LASTEST NEWS

03 ธ.ค. 2559(ไม่ต้องผ่านภาค ก) วุฒิป.ตรี เงินดือน 27,130 บาท ส.ป.ก.เปิดรับสมัครพนักงานราชการ 03 ธ.ค. 2559รบ.เร่งจัดทำปฏิทินวันหยุดปี’60 เตรียมจัด จุดเทียน-สวดมนต์ข้ามปีทั่วประเทศ​ 03 ธ.ค. 2559กศจ.สงขลา เรียกบรรจุครูผู้ช่วย 47 อัตรา รายงานตัว 13 ธันวาคม 2559 02 ธ.ค. 2559ฝาก ศธ.สอนเด็กยอมรับการคิดต่างแต่มีจุดลงตัวร่วมกัน 02 ธ.ค. 2559(ไม่ต้องมีวุฒิครู) รับป.ตรีทุกสาขา สพป.นครสวรรค์ เขต 3 เปิดสอบครูธุรการ 2 อัตรา เงินเดือน15,000บาท 02 ธ.ค. 2559มติบอร์คุรุสภาไม่รับอุทธรณ์จาก ม.กรุงเทพธนบุรี 02 ธ.ค. 2559ขำลั่นโรงเรียน !! ท่าน ผอ. อารมณ์ดี ร่ายกลอนลำแนะนำตัวรับตำแหน่งใหม่ 01 ธ.ค. 2559บอร์ดคุรุสภาไม่รับอุทธรณ์มกธ.เยียวยา ‘2.5 พัน’ มหาบัณฑิต เห็นชอบร่างเกณฑ์ให้ผู้จบสาขาอื่น ขอใบอนุญาตฯได้ 01 ธ.ค. 2559ผอ.โรงเรียนตามเกณฑ์ใหม่ไม่ต้องจบโทบริหารก็ได้ 01 ธ.ค. 2559กสถ.คัดเลือกมหา'ลัยไม่ลงตัว ส่อเลื่อนสมัครสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น

มนุษย์เงินเดือน เฮอีกแล้ว

  • 21 เม.ย. 2559 เวลา 18:04 น.
  • 37,907 ครั้ง
  • LINE it!
Advertisement
มนุษย์เงินเดือน เฮอีกแล้ว

Advertisement
เพิ่มเราเป็นเพื่อนใน Line กดเลย!

นำเสนอข่าวโดย >> ทีมงานครูวันดีดอทคอม ส่งข่าวนี้ เข้าไลน์ LINE it! - +

มนุษย์เงินเดือน เฮอีกแล้ว
โดย สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP

ขอแสดงความเสียใจกับญาติ เพื่อนสนิทของผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บในช่วงเทศกาลวันสงกรานต์ที่ผ่านมา ทั้งนี้สรุปยอดรวมอุบัติเหตุทางถนนตลอด 7 วัน ระหว่างวันที่ 11-17 เม.ย.2559 เกิดอุบัติเหตุรวม 3,447 ครั้ง ผู้เสียชีวิตรวม  442  ราย ผู้บาดเจ็บ รวม 3,656  ราย แม้ว่าภาครัฐจะรณรงค์ "สงกรานต์ปลอดภัย ส่งเสริมวัฒนธรรมไทย” ทั้งการเตือน การยึดรถ ฯลฯ แต่ก็ยังมีอุบัติเหตุและผู้เสียชีวิตมากมายทุกปี สะท้อนอย่างหนึ่งครับว่า หากเราไม่ปรับที่ตัวเราเอง การรณรงค์อย่างไรก็ไร้ผล เหมือนอย่างประสบการณ์ของผมเองก็เช่นกัน ปัญหาทางการเงินของคนไทยส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการไม่มีความรู้ แต่เกิดจากทัศนคติของการบริหารเงิน คือ ชอบใช้เงินในอนาคต มองแต่ความสุขในปัจจุบัน ไม่มองความเสี่ยงที่จะเกิดในอนาคต ก็หวังนะครับว่า รัฐบาลจะสามารถรณรงค์ให้ประชาชนมีจิตสำนึกที่ดีของการมีวินัยจราจรเหมือนอย่างที่รณรงค์ให้คนไทยสูบบุหรี่น้อยลงที่สำเร็จมาแล้ว

