LASTEST NEWS

05 ธ.ค. 2559ศธ.น้อมนำพระราชกระแสในหลวงร.9 05 ธ.ค. 2559แจกสูตรคำนวณ Excel สำหรับทุกงาน ทุกสายอาชีพครับ 05 ธ.ค. 2559ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 489/2559 การขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาการทุจริต กระทรวงศึกษาธิการ 05 ธ.ค. 2559ข่าวดี! สำนักงาน ก.พ.ประกาศรับสมัครสอบ ก.พ. ภาค ก ภาคพิเศษ สมัครทางอินเทอร์เน็ต 05 ธ.ค. 2559(เงินเดือน17,500 บาท) สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม เปิดสอบรับราชการ จำนวน 16 อัตรา 05 ธ.ค. 2559(วุฒิปวส.ขึ้นไป) กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดสอบรับราชการ จำนวน 20 อัตรา 05 ธ.ค. 2559กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดสอบรับราชการ จำนวน 15 อัตรา 05 ธ.ค. 2559(วุฒิปริญญาตรี 15,000 - 16,500 บาท) สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เปิดสอบรับราชการ 20 อัตรา 04 ธ.ค. 2559มกธ.ระส่ำ!คุรุสภาปฏิเสธให้ตั๋วนศ.2พัน 04 ธ.ค. 2559สพป.มหาสารคาม เขต 3 เปิดสอบพนักงานราชการครู และครูอัตราจ้าง รวม 5 อัตรา

ข้าราชการยุคใหม่กับบทบาท “ข้อต่อตรงกลาง”

  • 15 เม.ย. 2556 เวลา 06:42 น.
  • 1,170 ครั้ง
  • LINE it!
Advertisement
ข้าราชการยุคใหม่กับบทบาท “ข้อต่อตรงกลาง”

Advertisement
เพิ่มเราเป็นเพื่อนใน Line กดเลย!

นำเสนอข่าวโดย >> ทีมงานครูวันดีดอทคอม ส่งข่าวนี้ เข้าไลน์ LINE it! - +

ข้าราชการ คือกลไกของรัฐ มีบทบาทหน้าที่หนุนนำนโยบายรัฐบาล ไปสู่การปฏิบัติ ร่วมกับประชาชนทุกภาคส่วน มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ส่งผลถึงประเทศเจริญก้าวหน้า ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม
 
ผู้นำไปทางด้านไหน ประเทศก็ไปทิศทางนั้น
 
อยู่ที่การคิด และออกแบบนโยบาย เหนืออื่นใด ขึ้นกับการตอบรับ สนับสนุน และโดนใจประชาชนด้วย นโยบายดี แต่หนุนนำไม่ดี ก็มีปัญหา
 
ข้าราชการ จึงสำคัญ เสมือนหนึ่ง “ข้อต่อตรงกลาง” เชื่อมระหว่างข้างบน(รัฐบาล) กับข้างล่าง(ประชาชน) ทำหน้าที่ ดังนี้
 
ประการแรก  นำนโยบายรัฐบาลลงมาปฏิบัติร่วมกับประชาชน  ทุกๆนโยบายของรัฐจะถูกส่งผ่าน “ข้อต่อตรงกลาง” ตั้งแต่ซี 11 ลงมาจนถึง ซี 1 และนำไปสู่การปฏิบัติกับประชาชน กลุ่มเป้าหมายต่างๆไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้บริโภค ผู้ประกอบธุรกิจ เป็นต้น
 
ประการที่ 2  ติดต่อสื่อสารนโยบายรัฐบาลกับประชาชน โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับงานโครงการที่ปฏิบัติ ซึ่งข้าราชการต้องสื่อสารเป็น พูดแล้วได้ ฟังแล้วดี เขียนแล้วชัดเจน อ่านแล้วเข้าใจ เพื่อสื่อสารกับประชาชน กลุ่มเป้าหมายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการอธิบายบอกกล่าว ให้ข้อมูลข่าวสาร ประชาสัมพันธ์ชี้แจงโครงการต่างๆของรัฐบาล รวมทั้งตอบข้อสงสัยต่างๆ ให้ประชาชนเข้าถึง ศรัทธาต่อโครงการของรัฐ นำมาซึ่งความสนับสนุนร่วมมือ
 
