LASTEST NEWS

22 มิ.ย. 256026 มิถุนายน วันสุนทรภู่ ตัวอย่างกลอนสดุดีสุนทรภู่ รวมกลอนสุนทรภู่ (ต่อ) 22 มิ.ย. 256026 มิถุนายน วันสุนทรภู่ ประวัติสุนทรภู่ ตัวอย่างกลอนสดุดีสุนทรภู่ รวมกลอนสุนทรภู่ 22 มิ.ย. 2560รับเยอะ 12 อัตรา สพม.19 เปิดสอบครูอัตราจ้าง ครูวิทย์คณิต ครูขั้นวิกฤต ครูพักนอน ครูธุรการ วุฒิป.ตรีทุกสาขา 22 มิ.ย. 2560โรงเรียนสวนอนันต์ รับสมัครครูอัตราจ้าง เงินเดือน 12,000 บาท 22 มิ.ย. 2560โรงเรียนวัดราชบพิธ รับสมัครบรรณารักษ์ เงินเดือน 15,000 บาท 22 มิ.ย. 2560โรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม รับสมัครเจ้าหน้าที่สำนักงาน (ไม่ใช้วุฒิครู) เงินเดือน 15,000บาท 22 มิ.ย. 2560"ชัยพฤกษ์" ดูแลครูรับผลกระทบวิทยฐานะใหม่ 22 มิ.ย. 2560ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 317/2560 ผลประชุมองค์กรหลัก 20 มิถุนายน 2560 22 มิ.ย. 2560โรงเรียนบ้านหนองยาง เปิดสอบครูอัตราจ้าง วุฒิปริญญาตรีทุกสาขาวิชาเอก 21 มิ.ย. 2560(วุฒิม.6 ขึ้นไป) ไม่ต้องมีวุฒิครู เปิดสอบพนักงานราชการ ครูพี่เลี้ยง เงินเดือน10,430บาท

ข้าราชการ พนักงานมหาวิทยาลัย พนักงานราชการ ปัญหาที่ยังรอการแก้ไข

  • 29 ม.ค. 2556 เวลา 06:14 น.
  • 2,373 ครั้ง
  • LINE it!
Advertisement
ข้าราชการ พนักงานมหาวิทยาลัย พนักงานราชการ ปัญหาที่ยังรอการแก้ไข

Advertisement
เพิ่มเราเป็นเพื่อนใน Line กดเลย!

นำเสนอข่าวโดย >> ทีมงานครูวันดีดอทคอม ส่งข่าวนี้ เข้าไลน์ LINE it! - +

ข้าราชการ พนักงานมหาวิทยาลัย พนักงานราชการ ปัญหาที่ยังรอการแก้ไข
ขอบคุณข้อมูลจาก มติชน ฉบับวันที่ 29 ม.ค. 2556 (กรอบบ่าย) 
 
โดย คมกฤต เมฆสกุล และสุมิตร สุวรรณ
 
          เมื่อเร็วๆ นี้ มีข่าวการชุมนุมประท้วงที่จะนัดหยุดงานของพยาบาลวิชาชีพ ซึ่งมีฐานะเป็นเพียงลูกจ้างชั่วคราวในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข จนกระทั่งรัฐบาลได้ให้คำมั่นสัญญาในการบรรจุเป็นข้าราชการ ทำให้กลุ่มสหวิชาชีพสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ประกอบด้วย เจ้าพนักงานเภสัชกรรม เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน เจ้าพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ เจ้าพนักงานรังสีการแพทย์ เจ้าพนักงานเวชสถิติ และเจ้าพนักงานโสตทัศนศึกษาทางการแพทย์ เกิดความไม่พอใจและออกมาเรียกร้องผ่านสื่อเพื่อให้ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการเช่นเดียวกับพยาบาล
 
          นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มสหวิชาชีพสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ซึ่งเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ก็ได้ออกมาเรียกร้องเพื่อให้บรรจุเป็นข้าราชการเช่นเดียวกัน เนื่องจากการจ้างในตำแหน่งพนักงานมหาวิทยาลัยหรือลูกจ้าง ทำให้บุคลากรทยอยลาออก ปีละ 100 คน ไปทำงานกับโรงพยาบาลเอกชน เพราะขาดขวัญและกำลังใจ จนเกิดภาวะขาดแคลนแพทย์และพยาบาล ส่งผลให้การดูแลรักษาผู้ป่วยในภาคใต้มีปัญหา
 
