LASTEST NEWS

26 เม.ย. 2562สั่งก.พ.อ.หาทางเยียวยาขึ้นเงินเดือนขรก.อุดมฯ 8%ให้เท่ากับค่าตอบแทนของครู รวมทั้งดูข้อกม.ย้อนหลังได้หรือไม่ 26 เม.ย. 2562กศจ.สระแก้ว เรียกบรรจุครูผู้ช่วย 36 อัตรา - รายงานตัว 1 พ.ค.2562 26 เม.ย. 2562ประกาศแล้ว! กศจ.ปทุมธานี เรียกบรรจุครูผู้ช่วย รอบ 3 จำนวน 233 อัตรา - รายงานตัว 16 พ.ค.2562 26 เม.ย. 2562สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดสอบพนักงานราชการ 12 อัตรา สมัคร 29เม.ย.-3พ.ค.2562 26 เม.ย. 2562เช็กด่วน! สำนักงาน ก.พ. ประกาศรายชื่อผู้สมัครสอบ ก.พ. ภาค ก ปี 2562 แล้ว 25 เม.ย. 2562ศธจ.สมุทรปราการ เตรียมเรียกบรรจุครูผู้ช่วย รอบใหม่ 30 เม.ย.62 นี้ 25 เม.ย. 2562กศจ.ปทุมธานี เรียกบรรจุล็อตใหญ่ 233 อัตรา - รายงานตัว 16 พ.ค.2562 25 เม.ย. 2562คูปองครูมาแล้ว! สถาบันคุรุพัฒนา ประกาศรับรองหลักสูตรอบรมครู ปีงบประมาณ2562  25 เม.ย. 2562สพฐ.เห็นด้วยปรับข้อสอบ TCAS เพิ่มวัดทักษะอนาคต 25 เม.ย. 2562ขึ้นบัญชีครูผู้ช่วยมีเฮ สพฐ.ได้อัตราคืน 11,839 อัตรา น่าจะบรรจุ​ ไม่เกิน​กันยายน​62

มองย้อนหลังไปการศึกษาไทยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

  • 19 ม.ค. 2562 เวลา 06:31 น.
  • 683 ครั้ง
  • LINE it!
Advertisement
มองย้อนหลังไปการศึกษาไทยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?
Advertisement

นำเสนอข่าวโดย >> ทีมงานครูวันดีดอทคอม ส่งข่าวนี้ เข้าไลน์ LINE it! - +

มองย้อนหลังไปการศึกษาไทยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

เนื่องในวันครู 16  มกราคม 2562  อยากถ่ายทอดมุมมองด้านการศึกษาในบ้านเราจากมุมคิดส่วนตัวที่เติบโตมากับโรงเรียนและมหาวิทยาลัยในประเทศ อีกทั้งยังทำงานอยู่ในมหาวิทยาลัยเอกชนและมหาวิทยาลัยมากว่า 20 ปี พบว่า การจัดการศึกษาของบ้านเราถูกเปลี่ยนปรัชญาเปลี่ยนเป้าหมายไปนานแล้ว  จึงส่งผลให้เกิดสภาพภาวะวิกฤติทั้งระบบในปัจจุบัน

เดิมทีในยุคเริ่มต้นของการจัดให้มีสถานศึกษาทุกระดับ เพราะเราเชื่อว่าการศึกษาจะช่วยพัฒนาคนเพื่อให้คนที่สำเร็จการศึกษาออกไปพัฒนาประเทศชาติ ดังนั้นจึงได้เปิดการเรียนการสอนในศาสตร์หรือสาขาวิชาต่างๆที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศในเวลานั้น  แม้ว่าจะไม่มีความพร้อมด้านองค์ความรู้หรือบุคลากรที่จะมาเป็นครูอาจารย์แต่ก็หาหนทางจนสามารถสร้างคนที่มีศักยภาพออกไปพัฒนาประเทศชาติได้