ประการที่ 3  มิเพียงหน้าที่ 2 ประการ ทว่าข้อต่อตรงกลาง ควรฉุดดึงเอาอุปสรรค ข้อติดขัดจากนโยบาย(ถ้ามี) ปัญหาความต้องการของประชาชน รวมถึงปัญหาอื่นๆ ในฐานะทำงานใกล้ชิดกับประชาชน ย่อมสัมผัส พบ เห็น รู้ดีที่สุดว่า มีปัญหาอะไรบ้าง อะไรเป็นปัญหา อะไรไม่เป็น ขึ้นสู่ข้างบน เพื่อให้ทราบและหาทางแก้ไข ไม่ต้องกลัวถูกรัฐบาลตำหนิ และรัฐบาลก็ไม่ควรตำหนิ แต่ควรจะขอบคุณข้าราชการ ทำให้มีโอกาสรับทราบ ถ้าไม่ส่งต่อรายงานขึ้นไป ก็จะไม่ทราบ ปัญหาก็ยังตกค้างอยู่ที่ประชาชน ไม่ได้รับการแก้ไข ดีไม่ดีเจอประท้วง ทวงถาม ปิดถนน
 
มิเพียงการแก้ไขปัญหาให้ลุล่วง รัฐบาลยังสามารถนำปัญหาต่างๆเหล่านี้ จัดรวบรวมเป็นหมวดหมู่ และนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายได้อีกด้วย
 
นโยบายรัฐ มาจากปัญหาประชาชน
 
ปัญหาประชาชน มาจากกลไก “ข้อต่อตรงกลาง”
 
ประเด็น ก็คือ ข้าราชการยุคใหม่ จะหนุนนำ นำพาบทบาททั้ง 3 ประการนี้อย่างไร ให้บังเกิดสัมฤทธิผล ผลลัพธ์ใหม่ๆที่สูงกว่า(เดิมในยุคที่ผ่านๆมา)
 
เพื่อรัฐบาลตั้งเป้า 100 ทำได้ 100 หรืออย่างน้อย 80 ขึ้น หรือใกล้เคียง 100 ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าเป็นไปได้ ให้ทะลุเป้า (เกิน 100) อย่างนโยบายรถคันแรกที่ได้การตอบรับเกินคาด
 
เกรงว่าตั้งเป้า 100 ได้ 40-60 หรือ 70 อย่างนั้นก็ลำบาก
 
ขณะที่รัฐบาลจะเหลียวแล เอาใจใส่ สร้าง พัฒนา และบำรุงรักษาข้อต่อตรงกลางอย่างไรให้เครื่องเดินเรียบ ไหลรื่น ไม่สะดุด ทำงานได้ผลดีทั้งแรงรับ แรงส่ง แรงเหวี่ยง แรงดึง ประมาณนั้น
 
เช่น การจัดหาข้อต่อคุณภาพดีใหม่แกะกล่อง  การหยอดน้ำมันหล่อลื่นบำรุงรักษาข้อต่อให้ทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพอยู่เสมอ
 
การเหลียวแล เอาใจใส่ของรัฐบาล จึงสำคัญ
 
หากทำได้ รัฐบาลหวังเห็นผลนโยบายด้านต่างๆอย่างไร ก็ไม่ใช่เรื่องยาก ย่อม(มีโอกาส)เป็นไปได้จริงตามที่คิด และออกแบบนโยบายไว้  ดังนั้น ความหวังพึ่งพาข้าราชการยุคใหม่ มิเพียงมองเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาเท่านั้น หรือไม่ ประการใด
 
จะดีหรือไม่ หากปรับเปลี่ยนมุมมองจากผู้ใต้บังคับบัญชา เป็น “เพื่อนคู่คิด มิตรร่วมทาง” กับรัฐบาล และระหว่างข้าราชการด้วยกันเอง
 
จะดีหรือไม่ หากจะส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างข้าราชการ เสริมสร้างบรรยากาศในการทำงาน สร้างเสริมความผูกพันต่อองค์กร รัฐบาล กระทรวง กรม เหมือนบ้านที่มีความสุข
 
