LASTEST NEWS

30 เม.ย. 2560รัฐทุ่มเงินเดือนหลักแสน ชวนคนเก่งรับราชการ 30 เม.ย. 2560รถส่วนกลางใช้เป็นรถประจำตำแหน่งมิได้ 30 เม.ย. 2560สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดสอบพนักงานราชการ วุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า 30 เม.ย. 2560ด่วนที่สุด! การจัดสรรงบประมาณปี พ.ศ. 2560 เพื่อเป็นค่าตอบแทนจ้างครูสาขาขาดแคลน ครั้งที่ 2 30 เม.ย. 2560ด่วนที่สุด การจัดสรรงบประมาณปี พ.ศ. 2560 ค่าตอบแทนจ้างครูขาดแคลนขั้นวิกฤต 8,180 อัตรา ครั้งที่2 30 เม.ย. 2560แชร์เลย! คัดตำแหน่งงานว่าง จำนวน 1,652 อัตรา เปิดสอบรับราชการ งานราชการ รัฐวิสาหกิจ ที่กำลังรับสมัคร 29 เม.ย. 2560รวมลิงค์! ประกาศผลการสอบแข่งขันฯ ตำแหน่งครูผู้ช่วย (รอบทั่วไป) ปีพ.ศ.2560 29 เม.ย. 2560แนวทางการอ่านหนังสือสอบบรรจุครูผู้ช่วย 29 เม.ย. 2560แนวทางการสอบครูผู้ช่วย จากผู้มีประสบการณ์ ได้เรียกบรรจุรอบแรก 28 เม.ย. 2560คุรุสภาประกาศรายชื่อผู้ผ่านการรับรองความรู้ฯ โดยการเทียบโอน

การบ้านจำเป็นสำหรับเด็กประถมหรือไม่? / ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ

  • 28 มี.ค. 2559 เวลา 12:57 น.
  • 2,937 ครั้ง
  • LINE it!
Advertisement
การบ้านจำเป็นสำหรับเด็กประถมหรือไม่? / ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ

Advertisement
เพิ่มเราเป็นเพื่อนใน Line กดเลย!

นำเสนอข่าวโดย >> ทีมงานครูวันดีดอทคอม ส่งข่าวนี้ เข้าไลน์ LINE it! - +

การบ้านจำเป็นสำหรับเด็กประถมหรือไม่? / ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ 

       
จากการศึกษาพบว่า ไม่มีงานวิจัยชิ้นใดที่บ่งชี้ชัดว่าการบ้านจะช่วยพัฒนาการเรียนของเด็กวัยประถมศึกษาได้ งานวิจัยของมหาวิทยาลัยดุ๊ก แห่งสหรัฐอเมริกา พบว่า นอกจากการบ้านไม่ได้ช่วยให้เด็กมีการพัฒนาทางด้านการเรียนที่ดีขึ้นแล้ว คุณพ่อคุณแม่ยังต้องต่อสู้ เสียทั้งความรู้สึก เสียทั้งน้ำตา ที่ต้องช่วยทำการบ้านกับลูก และช่วงเวลาที่เสียไปนั้นไม่ได้ช่วยให้ลูกมีการเรียนที่ดีขึ้น

       
       ครอบครัวมากมายหลายล้านครอบครัวต้องต่อสู้กับลูกในการทำการบ้านทุกค่ำคืน การให้การบ้านอาจถือว่าเป็นการฝึกความรับผิดชอบ ช่วยให้เด็กเข้าใจในภาคปฏิบัติ แต่บางครั้งการบ้านที่ยากเกินไปสำหรับเด็ก หรือบางครั้งอาจจะยากไปสำหรับผู้ปกครองด้วยซ้ำไม่สามารถช่วยลูกให้รักการเรียนได้ จากสภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เด็กต้องทำการบ้านในแทบทุกวิชาที่เรียน แม้ว่าการบ้านจะถือว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์กับเด็กแต่ต้องขึ้นอยู่กับอายุของเด็กเป็นสำคัญด้วย
       