หนึ่งในวิธีหาทางแก้ไขความขาดแคลนสถานศึกษาและบุคลากรในยุคแรก คือการให้เอกชนสามารถจัดตั้งสถาบันอุดมศึกษาได้เพื่อช่วยแบ่งเบาการจัดการศึกษาของภาครัฐ และต้องยอมรับว่าการจัดการศึกษาในยุคเริ่มแรกนั้น  ผลิตคนในศาสตร์ที่ยังขาดแคลนหรือยังไม่เคยมีจัดการเรียนการสอนในประเทศของเรา อาทิ นิเทศศาสตร์หรือการสื่อสาร  จึงทำให้ผู้ที่สำเร็จการศึกษามีงานทำเกือบทั้งหมด   การมีงานทำและมีเงินเดือนประจำของผู้สำเร็จการศึกษาคือแรงจูงใจที่ดึงแรงงานและลูกหลานจากภาคการเกษตรของบ้านเราให้เข้ามาสู่ระบบการศึกษาในระดับอุดมศึกษาเพิ่มขึ้น  ส่งผลให้สถานศึกษาของรัฐและเอกชนขยายตัวอย่างรวดเร็ว  ด้วยสิ่งเร้าที่เรียกว่า “ค่าบำรุงการศึกษา” หรือค่าเทอม  โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเอกชน มีการเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว  รายงานประจำปี พ.ศ.2543 ของทบวงมหาวิทยาลัยพบว่า มีมหาวิทยาลัยเอกชน 22 แห่ง วิทยาลัยและสถาบันฯ เอกชนอีก 28 แห่ง รวม 50 แห่ง  เมื่อมีความต้องการของผู้เรียน จึงมีการตอบสนอง  และนั่นเป็นจุดเปลี่ยนของปรัชญาการศึกษาที่จะสร้างคนในศาสตร์สาขาวิชาที่จำเป็นต่อการพัฒนาชาติ  ไปสู่การผลิตบัณฑิตให้ได้มากที่สุด  โดยไม่ได้คำนึงว่าผู้สำเร็จการศึกษาบางสาขาวิชานั้น “มากเกินความจำเป็น” แล้ว



ในความเป็นจริงแล้วหลายหลักสูตร หลายสาขาวิชาควรจะปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ 20 ปีมาแล้ว  โดยเฉพาะบางสาขาวิชาทางด้านมนุษยศาสตร์  สังคมศาสตร์ที่ไม่มีการประยุกต์หรือผสานองค์ความรู้ที่ทันต่อการพัฒนาประเทศ  เพราะในขณะที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกปี  แต่เป้าหมายของการจัดการศึกษายังคงเดิมคือ “มุ่งหาผู้เรียนให้ได้มากที่สุด”  เพราะนั่นเป็นแหล่งรายได้ที่จะทำให้องค์กรอยู่รอด  ไม่เว้นแม้กระทั่งสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ  หากติดตามสถานการณ์ของสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยจะเห็นได้ว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาจำนวนผู้เรียนลดลง  และถ้าเอาวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ PLC (Product Life Cycle) มองปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ก็จะเห็นว่าสถาบันอุดมศึกษาไทยทั้งระบบอยู่ในช่วง ถดถอย (Decline) ผู้ที่เรียนทางการตลาดจะรู้ดีกว่าเมื่อผลิตภัณฑ์มาถึงจุดนี้จะต้องทำอย่างไร  และนั่นเป็นสิ่งที่มหาวิทยาลัยเอกชนในประเทศไทยกำลังทำอยู่ในขณะนี้

สภาวะของการศึกษาไทยทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ ได้รับผลกระทบไม่ต่างกัน  เพราะต่างก็มุ่งเป้าที่จะรักษายอดผู้เรียนให้ได้ตามที่ต้องการ  เพราะเรื่องจริงก็คือ “ผู้เรียน” คือแหล่งรายได้คือแหล่งงบประมาณ ที่จะนำมาบริหารจัดการและทำให้บุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา “มีงานทำ” มีเงินเดือน  แม้ว่าจะต้องทุ่มงบประมาณไปกับการโฆษณาประชาสัมพันธ์ปรับปรุงหลักสูตรให้ดูทันสมัยเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ “ลูกค้า” เลือกที่จะมาเรียนกับตน แต่หากมองให้ครบทั้งระบบและดูจากสถิติผู้เรียนแล้วก็พอจะเห็นภาพลางๆว่า “เหนื่อยแน่”  เช่นเดียวกับสื่อสิ่งพิมพ์ในยุคอะนาล็อก หรือ สถานีโทรทัศน์ดิจิทัล เพราะลูกค้าหรือผู้เรียนในปัจจุบันมีทางเลือกมากกว่า  เมื่อสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ไม่น่าพอใจไม่ตอบโจทย์ ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อ  หรือสรุปด้วยข้อความที่เข้าใจง่ายๆก็คือ “ลงทุนเรียนจนจบแล้วตกงานจะเรียนไปทำไม”  เลิกโทษปัจจัยภายนอกอย่างเศรษฐกิจ  อัตราการเกิดของคน หรือแม้แต่เทคโนโลยี  แต่น่าจะย้อนกลับไปดูได้แล้วว่าที่จริงแล้วเราควรมีสถาบันอุดมศึกษาไว้เพื่ออะไรกันแน่ครับ

(เรื่อง : อาจารย์กมลวรรธ  สุจริต อาจารย์ประจำภาควิชานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่/ภาพ : อินเตอร์เน็ต,oer.learn.in.th)

ขอบคุณเนื้อหาและข้อมูลข่าวจาก :: หนังสือพิมพ์บางกอกทูเดย์ วันที่ 18 มกราคม 2562
Advertisement

TAGS ที่เกี่ยวข้อง >>

^