เพื่อทำงานให้สนุก มีความสุขกับการทำงาน
 
เช้าขึ้นมา อยากไปทำงาน มิใช่เช้าขึ้นมา ท้อแท้ เบื่อหน่ายที่ทำงาน
 
ข้าราชการระดับสูง(ผู้บริหาร) กับข้าราชการระดับปฏิบัติ ควรมีสัมพันธภาพเหมือนพี่เหมือนน้อง ไม่ทำให้ลูกน้องรู้สึกเกร็ง เครียด ถูกตรวจสอบควบคุม แต่ควรส่งเสริมกันและกัน ดุจดั่งเพื่อนคู่คิด มิตรร่วมทาง เดินไปสู่เป้าหมายข้างหน้า มีปัญหาช่วยแก้ ช่วยไกด์ ช่วยแนะนำ
 
ลดใช้อำนาจ เพิ่มใช้ศรัทธา
 
ผู้เขียนได้ยินได้ฟังมาว่า คุณกานต์ ตระกูลฮุน แห่งค่ายปูนซิเมนต์ไทย ใช้คำแทนตัวเองว่า “พี่” กับลูกน้องพนักงานทุกคนในองค์กร รู้สึกทึ่งและชื่นชมยินดี เพราะให้บรรยากาศการทำงานที่อบอุ่น เป็นกันเอง ความรู้สึกเป็นมิตรไมตรี
 
ผลผลิต ผลงานไหลพรั่งพรู สะท้อนจากรางวัลที่องค์กรได้รับ
 
คำว่า “พี่” เป็นคำเรียบง่าย แต่ให้ความหมายที่มี “พลัง” สำหรับน้องๆในองค์กรและกลายเป็นพลังความร่วมมือจากชาวปูนซิเมนต์ไทย
 
ถือเป็นการเลือกใช้ชนิดน้ำมันหล่อลื่นคุณภาพที่น่าสนใจ
 
ทำอย่างไรให้ผลผลิต ผลงานโครงการต่างๆของรัฐไหลหลั่งพรั่งพรู เป็นโอกาสและความท้าทายไม่น้อย ยิ่งโครงสร้างเครื่องจักรของรัฐบาลมีขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องหาวิธีการต่างๆมาใช้ เพื่อสร้าง พัฒนา และบำรุงรักษาข้อต่อตรงกลางให้ทรงคุณค่า คุณภาพไว้ให้ได้นานที่สุด
 
ให้เกียรติในการทำงานดีมั๊ย?
 
เพราะข้าราชการทุกคนในองค์กรรู้บทบาท หน้าที่และความรับผิดชอบของเขาดีอยู่แล้วตามคำอธิบายงานแต่ละตำแหน่ง ต่างเคารพตนเอง ไม่มีใครชอบการบังคับ ถูกตรวจสอบ หรือทำงานไประวังตัวไป กระทั่งถูกมองว่า เป็นการจับผิด
 
ให้อิสระในการทำงานล่ะ ?
 
เพราะบรรยากาศการทำงานที่ผ่อนคลาย น่าจะเอื้อให้ข้าราชการกล้าคิดงาน สร้างงาน กล้าเสนอแนะ และสร้างสรรค์งานใหม่ๆ เชื่อเถอะ เข้ามาเป็นสมาชิกในองค์กรแล้ว ไม่มีใครไม่รักองค์กรของตัวเอง ไม่มีใครจ้องเอาเปรียบ เกี่ยงโยนงาน อู้งาน ถ้ารู้เป็นหน้าที่แล้ว มีแต่จะทำงานในหน้าที่ เพื่อองค์กรของตนให้ดีที่สุด
 
หรือใช้วิธีการอื่นๆ ซึ่งมีอีกหลากหลาย อยู่ที่จะเห็นว่า วิธีการใดเหมาะสม
 
เพื่อจูงใจข้าราชการยุคใหม่ทำผลงานให้ได้ 100 หรือ 80 ขึ้น หรือใกล้เคียง 100 ดังที่กล่าวข้างต้น ส่วนจะมีแนวทางใหม่ๆในการส่งเสริมข้าราชการยุคใหม่อย่างไร อยู่ที่ผู้บริหารราชการจะพิจารณา
 
