในการปฏิรูปการเรียนรู้ สร้างมาตรฐานการเรียนการสอนด้วยคอมพิวเตอร์แบบพกพา (แท็บเล็ต)
          4.พัฒนาคุณภาพการอาชีวศึกษาให้มีมาตรฐานเทียบได้กับระดับสากล และให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ มีเป้าหมายปรับสัดส่วนผู้เรียนอาชีวศึกษาต่อสามัญเป็น 50 : 50
          5.ส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษาเร่งพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานมากกว่าการขยายเชิงปริมาณส่งเสริมการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีโดยให้มีการจัดอันดับสถาบันอุดมศึกษาของไทย เพื่อเป็นแนวทางพัฒนาคุณภาพมาตรฐาน และจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งพัฒนาสู่การเป็นมหาวิทยาลัยระดับโลก (World Class University) ให้มากขึ้น 
          6.ส่งเสริมให้เอกชนและทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมจัดและสนับสนุนการศึกษามากขึ้น สนับสนุนระบบความร่วมมือแบบเป็นหุ้นส่วนทางการศึกษารัฐและเอกชน (Public Private Partnerships) ให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น  
          7.เพิ่มและกระจายโอกาสทางการศึกษาอย่างมีคุณภาพเพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มอายุได้รับบริการการศึกษาอย่างมีคุณภาพโดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส 
          8.พัฒนาการศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยการสนับสนุนและพัฒนาการศึกษาและสถานศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจ สังคม อัตลักษณ์ และความต้องการของประชาชนในท้องถิ่นให้มากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับความปลอดภัย การสร้างขวัญ กำลังใจให้กับนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษา 
 
          จาก 8 นโยบายดังกล่าวถึงตอนนี้แล้วอยู่ในระหว่างการผลักดันให้เกิดผลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีเรื่องที่สำคัญๆ อาทิ การเดินหน้าปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ได้นายภาวิช ทองโรจน์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ ศธ.มาเป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตรและตำราการศึกษาขั้นพื้นฐานซึ่งหลักสูตรใหม่จะปรับปรุงกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆ ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาจากเดิม 8 กลุ่มสาระวิชาให้เหลือเพียง 1.กลุ่มภาษาและวรรณกรรม 2.วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี 3.เทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) 4.สังคมและความเป็นมนุษย์ 5.โลก ภูมิภาคและอาเซียน และ 6.ชีวิตกับโลกของงาน ซึ่งตอนนี้การปรับปรุงหลักสูตรคืบหน้าไป 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของการฟื้นการจัดสอบวัดผลกลางหรือการใช้ข้อสอบกลางในสัดส่วนร้อยละ 30 กับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2, 4, 5 มัธยมศึกษาปีที่ 1, 2 ในปีการศึกษา 2557 และในปีต่อไปจะเป็นสัดส่วน 50:50 รวมทั้งการแก้ปัญหาเด็กไทยอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ 
 
          ทั้งนี้ หากมองภาพรวมนโยบายที่ขับเคลื่อนอยู่ในขณะนี้ถือว่ามาถูกทางแล้ว เพราะนโยบายดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อคุณภาพการศึกษาไทยที่ดีขึ้น ดังนั้น ในปี 2557 นี้การผลักดันนโยบายหลักๆ เหล่านี้ต่อ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะในช่วงที่การเมืองไทยไม่มีเสถียรภาพ ฉะนั้นไม่ว่าใครจะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ. คนใหม่ หรือไม่ว่าพรรคการเมืองฝ่ายใด จะได้จัดตั้งรัฐบาล ควรต้องสานต่อเรื่องเหล่านี้ 
 
          อย่างไรก็ดี ในเรื่องนี้มีเสียงสะท้อนที่น่าสนใจจากนักวิชาการด้านการศึกษาอย่าง นายชัยณรงค์ อินทรมีทรัพย์ ว่า มีผลการวิจัยออกมาเป็นที่ยอมรับทั่วโลกว่าคุณภาพของผู้เรียนมาจาก 3 องค์ประกอบ ได้แก่ 1.คุณภาพของครู หากครูไม่มีคุณภาพ นักเรียนก็จะไม่มีคุณภาพ จะทำอย่างไรที่จะพัฒนาครูทั้งระบบ 2.นักเรียน หากไม่มีความพร้อม ไม่มีสติปัญญาก็จะเพิ่มคุณภาพไม่ได้ ซึ่งการให้เด็กที่ไม่ผ่านได้ไปเรียนในชั้นที่สูงกว่าย่อมไม่ดีแน่ และ 3.อุปกรณ์และหลักสูตรการเรียนการสอน จะต้องมีความเหมาะสมหลักสูตรการเรียนการสอน ควรต้องมีหน่วยงานที่มาจัดทำหลักสูตร มีผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการในสาขาต่างๆ มาช่วยกันทำหลักสูตร กำหนดเทคนิคและบทเรียนต่างๆ ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง 
 
