LASTEST NEWS

23 ก.พ. 2560สพฐ.ปรับปฏิทินสอบครูผู้ช่วยเสร็จแล้ว 23 ก.พ. 2560"หมอธี"ลั่นไม่ยุบเขตพื้นที่ฯ-ไม่ย้าย "การุณ" 23 ก.พ. 2560กศจ.สระบุรี เปิดสอบบรรจุครูผู้ช่วย 22 วิชาเอก 64 อัตรา 23 ก.พ. 2560ก.ค.ศ.อนุมัติตำแหน่งและอัตราเงินเดือนข้าราชการครูฯ ตำแหน่งครูผู้ช่วย 3,492 อัตรา 23 ก.พ. 2560การประชุมขับเคลื่อนการยกระดับคุณภาพโรงเรียน ICU 22 ก.พ. 2560(วุฒิปริญญาตรีทุกสาขา) เงินเดือน 19,500 บาท มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดสอบพนักงานมหาวิทยาลัย 22 ก.พ. 2560เช็คยอดสมัครที่นี่! กางสรุปยอดสมัคร สอบครูผู้ช่วย กรณีพิเศษ 2560 ทุกกศจ.ทั่วประเทศ 22 ก.พ. 2560ไม่มีวุฒิครูเชิญเลย! ม.ธุรกิจบัณฑิต เปิดรับ ป.โท ชนิดรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู 22 ก.พ. 2560สำรวจ 2 ช่องทาง ป.ตรีอื่น อยากเป็นครู 22 ก.พ. 2560สพฐ.เปิดสัดส่วนรับ ม.1 โรงเรียนต่างจังหวัด ทั่วประเทศ 224 โรง

4 กูรู มองอนาคตการศึกษา ปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงศตวรรษที่ 21

  • 02 ม.ค. 2559 เวลา 05:30 น.
  • 1,381 ครั้ง
  • LINE it!
Advertisement
4 กูรู มองอนาคตการศึกษา ปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงศตวรรษที่ 21

Advertisement
เพิ่มเราเป็นเพื่อนใน Line กดเลย!

นำเสนอข่าวโดย >> ทีมงานครูวันดีดอทคอม ส่งข่าวนี้ เข้าไลน์ LINE it! - +

4 กูรู มองอนาคตการศึกษา ปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงศตวรรษที่ 21

ด้วยแนวคิดการปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทย ที่มีเป้าหมายที่จะสร้างการศึกษาในรูปแบบใหม่ เพื่อให้รับกับยุคสมัยของการเปลี่ยนแปลงแห่งอนาคต พร้อมกับการเข้ามามีบทบาทของเทคโนโลยีทางการศึกษา จึงทำให้หลักสูตรการเรียนการสอน และบุคลากรทางด้านการศึกษาต่างมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น 

ด้วยเหตุนี้ "คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" ร่วมกับ "บริษัท อักษรเอ็ดดูเคชั่น จำกัด (มหาชน)" จัดงานสัมมนาผู้นำทางการศึกษาแห่งประเทศไทย ประจำปี 2558 (Thailand′s Educational Leader Symposium 2015)" เมื่อไม่นานผ่านมา 

โดยงานสัมมนาดังกล่าวมีการหยิบยกแนวทางการบริหารจัดการศึกษาขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญ ด้วยการเชิญตัวแทนของโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จในการจัดการเรียนรู้ ที่สามารถตอบโจทย์ผู้เรียน มาร่วมเสวนา เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวคิด วิสัยทัศน์ แนวทางการกำหนดนโยบาย ตลอดจนรูปแบบในการบริหารจัดการสถานศึกษาจนทำให้ผู้เรียนมีคุณภาพในระดับสากล

"วิกเตอร์ เฉิง แพ็ท-เหลียง" กรรมการผู้อำนวยการ ฮ่องกง เอ็ดดูเคชั่น ซิตี้ จำกัด เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวว่า แนวทางการจัดการศึกษาของฮ่องกงช่วงเวลาที่ผ่านมา

และปัจจุบันให้ความสำคัญกับเรื่องของเทคโนโลยี และ Digital Education ซึ่งนอกจากการเข้าถึงเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ สัญญาณ WiFi หลักสูตร และตัวนักเรียนแล้ว ในส่วนของครู และผู้ปกครองจึงต้องก้าวให้ทัน และมีความรู้อย่างแท้จริง 