ล่าสุด ได้ยินได้ฟัง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งในวันข้าราชการพลเรือน เมื่อ 1 เมษายน ที่ผ่านมาว่า “อยากเห็นการบูรณาการทั้งระบบร่วมกันและต้องมองทิศทางไปข้างหน้าร่วมกันเพื่อการบริการที่ดีขึ้น โปร่งใส เชื่อถือได้ เป็นที่พึ่งของประชาชนทั้งระดับยุทธศาสตร์ของประเทศ กระทรวงและพื้นที่ อยากเห็นการมีส่วนร่วมกับประชาชน นอกจากนี้ รัฐบาลมีคณะกรรมการระดับชาติที่จะร่วมกันศึกษาทบทวนความเหมาะสมของค่าตอบแทนบุคลากรภาครัฐทั้งหมด อยากเห็นการตอบแทนถึงผลงานความทุ่มเท โดยรัฐบาลจะดูแลการประเมินผลงานราชการให้มีความเป็นธรรม การเลื่อนตำแหน่งต่างๆ ต้องมีความเที่ยงธรรม ไม่มีการซื้อขายตำแหน่ง ส่งเสริมข้าราชการที่เป็นคนดี คนเก่งให้มีความก้าวหน้าทั้งในสายงานที่จะเติบโตเป็นผู้บริหารในอนาคตภายใต้ระบบราชการแห่งคุณธรรม”
 
เป็นแนวทางที่ดีที่รัฐบาลนำมาใช้ เป็นขวัญกำลังใจ จูงใจข้าราชการหากทำได้จริง เพราะจะหนุนนำข้าราชการมีพลังในการทำงาน ถือเป็นการเลือกใช้น้ำมันหล่อลื่นคุณภาพอีกชนิดหนึ่งในการดูแลรักษาข้อต่อตรงกลาง
 
เพื่อให้จักรกลเดินเครื่องสร้างผลผลิต ผลงานพรั่งพรู
 
“ผล(การทำ)งาน” กับ“ความก้าวหน้า” เป็นของคู่กัน
 
มิเพียงราชการเท่านั้น เอกชนก็เช่นกัน เพราะไม่ว่าเป็นใคร ก็อยากเติบโตก้าวหน้า เลื่อนขั้น เลื่อนชั้นตำแหน่งสูงขึ้น ซีสูงขึ้น ถือเป็นความสำเร็จในชีวิต
 
เป็นผู้ปฏิบัติ ก็อยากเป็นหัวหน้างาน หัวหน้าฝ่าย เป็นผู้อำนวยการกอง
 
เป็น ผอ.กอง ก็อยากเขยิบรองอธิบดี
 
เป็นรองอธิบดี ก็ต้องการขึ้นอธิบดี
 
เป็นอธิบดี ก็ขอลุ้นเป็นปลัดกระทรวง ไปให้ถึงจุดสูงสุดในชีวิตราชการ(สักครั้งหนึ่ง จะเป็นความสุขของชีวิตนี้ ว่ากันว่าอย่างนั้น)
 
แต่ความหวัง ความก้าวหน้าไปได้ถึงไหน ขึ้นอยู่กับผลงานของข้าราชการคนนั้นๆ  อธิบดีประยูร เถลิงศรี แห่งกระทรวงพาณิชย์ เคยสอนผู้เขียนว่า คนจะก้าวหน้าในราชการมี 3 กลุ่ม  1) กลุ่มที่บุญหล่นทับหรือมีวาสนาแต่กำเนิด  2) กลุ่มข้าราชการที่อาศัยพรรคอาศัยพวก  3) กลุ่มที่อาศัยผลงาน  เราสามารถลิขิตตัวเอง 70 %  อีก 30 % ขึ้นกับชาติตระกูล จังหวะ โอกาส และสถานการณ์ในขณะนั้นๆ หรือจะพูดง่ายๆว่า เราต้องเก่ง 70 % อาศัยเฮงอีก 30 % ถ้าเราเพิ่มความเก่งให้มีอัตราส่วนสูงขึ้น อาศัยความเฮงให้น้อย ความก้าวหน้าในชีวิตราชการจะมีมากขึ้น
 