พูดเรื่องสงกรานต์ ก็อยากขอพูดถึงของขวัญหลังสงกรานต์ที่รัฐบาลให้ครับ ก็คือ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ 19 เมษายนที่ผ่านมาได้มีมติอนุมัติปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยคนที่ได้ประโยชน์มากที่สุดก็น่าจะเป็นมนุษย์เงินเดือน เพราะมีการปรับเพิ่มการหักค่าใช้จ่ายของเงินได้มาตรา 40(1) และ (2) จาก 40% ของเงินได้แต่ไม่เกิน 60,000 บาท เป็น 50% ของเงินได้แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งหากเทียบกับเงินได้มาตราอื่นๆ เช่น 40(5) (6) (7) (8) เงินได้พวกนั้นกำหนดเป็นเปอร์เซนต์ของเงินได้และไม่มีกำหนดเพดาน ทำให้ผู้มีเงินได้ประเภทอื่น เมื่อมีเงินได้มากขึ้นก็จะหักค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น แต่สำหรับมนุษย์เงินเดือนกลับต่างไป คือ มีเงินได้มากขึ้นก็จะหักค่าใช้จ่ายได้มากขึ้นถึงระดับหนึ่งเท่านั้น (ของเดิมหักค่าใช้จ่ายได้เต็มที่ 60,000 บาท ตามมติ ครม. หักได้สูงสุด 100,000 บาท) หลังจากนั้น เงินได้มากขึ้น ก็หักค่าใช้จ่ายได้เท่าเดิม ทำให้เงินได้สุทธิของมนุษย์เงินเดือนจะสูงกว่าเงินได้สุทธิของผู้มีเงินได้ประเภทอื่นที่ฐานเงินได้เท่ากัน ทำให้มนุษย์เงินเดือนเป็นผู้ที่รักชาติมากที่สุด เสียภาษีให้กรมสรรพากรมากที่สุด การปรับตรงนี้ไม่ยังมีเพดานอยู่ แต่ก็ยังดีที่ขยายเพดานให้เป็น 50% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท

ส่วนการปรับโครงสร้างอื่นๆ ก็เป็นการปรับในเรื่องค่าลดหย่อน คือ ปรับเพิ่มค่าลดหย่อนส่วนตัวจาก 30,000 บาท เป็น 60,000 บาท และปรับเรื่องค่าลดหย่อนบุตรจากเดิมกำหนดไว้ไม่เกิน 3 คนๆละไม่เกิน 15,000 บาท รวมกับค่าการศึกษาอีก 2,000 บาท เป็นไม่จำกัดจำนวน คนละ 30,000 บาท เข้าใจว่าการปรับค่าลดหย่อนบุตรแบบไม่จำกัดจำนวนบุตร ก็เพราะปัจจุบันสังคมไทยเป็นสังคมคนสูงอายุ อัตราการเกิดน้อยลง ทำให้ในอนาคตจะมีปัญหาทางเศรษฐกิจได้ แต่การปรับค่าลดหย่อนบุตรตรงนี้ผมคิดว่าไม่น่าจะได้ผล เพราะภาระค่าใช้จ่ายของการมีบุตร 1 คนสูงมาก คงไม่มีใครที่จะมีบุตรเพิ่มขึ้นเพราะค่าลดหย่อนตรงนี้ คิดไปคิดมาก็นึกถึงภาษีคนโสดที่มีนักวิชาการเสนอความคิดมาเมื่อปี 2013 อันนั้นน่าจะได้ผลมากกว่า

ส่วนเรื่องสุดท้ายที่มีการปรับคือ การปรับโครงสร้างภาษี เพราะแต่เดิมอัตราภาษีที่แท้จริงขั้นสูงสุดของบุคคลธรรมดาอยู่ที่ 35% เทียบกับอัตราภาษีที่แท้จริงของเจ้าของธุรกิจที่อยู่ที่ 28% ทำให้คนที่มีเงินได้สูงๆวางแผนภาษีเงินได้ด้วยการจัดตั้งบริษัทกันใหญ่ ก็นอกจากหักค่าใช้จ่ายได้ไม่จำกัดแล้ว ยังเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่ามากด้วย เท่ากับ 35% – 28%= 7% สรุป ก็คือ คนรวยก็ยังเสียภาษีน้อยกว่าที่ควรจะเสียอยู่ดี ซึ่งจากการติดตามข่าวมาตลอด ก็เข้าใจว่าทางรัฐบาลจะปรับโครงสร้างภาษีเงินได้ตรงนี้ให้เหมาะสม คือ ให้อัตราภาษีที่แท้จริงทั้งบุคคลธรรมดาและเจ้าของธุรกิจใกล้เคียงกัน แต่ตามมติ ครม. ที่ออกมา ก็ค่อนข้างผิดหวัง คือ มีการปรับโครงสร้างเพียงปรับฐานเงินได้สุทธิที่ต้องเสียภาษีในอัตรา 35% จาก 4 ล้านบาท เป็น 5 ล้านบาทเท่านั้น ดังนั้น คนรวยที่มีเงินได้มากๆ ก็คงวางแผนภาษีโดยการตั้งบริษัทเหมือนเดิม ส่วนคนทั่วไป ก็คงไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการปรับตรงนี้ เพราะคนที่มีเงินได้สุทธิระหว่าง 4 - 5 ล้านบาทคงมีไม่เยอะ

แต่อย่างไรก็ตาม มีน้อย ดีกว่าไม่มี ก็ขอขอบพระคุณรัฐบาลอย่างสูงสำหรับน้ำใจในครั้งนี้ครับ

ท่านที่สนใจบทความทางการเงินที่ผมได้เขียนเองและได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆสำหรับเผยแพร่ให้ท่านผู้สนใจทุกท่าน ขอเชิญไปกด Like ได้ที่ page ใน face book ชื่อ Sathit CFP เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารต่อไปได้ครับ...

ขอบคุณเนื้อหาและข้อมูลข่าวจาก :: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ วันที่ 21 เมษายน 2559 เวลา 10:12 น.
 
Advertisement

TAGS ที่เกี่ยวข้อง >>

^