          คาดว่าปรากฏการณ์ในการเรียกร้องแบบนี้อาจเกิดขึ้นในอีกหลายหน่วยงาน
 
          เพราะเหตุใดบุคคลมากมายยังต้องการเป็นข้าราชการ??? หากมองย้อนกลับไปในอดีตเราคงเคยได้ยินคำว่า "สิบพ่อค้าไม่เท่าพระยาเลี้ยง"หมายถึง การเป็นพ่อค้าสู้เป็นขุนนางหรือข้าราชการไม่ได้ เพราะพระเจ้าแผ่นดินหรือรัฐบาลชุบเลี้ยงให้มีเงินเดือนไปจนวันตายหรือที่เรียกว่า "เงินบำนาญ" พร้อมทั้งการรักษาพยาบาลตนเองและครอบครัว ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงวางระเบียบข้าราชการพลเรือนเป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ.2471 โดยให้มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2472 เพื่อเป็นแนวทางในการเลือกสรรผู้มีความรู้และความสามารถเข้ารับราชการเป็นอาชีพ คนที่เป็นข้าราชการในยุคสมัยนั้นจึงนับว่ามีเกียรติภูมิสูงสุดของชีวิต เนื่องจากมีทั้งยศและบรรดาศักดิ์
 
          ในยุคสมัยถัดมาเมื่อโลกเข้าสู่ระบบทุนนิยมเสรีที่ใช้เงินตราเป็นหลักในการแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ การเป็นข้าราชการกลับไม่ได้รับความนิยมจากคนรุ่นใหม่เหมือนในอดีต เนื่องจากเงินเดือนน้อยเมื่อเทียบกับภาคเอกชน จึงเกิดภาวะที่เรียกว่า "สมองไหล" ประกอบกับการปฏิบัติงานของข้าราชการถูกมองในแง่ลบว่าด้อยประสิทธิภาพหรือทำงานแบบที่เรียกว่า "เช้าชาม เย็นชาม"ดังนั้น คณะกรรมการปฏิรูประบบราชการ (ค.ป.ร.) จึงมีแนวคิดในการปฏิรูประบบราชการเพื่อการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและการลดรายจ่ายภาครัฐ โดยการลดจำนวนข้าราชการลง ไม่บรรจุอัตราใหม่ทดแทนผู้ที่เกษียณอายุราชการ โดยเฉพาะในช่วงหลังภาวะวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 เป็นต้นมา
 
          คำใหม่ๆ จึงได้ถูกสร้างขึ้นมาใช้ในระบบราชการไทย เช่น คำว่า "พนักงานมหาวิทยาลัย" แทน "ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย" เช่น มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2542 ให้สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ จ้างพนักงานมหาวิทยาลัยทดแทนอัตราข้าราชการทั้งหมดที่เกษียณอายุราชการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2542 เป็นต้นมา โดยให้สำนักงบประมาณจัดสรรงบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับการจ้างในหมวดเงินอุดหนุนทั่วไป โดยบุคลากรสายผู้สอนจ้างในอัตราข้าราชการแรกบรรจุซึ่งเป็นอัตราในปัจจุบันบวกด้วยอัตราเพิ่มอีกร้อยละ 70 หรือ 1.7 เท่า ส่วนบุคลากรสายสนับสนุนจ้างในอัตราข้าราชการแรกบรรจุซึ่งเป็นอัตราในปัจจุบันบวกด้วยอัตราเพิ่มอีกร้อยละ 50 หรือ 1.5 เท่า ซึ่งหวังว่าระบบใหม่นี้จะดึงดูดและรักษาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถสูงให้เข้ามาทำงานในมหาวิทยาลัยได้
 
          นับถึงปัจจุบันผ่านมากว่า 13 ปีแล้ว มีมหาวิทยาลัยของรัฐและมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐเพียง 8 แห่ง จากทั้งหมด 79 แห่งเท่านั้น ที่กำหนดอัตราค่าจ้างอาจารย์คุณวุฒิปริญญาเอกในอัตรา 1.7 เท่าของอัตราข้าราชการแรกบรรจุหรือสูงกว่า
 
          ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม และมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
 
          ซ้ำร้ายเมื่อมีการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการในหลายครั้ง พนักงานมหาวิทยาลัยกลับถูกลืมซึ่งไม่ได้รับการปรับขึ้นเงินเดือนจากมติคณะรัฐมนตรี
 
          นอกจากนี้ หลักการที่เคยกล่าวกันไว้ว่า สวัสดิการและสิทธิประโยชน์เกื้อกูลต่างๆ ของพนักงานมหาวิทยาลัย รวมกันแล้วจะไม่น้อยกว่าระบบราชการเดิม ในความเป็นจริงกลับไม่เป็นเช่นนั้น พนักงานมหาวิทยาลัยถูกกำหนดโดยพันธสัญญาจ้างทำให้ขาดความมั่นคงต่อวิชาชีพ และถูกผลักภาระจากรัฐให้ได้รับการรักษาพยาบาลจากการประกันสังคมซึ่งมีปัญหาทั้งเรื่องคุณภาพยาและการให้บริการ เข้าในทำนอง "บริการทุกระดับ คับแค้นใจ" เลยก็ว่าได้ ผลประโยชน์เกื้อกูลต่างๆ เช่น เงินค่าตอบแทนประจำตำแหน่งทางวิชาการ เช่น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ ก็ไม่ได้รับเงินค่าตอบแทนอีก 1 เท่าเช่นเดียวกับข้าราชการ
 