มีคำถามชวนคิด : ทำอย่างไรจึงจะเป็นข้าราชการยุคใหม่ เพิ่มความเก่ง มุ่งเห็นผลเลิศในงาน มีแนวคิดใหม่ๆ อ่านขาด มิเพียงเข้าใจบริบทงานตรงหน้า แต่ต้องเข้าใจบริบทรอบด้าน ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ฯลฯซึ่งหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ ทั้งภายในและต่างประเทศ ขณะที่รัฐบาลมีนโยบายใหม่ๆ ตั้งเป้าหมายสูง หวังสร้างศักยภาพในการแข่งขันของประเทศที่สูงขึ้น ข้าราชการจะพัฒนาการทำงานร่วมกันอย่างไร เพื่อสร้างพลังองค์กรให้มีสัมฤทธิผลที่สูงขึ้น สามารถตอบสนองนโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นผล และนำการเปลี่ยนแปลงเพื่อองค์กร สังคม และประเทศชาติ โดยเฉพาะการพัฒนาแนวทางและวิธีการทำงานใหม่ๆ เพื่อจะได้พบกับผลลัพธ์ ผลสำเร็จในงานใหม่ๆ
 
ต้องมีวิสัยทัศน์
 
ผู้เขียนมองอย่างนั้น ไม่ทราบว่า ผู้อ่านมองอย่างไร หรือเพื่อนๆข้าราชการคิดเห็นอย่างไร อาจแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันเพื่อช่วยกันพัฒนาระบบราชการที่ดียิ่งขึ้นไป
 
ถ้าไม่มีและใช้วิสัยทัศน์ คงไม่อาจพบกับผลลัพธ์ ผลสำเร็จในงานใหม่ๆได้ ปฏิบัติอย่างเดียวอย่างเดิมไม่พอ ต้องมีและใช้วิสัยทัศน์ในการทำงาน และใช้ให้มากขึ้นถึงจะเอาอยู่ ควรจะทำงานด้วยวิสัยทัศน์มากกว่าการลงมือปฏิบัติหรือทำงานตามสั่งแต่เพียงอย่างเดียว
 
วิสัยทัศน์มิใช่เป็นเรื่องของผู้บริหารเท่านั้น แต่ข้าราชการผู้ปฏิบัติก็จำเป็น เพราะวันนี้โจทย์ไม่นิ่ง แถมซับซ้อนต่างจากอดีต หากไม่ปรับเปลี่ยนมุมมองและวิธีคิดในการทำงาน อาจลำบาก และส่งผลกระทบเสียหาย
 
ยิ่งวันนี้อะไรต่อมิอะไร มักเกี่ยวพันเชื่อมโยงกับกลุ่มผลประโยชน์อื่นๆที่ไม่อาจแก้ได้โดยมิติเดียว จำเป็นต้องมองรอบด้านในมิติอื่นๆด้วย ถ้าไม่มีและใช้วิสัยทัศน์การทำงาน นอกจากไม่บรรลุถึงซึ่งผลวิสัยทัศน์แล้ว ยังอาจหลงประเด็น แก้ปัญหาหนึ่งได้แต่กลับไปก่อให้เกิดปัญหาผลกระทบอื่นๆ
 
ผลวิสัยทัศน์จะช่วยให้มองเห็นเป้าหมาย ผลลัพธ์ และรู้ทางที่จะบรรลุถึงเป้าหมายนั้น ควรใช้วิธีการใด อย่างไรในการทำงานนั้น ทำแล้วได้อะไร หวังผลอย่างไร มีวิธีการอื่นใดที่ดีกว่า และเหมาะสมกว่าหรือไม่ ในอดีตข้าราชการอาจไม่ได้สนใจในเชิงวิสัยทัศน์ ปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้บริหาร ขอเพียงตนทำงานเสร็จแล้วก็แล้วกัน อาจไม่ได้คิดไปไกลข้างหน้า
 
ทำอย่างเดิมได้ผลลัพธ์ระดับหนึ่ง
 
ทำด้วยวิสัยทัศน์ ได้ผลลัพธ์ที่สูงขึ้น
 
วิสัยทัศน์สร้างได้ง่ายๆ และหลากหลายวิธีการ สมัยที่ผู้เขียนเป็นคณบดีคณะวิทยาการจัดการและสารสนเทศศาสตร์ ม.นเรศวร แม้เป็นผู้บริหารหน่วยงานเล็กๆระดับคณะ ได้พยายามหาสูตรบริหารที่เหมาะสมมาใช้ในการทำงาน ขออนุญาตนำมาเล่าสู่กันฟังสักเล็กน้อยในที่นี้ อาทิ
 