ฮ่องกงใช้สื่อประเภท Digital กับเด็กอายุ 6-7 ขวบ โดยวิธีการสอนในโรงเรียนจะหัดให้ใช้คอมพิวเตอร์ และพัฒนาไปสู่การให้โจทย์กับนักเรียนโดยใช้เครื่องมืออย่างแท็บเลตช่วยหาคำตอบ และจะมีลักษณะของกำหนดเวลา เพื่อสร้างระเบียบวินัย ไม่ได้เน้นความถี่ในการใช้แต่เน้นเรื่องของการสอนให้รู้จักการคัดกรองข้อมูล และนำข้อมูลที่ถูกต้องเหมาะสมเหล่านั้นไปใช้ได้จริง 

ความสำเร็จของฮ่องกงกับ Digital Education มี 3 ปัจจัยหลัก ๆ คือ หนึ่ง การเริ่มใช้กับเด็กตั้งแต่อายุยังน้อย สอง การให้โรงเรียนและตัวครูสร้างความเข้าใจให้กับเด็กว่าเทคโนโลยีนี้คือเครื่องมือ และสาม การสอนให้เกิดกระบวนการคิดวิเคราะห์ และแยกแยะอีกทั้งยังเน้นให้เด็กสร้างโปรเจ็กต์ และนำไปร่วมทำกับโรงเรียนอื่น ๆ เพื่อให้ร่วมกันคิด ตรงนี้นอกจากจะทำให้เกิดการเข้าสังคมผ่านเครื่องมือสมัยใหม่อย่างมีทักษะและมีศักยภาพ ยังเป็นคำตอบของอนาคตการศึกษาแห่งศตวรรษที่ 21 

นอกจากนี้ ควรจะพัฒนาครูให้มีศักยภาพ รวมถึงการอบรมพัฒนาผู้บริหารโรงเรียน และผู้ปกครอง เพื่อให้เข้ามามีบทบาทสำคัญสำหรับแนวทางการศึกษาแบบ Digital Education ที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกัน ตรงนี้ถือเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จในการเริ่มต้นเข้าสู่โลกการศึกษาด้วยเทคโนโลยีที่เป็นเทรนด์การศึกษาในอนาคต 

ขณะที่ "ศ.ดร.เรียวโกะ ซึเนโยชิ" ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาในโรงเรียน มหาวิทยาลัยโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า สำหรับแนวทางการศึกษาในประเทศญี่ปุ่นจะเน้นเรื่องของรูปแบบการเรียนการสอน ที่เรียกว่าการเรียนรู้ร่วมกัน และการจัดการกับความหลากหลายในสังคม เพื่อสร้างรากฐานให้เด็กแข็งแรงมากยิ่งขึ้น โดยใน 5-10 ปีนี้ เรื่องเหล่านี้ถือว่ามีความสำคัญ

"ประเทศญี่ปุ่นมุ่งจัดการเรียนการสอนโดยให้หลักสูตรเข้าไปสอดแทรกกับกิจกรรม เช่น การทำความสะอาด ไม่ใช่เพียงแต่สั่งให้เด็กทำ แต่จะสอนให้เด็กเรียนรู้ว่าถ้าไม่ทำความสะอาดจะมีผลอย่างไร และถ้าทำจะมีผลอย่างไร ตรงนี้ทำให้เด็กเข้าใจว่า ทำไมจึงต้องทำ"

ในส่วนของการอยู่ร่วมกันจะเน้นให้เด็กมีความเข้าใจที่จะปรับตัวเพื่อให้เข้ากับคนอื่นได้ ซึ่งจะเป็นการเรียนรู้และสร้างพื้นฐานที่ดีในหลักสูตรและกิจกรรมที่จะใช้กับชีวิตประจำวัน เพื่อให้อยู่ร่วมกับคนอื่นได้ ยังเกิดการพัฒนาปรับตัวเข้าสู่ความสากลในอนาคต 

สำหรับ "แมทธิว พารร์" ผู้อำนวยการโรงเรียนนานาชาตินาโกยา ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่าในโรงเรียนนานาชาติจะมุ่งเน้นแนวทางการคิดเพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจตัวเองให้ได้ก่อน จึงจะสามารถเข้าไปสู่สังคมโดยรวมได้ และเมื่อเข้าใจตัวเองและเข้าใจสังคมโดยรวมแล้ว จึงจะเข้าใจต่อไปได้ว่าสิ่งไหนต้องควรพัฒนาและสิ่งไหนควรปรับปรุง 