       สำหรับเด็กในวัยประถมศึกษา งานวิจัยค้นพบว่า การศึกษาและเรียนรู้ในชั้นเรียนทำให้เด็กเรียนรู้และได้ผลดีมากกว่าการที่ต้องกลับมาทำการบ้านที่บ้านหลังจากเลิกเรียน เพราะนั้นเป็นเหมือนงานที่เพิ่มมากขึ้นจากเดิม เช่นเดียวกับในช่วงมัธยมต้น ความสัมพันธ์ระหว่างการบ้านกับความสำเร็จทางด้านของวิชาการนั้นจะขึ้นอยู่กับการเรียนรู้ในชั้นเรียนมากกว่าการบ้านที่ทำ แต่เมื่อเด็กเริ่มเข้าสู่วัยมัธยมปลายการบ้านจะถือว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์และช่วยเสริมด้านวิชาการ แต่ในเวลาเดียวกันไม่ควรเกิน 2 ชั่วโมงต่อคืน เพราะหากใช้เวลามากกว่านั้นจะเป็นโทษมากกว่าประโยชน์ งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นชัดว่าการให้การบ้านเด็กประถมนั้นไม่ได้ให้ประโยชน์อะไรเลย 
       
       ให้เรามาดูเรื่องของรายละเอียดของงานวิจัยนี้กัน ผลของการวิจัยชี้ให้เห็นว่าเด็กได้รับประโยชน์ทางด้านของการเรียนน้อยมากจากการทำการบ้าน และผลที่ตรงกันข้ามที่ได้คือ ผลในทางลบต่อทัศนคติในการไปโรงเรียนของเด็ก ซึ่งตรงกับมีงานวิจัยมากมายที่ได้ทำการศึกษาค้นคว้าและทดลองกับเด็กอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งที่เรากลับมาคิดทบทวนอีกครั้ง คือการบ้านมีผลทางลบต่อเด็ก มากกว่าผลดี เพราะเมื่อเด็ก ๆ เริ่มเข้าโรงเรียน สมควรที่จะได้รับการพัฒนาให้มีความรักในการเรียนมากกว่าการนั่งทำการบ้านในตอนเย็น การบ้านสำหรับเด็กเล็กนั้นจะก่อให้เกิดปัญหา การต่อต้านการไปโรงเรียน การมีทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง และยิ่งในระยะยาว จะฝังในก้านสมองทำให้เด็กไม่อยากมาโรงเรียน ยิ่งถ้าเป็นเด็กในวัยอนุบาลด้วยแล้ว เด็กเล็กเหล่านี้ยังต้องเผชิญกับการบ้านอีก 13 ปีที่อยู่เบื้องหน้าเขาในอนาคต
       
       นอกจากนี้ การทำการบ้านในวัยเด็ก ยังมีโทษมากมายในเกิดขึ้นที่ทำลายความสัมพันธ์ในครอบครัว การทะเลาะกัน ความเห็นไม่ตรงกัน หลายครอบครัวต้องว่ากล่าว โต้เถียง ประชดประชันและเปรียบเทียบลูกกับเด็กอื่นในทุกค่ำคืน ทำให้เด็กสูญเสียความเชื่อมั่น ไม่มีความสุข ร้องไห้ เหนื่อย และอื่น ๆ อีกมากมาย แทนที่จะได้รับความสุข ได้รับกำลังใจ หรือทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัว หลังจากเหน็ดเหนื่อยมาจากการเรียนที่แสนหนักในแต่ละวัน และหากการบ้านมีคำสั่งที่ไม่ชัดเจนพอ เด็ก ๆ มักทำด้วยตนเองไม่ได้ และต้องการการช่วยเหลือจากผู้ปกครอง เด็กต้องการให้ผู้ใหญ่ช่วยย้ำเตือนถึงงานที่ทำในชั้นเรียน เด็กจะติดนิสัยการขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่เสมอ หรือในหลายต่อหลายกรณีผู้ปกครองทำการบ้านให้เสียเองเลย ซึ่งทำให้ผู้ปกครองต้องอยู่ในวังวนของการทำหน้าที่เป็นตำรวจ หัวหน้า ผู้คุม คอยดุว่ากล่าว และงานตรวจตราการบ้านเหล่านี้จะต้องติดไปจนลูกโตขึ้น การทะเลาะในทุกค่ำคืน
       