อย่างแรก ได้ให้บุคลากรในคณะ ทุกวันจะต้องเบรกพักจิบกาแฟในช่วง 10.00-10.20 น.จัดหากาแฟ จัดหาหนังสือพิมพ์ให้ เพื่อผ่อนคลาย หยุดทำงานหันมานั่งพูดคุยกันบ้าง เรื่องอะไรก็ได้ตามอัธยาศัย อาจคุยเรื่องอื่นๆทั่วๆไปบ้าง เรื่องละครทางทีวีเมื่อคืนนี้บ้างก็สุดแล้วแต่ แต่เชื่อเถอะ  เดี๋ยวก็หันมาคุยเรื่องงาน เรื่องนั้นเรื่องนี้ถึงไหน อย่างไร มีอุปสรรคอะไรหรือไม่ ตรงไหน ถ้ามี จะช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ เรียนรู้ร่วมกันหาทางออก มองไปข้างหน้าด้วยกันในโต๊ะกาแฟ การพูดคุยเรื่องข่าวจากหนังสือพิมพ์ คุยเรื่องกลยุทธ์ของผู้บริหารองค์กรต่างๆที่หนังสือพิมพ์ไปสัมภาษณ์มาตีพิมพ์เผยแพร่ ถือเป็นการสร้างวิสัยทัศน์ให้บุคลากรของคณะ ได้มุมมองใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ  สื่อสารเป็น เป็นการสร้าง “พลัง” ความร่วมมือในการทำงาน
 
คนละ 1 มุมมองใหม่ บุคลากรคณะฯ 50 คน ก็ได้ 50 มุมมองใหม่ /วัน วิสัยทัศน์สร้างได้ด้วยการจิบกาแฟ 10-20 นาที ก่อนแยกย้ายกันไปทำงานต่อ
 
อย่างที่สอง ได้บอกรับหนังสือพิมพ์ประเภทธุรกิจที่ออกราย 3 วัน เป็นเวลา 1 ปี ให้อาจารย์ทุกคนในคณะฯจัดส่งตรงถึงห้องพักอาจารย์ อยู่คณะการจัดการไม่รู้ธุรกิจไม่ได้ ทุกเรื่องในหนังสือพิมพ์ เป็นบันไดประสบการณ์สำเร็จรูป ใช้ข่าวสารเป็นครู
 
ถือเป็นการสร้างวิสัยทัศน์อาจารย์ไม่มากก็น้อย
 
บางท่านอาจเห็นด้วย  อีกหลายๆท่านอาจมองว่าไม่จำเป็น ก็เป็นไปได้ อยู่ที่ดุลยพินิจ เนื่องจากมีหลากหลายวิธีการที่จะพิจารณาเลือกใช้
 
การบริหารเป็นศิลป์ เรียนตำราบริหารมาเล่มเดียวกัน นั่งบริหารจริงสำเร็จต่างกัน
 
ที่สำคัญ ข้าราชการยุคใหม่ มิเพียงลงมือทำในงานตรงหน้าอย่างเดียว ต้องคิดใหม่ๆ ทำใหม่ๆไม่ควรอยู่ในกรอบ  ต้อง(กล้า)คิดนอกกรอบ
 
คิดในกรอบ ได้ผลลัพธ์ระดับหนึ่ง
 
คิดนอกกรอบ ได้ผลลัพธ์ที่สูงขึ้น
 
ต้องแข่งความคิด ต้องเบียด ต้องสร้างความแตกต่าง ฉีกแนว ไม่ซ้ำใคร (แต่ต้องเข้าท่าด้วย มิใช่ออกทะเล) ฝึกเรียนรู้วิสัยทัศน์จากผู้อำนวยการกอง รองอธิบดี อธิบดี ปลัดกระทรวง ที่วันหนึ่งต้องเกษียณอายุอำลาวงการราชการตามวัฏจักรกาลเวลา และข้าราชการคนรุ่นใหม่ ย่อมจะต้องเติบโตก้าวหน้าขึ้นมาแทน อยู่ที่เราจะมีผลงาน หรือเพิ่มความเก่งให้มีอัตราส่วนสูงขึ้นเพียงใด
 
สมกับการทำหน้าที่ “ข้อต่อตรงกลาง”
 
ไพศาล อินทสิงห์
ม.นเรศวร
 
 
Advertisement

TAGS ที่เกี่ยวข้อง >>

ความคิดเห็นเกี่ยวกับ : ข้าราชการยุคใหม่กับบทบาท “ข้อต่อตรงกลาง”

เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น!

ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บไซต์ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป

ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้


Advertisement
^