LASTEST NEWS

19 ก.ย. 2560กศจ.อุดรธานี เปิดรับสมัครคัดเลือกทุนครูคืนถิ่น ตำแหน่งครูผู้ช่วย 101 อัตรา 19 ก.ย. 2560ครม.ตั้งผู้บริหารศธ.ระดับ 10 ใน 6 ตำแหน่ง 19 ก.ย. 2560ถกปมอำนาจโยกย้ายผู้บริหาร-ครู 22ก.ย.นี้ 19 ก.ย. 2560กสถ. พบเบาะแสนายหน้าวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งสอบบรรจุ อปท. 19 ก.ย. 2560วิทยาลัยเทคโนโลยีทักษิณอาชีวศึกษา รับสมัครครู10อัตรา/เจ้าหน้าที่ธุรการ1อัตรา(ปวส.ทุกสาขา) 19 ก.ย. 2560โรงเรียนวัดคุ้งยาง รับสมัครครูอัตราจ้างรายเดือนแก้ปัญหาขาดแคลนครู (15-25ก.ย.60) 19 ก.ย. 2560หลักสูตรครูเก่า เข้าสู่กระบวนการขอใบประกอบวิชาชีพครู ตั้งแต่ พ.ศ. 2546 -ปัจจุบัน ไม่ทัน ทำอย่างไร 19 ก.ย. 2560(ไม่ต้องผ่านภาค ก ) 19 อัตรา กรมสุขภาพจิต เปิดสอบพนักงานกระทรวงสาธารณสุข (สมัคร18-29ก.ย.60) 18 ก.ย. 2560ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 11 รับสมัครพี่เลี้ยงเด็กพิการ วุฒิ ม.3 เงินเดือน 9,000 บาท 18 ก.ย. 2560(วุฒิป.ตรีทุกสาขา+วุฒิครู) ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 11 เปิดสอบพนักงานราชการครู

วิจัยชี้ชัด ร.ร.อยู่รอดต้องปฏิบัติตามนโยบายล่างสู่บน

  • 19 ส.ค. 2560 เวลา 10:08 น.
  • 5,941 ครั้ง
  • LINE it!
Advertisement
วิจัยชี้ชัด ร.ร.อยู่รอดต้องปฏิบัติตามนโยบายล่างสู่บน

Advertisement
เพิ่มเราเป็นเพื่อนใน Line กดเลย!

นำเสนอข่าวโดย >> ทีมงานครูวันดีดอทคอม ส่งข่าวนี้ เข้าไลน์ LINE it! - +

วิจัยชี้ชัด ร.ร.อยู่รอดต้องปฏิบัติตามนโยบายล่างสู่บน

เผยวิจัย แจงร.ร.ที่อยู่รอด ปฏิรูปการศึกษาประสบผลสำเร็จ ต้องขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาจากล่างสู่บน พลิกหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่ใช่การปฏิรูปแบบครึ่งๆกลางๆ
        จากการที่ได้ทำวิจัย เรื่องการสังเคราะห์รูปแบบการจัดการเรียนรู้ชุมชน โดยใช้การวิจัยเป็นฐาน ผ่านเก็บข้อมูลภาคสนามทุกจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาจากล่างสู่บน โดยได้รับทุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิดเผยว่าโรงเรียนที่อยู่รอด เป็นแม่เหล็กของสังคมที่ดึงดูดคนมาเรียนได้ จะต้องเป็น โรงเรียนที่มีลักษณะดังนี้ ประการแรก เป็นโรงเรียนที่เปลี่ยนมุมมองจากการปฏิบัติตามนโยบายเป็นจากล่างสู่บน ประการที่สอง มีการกระจายอำนาจในรูปแบบ 60-20-20 คือ อำนาจการบริหารจัดการเป็นของโรงเรียนร้อยละ 60 , คณะกรรมการการศึกษาจังหวัด (กศจ.) ร้อยละ 20 ,อำนาจของกระทรวงศึกษาธิการร้อยละ 20 ประการที่สาม เป็นโรงเรียนนิติบุคคลและ มีโรงเรียนเครือข่าย โดยโรงเรียนกลุ่มนี้จะทำงานเป็นเครือข่ายร่วมกับโรงเรียนอื่นและชุมชน เพื่อแลกเปลี่ยนวิธีการคิด งบประมาณ  สร้างนวัตกรรม มีงานวิชาการและงานวิจัยรองรับ มีการลงมือปฏิบัติ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา และสามารถให้คำตอบเชิงนโยบายได้ ที่สำคัญในความเป็นนิติบุคคลควรต้องมีกฎหมายรองรับเขียนอำนาจหน้าที่ไว้ให้ชัดเจน

       ทั้งนี้ ส่วนระดับ กศจ. จะต้องแบ่งงานกับ ศึกษาธิการภาค และศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.)ให้ชัดเจน สำหรับกระทรวงศึกษาธิการนั้น ตนมีข้อเสนอให้บริหารจัดการโดยไม่มีกรม มีแต่ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และแบ่งงานโดยรวมกลุ่มงานเป็นคลัสเตอร์  4-5 กลุ่ม อาทิ กลุ่มที่ทำหน้าที่ดูแลเชิงนโยบาย แผนการศึกษา กฎหมายการศึกษา ,กลุ่มงานวิจัย หลักสูตร สร้างนวัตกรรม ,กลุ่มงบประมาณ, กลุ่มกำกับติดตามตรวจสอบ โดยเป็นการทำงานเชิงบูรณาการ ไม่มีแท่งใครแท่งมัน หรือ กรมใครกรมมัน แต่จะทำงานตามเนื้องาน


        “ผู้บริหารโรงเรียนต้องกล้าคิดนอกกรอบ ซึ่งเรามีตัวอย่างโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จเป็นต้นแบบ เช่น กลุ่มเครือข่ายโรงเรียนบ้านเกาะคา จ.ลำปาง, กลุ่มเครือข่ายบ้านคูเมือง จ.อุบลราชธานี เป็นต้น หากสามารถเปลี่ยนวิธีคิดให้ขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาจากล่างสู่บนได้ผล จะทำให้การปฏิรูปการศึกษาประสบผลสำเร็จ ในลักษณะพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ ตอบโจทย์ประเทศได้ ไม่ใช่การปฏิรูปแบบครึ่งๆกลางๆ ลูบหน้าปะจมูกอย่างที่ทำอยู่” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

ขอบคุณเนื้อหาและข้อมูลข่าวจาก :: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก  วันที่ 16 สิงหาคม 2560
Advertisement
ติดตามข่าว บน Facebook กด Like เพื่อไม่พลาดข่าว !

Advertisement

TAGS ที่เกี่ยวข้อง >>

^