       
คำถามที่ถามบ่อย ๆ ในทุกวัน ว่า “วันนี้ลูกทำการบ้านเสร็จหรือยัง” แทนที่จะเป็นการสอนเรื่องความรับผิดชอบให้กับลูก

       
       ประโยชน์ที่แท้จริงของการบ้าน คือ การสอนให้เด็กมีความรับผิดชอบ เสริมความเข้าใจในบทเรียนที่โรงเรียน สร้างความสัมพันธ์ระหว่างบ้านกับโรงเรียน ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ปกครองต้องกลับมาตรวจกระเป๋าการบ้านและมาตรวจสอบดูว่าลูกทำหรือยัง แท้จริงแล้วความรับผิดชอบที่ผู้ปกครองควรมีกับลูกเมื่ออยู่ที่บ้านคือการให้ลูกช่วยให้อาหารสัตว์เลี้ยง ช่วยทำงานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ นั่นเป็นความรับผิดชอบสำหรับเด็กวัย 6 ขวบ การนำขวดน้ำและกระเป๋ากลับบ้าน ความรับผิดชอบของเด็ก 8 ขวบ คือ แต่งตัว อาบน้ำไปโรงเรียนเอง พับผ้าห่มจัดเตียงเอง เป็นต้น สอนและทำอย่างสม่ำเสมอจนเป็นนิสัย
       
       เด็กวัยนี้ต้องการการนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ ต้องการการมีความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัว และการทำกิจกรรมร่วมกันกับคนที่รักอย่างสมดุล ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะฝังอยู่ในสมองของเด็ก สร้างให้เด็กรักการเรียน มีสมาธิ มีพฤติกรรมที่ดีขึ้น และมีความสามารถในการเรียนรู้เพิ่มขึ้น บทเรียนที่เด็กเรียนรู้ในแต่ละวันในห้องเรียนจะได้รับการจดจำและเรียนรู้ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ที่ครูจัด แต่เมื่อกลับบ้านเด็กจะได้ทำกิจกรรมร่วมกับผู้ปกครอง และสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่มีค่าสำหรับเด็ก
       
       การบ้านที่ดีเมื่อกลับมาบ้านสำหรับเด็กวัยประถม คือ การอ่านหนังสือสนุก ๆ ที่บ้าน โดยให้ลูกอ่านเองหรือผู้ปกครองอ่านดัง ๆ ให้ลูกฟังก็ได้ สิ่งที่สำคัญคือต้องสนุก หากเด็กๆเหน็ดเหนื่อยจากโรงเรียน คุณพ่อคุณแม่อาจอ่านให้ลูกฟังก็ได้ กิจกรรมหลังเลิกเรียนอาจเป็นโครงการสนุก ๆ ที่ทำกันทั้งครอบครัว การบ้านมีไว้เพื่อให้เด็ก ๆ สนุกกับการเรียน ทำให้รักที่จะมาโรงเรียนมากขึ้น มีความสนใจในบทเรียนมากขึ้น ดังนั้นหากการบ้านไม่ได้ตอบโจทย์เหล่านี้ก็ควรยกเลิกการให้การบ้านแก่เด็กในวัยประถมศึกษา
       
       
เราควรยกเลิกการบ้านสำหรับเด็กวัยประถมศึกษาหรือไม่ เป็นสิ่งที่น่าคิด และขึ้นอยู่กับดุลพินิจของโรงเรียน งานวิจัยได้บ่งชี้ชัดจากผลของการให้การบ้านแก่เด็กวัยประถมศึกษา การบ้านไม่ช่วยให้เด็กวัยนี้มีความสุขขึ้น อีกทั้งไม่มีประโยชน์ในด้านวิชาการ กิจกรรมหลังเลิกเรียนควรเป็นกิจกรรมที่ผ่อนคลายและสนุกสำหรับเด็ก ๆ และได้ใช้เวลาร่วมกันกับครอบครัว เห็นด้วยไหมคะ เป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวเสมอค่ะ

       
ขอบคุณเนื้อหาและข้อมูลข่าวจาก :: หนังสือพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 28 มีนาคม 2559 เวลา 08:37 น.
 
Advertisement
Advertisement

TAGS ที่เกี่ยวข้อง >>

^