"สำหรับระบบการศึกษายุคใหม่จะเน้นให้รู้จักแยกแยะแบบประนีประนอมมากยิ่งขึ้น เพื่อให้มีตรงกลาง ไม่มองตัวเองเป็นเซ็นเตอร์ โดยเริ่มต้นจากการตอบคำถาม มากกว่าการตั้งคำถาม ซึ่งเราพัฒนาบุคลากรเพื่อให้ผู้เรียนสามารถก้าวเข้าไปสู่ในสังคมระดับสากลได้ด้วยวิธีนี้" 

โรงเรียนนานาชาติในญี่ปุ่นหลายโรงเรียนพยายามปรับการเรียนการสอนให้เข้ากับรูปแบบนี้ ถึงแม้การเรียนรู้ตัวเองจะเป็นเรื่องยากสำหรับเด็ก แต่ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะการทำให้เด็กปรับตัวเข้ากับเพื่อน ๆ ที่มาจากวัฒนธรรมที่หลากหลายของโรงเรียนนานาชาติให้ได้ก่อน ถึงจะพัฒนาด้านอื่น ๆ ต่อไป 

อีกทั้งโรงเรียนของเราไม่ได้เน้นให้นักเรียนเรียนในหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่งเท่านั้น แต่จะให้ความสำคัญกับการนำสิ่งที่ได้เรียนมาปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้ด้วย ซึ่งหมายความว่าในแต่ละวิชา ครูจะต้องพยายามหาสิ่งที่เทียบเคียงกับชีวิตเพื่อเด็กจะได้เปรียบเทียบ และเรียนรู้จากประสบการณ์จริง 

"ดร.ซุนชิก มิน" ประธานกรรมการบริหารโรงเรียนนานาชาติเกาหลี สาธารณรัฐเกาหลี กล่าวว่า ในระบบการศึกษาแบบเกาหลีจะมีลักษณะเฉพาะในระดับประถม-มัธยม โดยเกือบทุกโรงเรียน รัฐบาลเกาหลีจะบริหารจัดการทั้งหมด ยกเว้นในส่วนของโรงเรียนนานาชาติ ที่จะสามารถจัดการกันเองได้ แต่มีข้อยกเว้นว่าการรับคนเข้าโรงเรียนนานาชาติ จะต้องเป็นคนเกาหลีที่อยู่นอกประเทศเกิน 3 ปี นอกนั้นต้องอยู่ในส่วนการบริหารจัดการโดยรัฐบาลทั้งหมด 

"รัฐบาลจะเป็นผู้กำหนดว่าใครจะเรียนในโรงเรียนไหน โดยใช้ฐานข้อมูลจากส่วนกลาง ฉะนั้น ในเกาหลีเด็กจะไม่สามารถเลือกได้ ซึ่งถ้าถามว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ คำตอบอยู่ที่ว่ารัฐบาลจะเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งเมื่อมองจากจุดนี้การศึกษาในประเทศเกาหลีถือว่ามีความเท่าเทียมกัน โดยมีต้นแบบมาจากประเทศฟินแลนด์" 

อีกทั้งแบบเรียน และหลักสูตรของเกาหลี รัฐบาลจะเป็นผู้ดูแลทั้งหมด โดยมีองค์กรทางการศึกษาดูแลในส่วนของความเหมาะสมในการใช้หลักสูตรที่จะแยกเฉพาะไปในแต่ละพื้นที่ รวมถึงการมีโรงเรียนเฉพาะด้าน ที่จะคัดความสามารถเฉพาะด้านของเด็กออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการใช้ข้อมูลกลางของรัฐบาล 

ปรัชญาการศึกษาในแบบเกาหลีที่รัฐบาลเป็นผู้ควบคุม และดูแลช่วยเหลือทั้งหมดทุกอย่าง มีข้อดีคือความเท่าเทียม ไม่ว่าจะจนหรือจะรวย ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน ทุกคนเท่าเทียมกันทั้งหมด เพราะรัฐบาลเป็นผู้จัดการฐานข้อมูลในทุก ๆ ด้าน 

จึงนับว่าเป็นแนวทางการบริหารจัดการศึกษาที่มีรูปแบบเฉพาะทางของแต่ละประเทศ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยของการเปลี่ยนแปลงแห่งอนาคต


ขอบคุณเนื้อหาและที่มาของข่าวจาก :: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ วันที่ 01 ม.ค. 2559 เวลา 15:31:52 น.

 
Advertisement
Advertisement

TAGS ที่เกี่ยวข้อง >>

^