          "เรื่องหลักสูตรการเรียนการสอนที่กำลังยกร่างปฏิรูปกันอยู่ไม่ใช่แค่เปลี่ยนหลักสูตรใหม่เท่านั้น ถือเป็นความเข้าใจผิดและอาจทำให้หลักสูตรที่ทำกันอยู่เมื่อนำออกมาใช้ จะสร้างความล้มเหลวให้การศึกษาได้ เพราะผู้ที่ยกร่างหลักสูตรอาจไม่รู้ความจริงว่าครูที่สอนหนังสือ จะสอนตามความเคยชินอย่างที่เคยสอนกันมา ฉะนั้นถึงแม้จะเขียนหลักสูตรไปให้สอนใหม่ ก็ไม่มีการเปลี่ยนการสอนเพราะการที่ครูสอนมานาน เดินเข้าชั้นเรียนก็สอนได้โดยไม่ต้องดูหนังสือ ดังนั้น ศธ.ควรใช้วิธีการให้ครูเพิ่มเติมเนื้อหาหรือเปลี่ยนเทคนิคและเท่าที่ดูหลักสูตรใหม่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมาก แค่โยกไปโยกมาเพราะองค์ความรู้ในแต่ละวิชาก็มีอยู่แค่นี้  และเวลานี้ครูสอนนักเรียนได้เพียง 60% ของหลักสูตรเท่านั้นเนื่องจากเด็กเรียนไม่ได้ ไม่มีความรู้ ฉะนั้นจึงอยากให้มีการปรับปรุงหลักสูตรเพิ่มเติมบางส่วนเท่านั้น หรือค่อยๆ เปลี่ยน"
 
          ในขณะที่ฟากชาวอุดมศึกษานั้น ปีที่ผ่านมาถือว่ามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคมกับการออกมาเป็นผู้ขับเคลื่อนในเรื่องการคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ภายใต้การนำของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) 24 มหาวิทยาลัยโดยการออกมาคัดค้านเรื่องนี้ของ ทปอ.สามารถลดคำครหาที่ว่าอุดมศึกษาไทยในปัจจุบันไม่ได้มีบทบาทที่จะชี้นำสังคมเหมือนเช่นในอดีต  
 
          แต่ถึงกระนั้นในปี 2557 นี้ ยังมีโจทย์ใหญ่ที่ยังท้าทายชาวอุดมศึกษามาตลอดหลายปีนั่นก็คือ การเป็นกำลังหลักที่จะช่วยขับเคลื่อนพัฒนาประเทศชาติ โดยเฉพาะการผลิตนักศึกษาที่มีคุณภาพออกมารองรับตลาดแรงงาน ซึ่งในปัจจุบันการผลิตของแต่ละมหาวิทยาลัยในภาพรวมไม่ค่อยสอดคล้องกับตลาดแรงงานนัก จนทำให้เกิดปัญหาผลิตนักศึกษาล้นในสาขาวิชาต่างๆ จนทำให้เกิดภาวะตกงานกับผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี 
 
          นอกจากนี้ยังมีเรื่องการปรับระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา ที่ชาวอุดมศึกษาต้องร่วมกันตัดสินใจว่าจะแก้ปัญหาข้อห่วงใยที่ว่าระบบการคัดเลือกเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยมีปัญหามาก ทั้งซ้ำซ้อน สิ้นเปลือง ไม่เท่าเทียมและทำให้การกวดวิชาเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการรับตรง ซึ่งเรื่องนี้ทาง ศธ. โดยทาง คณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) ได้ออกมาเรียกร้องว่า มหาวิทยาลัย ควรลดการรับตรงและให้รับด้วยระบบกลางหรือเคลียริงเฮาส์ร่วมกันมากขึ้น 
 
          นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เห็นว่า อุดมศึกษาควรต้องร่วมมือร่วมใจกันในการปรับระบบการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อ ต้องทำให้เป็นระบบที่สามารถตอบโจทย์ต่างๆ ของประเทศ อย่างการตอบโจทย์การปฏิรูปการศึกษาคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ทั่วประเทศต้องผนึกกำลังผลิตครูที่มีคุณภาพและจำกัดการรับคนที่จะเข้าเรียนด้วย นอกจากนี้จะต้องตอบโจทย์ตลาดแรงงาน ตอนนี้แต่ละมหาวิทยาลัยต่างคนต่างผลิตบัณฑิต ไม่ได้ดูว่าตลาดแรงงานเป็นอย่างไร ดังนั้น ต้องกลับมา ทบทวนในเรื่องการผลิตนักศึกษากันแล้วและอุดมศึกษาต้องมีบทบาทที่จะเข้ามาช่วยพัฒนาประเทศ ตอนนี้บทบาทของอุดมศึกษาทำแค่การผลิตบัณฑิต การหารายได้ด้วยการพยายามดึงคนมาเรียนให้มากๆ โดยไม่ได้คำนึงถึงคุณภาพ 
 
          ทั้งหมดนี้คือทิศทางของการศึกษาไทยในปี "มะเมีย" ที่ยังคงเป็นปีแห่งการฟื้นฟูการศึกษาให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นเหมือนเช่นปีที่ผ่านมา และที่สำคัญการศึกษาต้องตอบโจทย์ความต้องการของสังคมและประเทศชาติให้ฝ่าวิกฤตไปได้
 
 
Advertisement

TAGS ที่เกี่ยวข้อง >>

ความคิดเห็นเกี่ยวกับ : ทิศทางศึกษาไทยปี 57 ฟื้นฟูคุณภาพ-นำชาติฝ่าวิกฤต

เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น!

ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บไซต์ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป

ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้


Advertisement
^