          ดังนั้น คงไม่ต้องตกใจหากปรากฏข่าวว่าอาจารย์ในมหาวิทยาลัยลาออกไปสอบบรรจุเป็นข้าราชการ โดยเฉพาะอาจารย์อัตราจ้างในโรงเรียนสาธิตบางแห่งที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู
 
          ณ วันนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (กพอ.) ได้เล็งเห็นปัญหาดังกล่าว จึงได้ตั้งคณะอนุกรรมการปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา โดยมีท่านมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธาน เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวในระยะยาวแล้ว โดยไม่ต้องให้อาจารย์ทั้งหลายนัดหยุดการเรียนการสอนเพื่อมาประท้วงที่ทำเนียบรัฐบาล แต่คงอีกนานกว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้จะผ่านรัฐสภา
 
          อีกคำหนึ่งในระบบใหม่ชื่อว่า "พนักงานราชการ" กำเนิดขึ้นภายหลังการปรับปรุงโครงสร้างส่วนราชการตามการปฏิรูประบบราชการ พ.ศ.2545 โดยสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ได้นำระบบลูกจ้างสัญญาจ้างเดิม มาปรับรูปแบบการจ้างงานในหน่วยงานภาครัฐให้มีความ หลากหลาย เพื่อให้เกิดความเหมาะสมในการใช้กำลังคนภาครัฐและให้การปฏิบัติราชการมีความคล่องตัวเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยสอดคล้องตามแนวทางการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ รวมทั้งขยายให้ครอบคลุมถึงการจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษา โดยต่อมามีออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วย พนักงานราชการ พ.ศ.2547 เพื่อดึงดูดใจและแสดงสถานะที่ชัดเจนมากขึ้น
 
          ผลกลับไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์อีกเช่นเดิม ด้วยสถานภาพที่ขาดความมั่นคงด้วยการทำสัญญาจ้างทุก 4 ปี รวมทั้งการลดสวัสดิการบางอย่างลง อาทิ ไม่ได้รับค่าเช่าบ้าน ไม่ได้รับการรักษาพยาบาลตนเองและครอบครัว โดยให้ไปใช้การประกันสังคมแทน และไม่ได้รับเงินบำเหน็จบำนาญ เป็นต้น
 
          การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องมาจากระบบราชการที่มีขนาดใหญ่และไม่มีประสิทธิภาพในการทำงาน รวมทั้งการไม่สามารถแข่งขันในเรื่องค่าตอบแทนกับภาคเอกชนและการลดค่าใช้จ่ายภาครัฐ แต่กลับกลายเป็นผลร้ายต่อระบบราชการไทยและประเทศไทย เมื่อพวกเขาเหล่านั้นที่เข้ามาทำงานใหม่มีฐานความคิดที่พร้อมจะไปทำงานที่อื่นเมื่อมีโอกาสที่ดีกว่า (บางคนที่ต้องทนทำงานอยู่เพราะไม่มีที่จะไปก็มี) เพราะเขารู้ว่าคำใหม่เหล่านี้ทั้งพนักงานมหาวิทยาลัย พนักงานราชการ พนักงานประจำตามสัญญาจ้าง พนักงานจ้างเหมา ลูกจ้างชั่วคราว และอื่นๆ ซึ่งไม่มีความมั่นคงในชีวิตการทำงาน ผนวกกับเงินเดือนที่น้อยนิดเมื่อเทียบกับภาคเอกชน
 
          ดังนั้น ไม่ว่าเราจะเปลี่ยนชื่อไปอย่างไรก็ตาม ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาในระบบราชการไทยได้ ซ้ำร้ายจะเพิ่มความอ่อนแอมากขึ้นด้วยซ้ำ ตราบเท่าที่วิธีการทำงานของเรายังทำกันเหมือนเดิมในแบบ "ลูบหน้าปะจมูก" ซึ่งไม่กล้าเอาคนผิดมาลงโทษหรือเอาคนที่ย่อหย่อนประสิทธิภาพออก
 
          อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดที่เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกคนควรตระหนักเสมอก็คือ เงินเดือนและสวัสดิการที่พวกเราได้รับล้วนมาจากเงินภาษีของประชาชนทั้งสิ้น
 
 
Advertisement
Advertisement

TAGS ที่เกี่ยวข้อง >>

ความคิดเห็นเกี่ยวกับ : ข้าราชการ พนักงานมหาวิทยาลัย พนักงานราชการ ปัญหาที่ยังรอการแก้ไข

เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น!

ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บไซต์ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป

ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้

^