LASTEST NEWS

10 ธ.ค. 2559สพม.6 เปิดสอบพนักงานราชการครู 10 วิชาเอก จำนวน 22 อัตรา สมัคร13-20ธันวาคม2559 10 ธ.ค. 2559สพม.22 เปิดสอบพนักงานราชการครู 28 อัตรา สมัคร 13-19 ธันวาคม 2559 10 ธ.ค. 255910 วิธีทำให้ชีวิตการเป็นครูมีความสุขอยู่ในโรงเรียน.. 10 ธ.ค. 2559สกสค.-ออมสิน ฟ้องครู 2,000 รายจงใจเบี้ยวชำระหนี้ 10 ธ.ค. 25599 มทร.ยันปี’60 กลับไป’เปิด-ปิด’ภาคเรียนตามเดิม จี้หาข้อสรุปรับตรงร่วม-เคลียริ่งเฮ้าส์ 2 ครั้ง 10 ธ.ค. 2559สพม.20 เปิดสอบพนักงานราชการครู จำนวน 14 อัตรา 10 ธ.ค. 2559สพป.ชัยภูมิ เขต 2 เปิดสอบพนักงานราชการครู จำนวน 10 อัตรา 10 ธ.ค. 2559สพป.เลย เขต 2 เปิดสอบพนักงานราชการครู จำนวน 6 อัตรา สมัคร12-18ธ.ค.2559 09 ธ.ค. 2559“5 ธันวาฯ”ยังให้เป็น“วันพ่อแห่งชาติ”ต่อไป 08 ธ.ค. 2559ค้าน "คลัง" ยกงบ7หมื่นล.ให้ประกันดูแลสวัสดิการขรก.

4 กูรู มองอนาคตการศึกษา ปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงศตวรรษที่ 21

  • 02 ม.ค. 2559 เวลา 05:30 น.
  • 1,365 ครั้ง
  • LINE it!
Advertisement
4 กูรู มองอนาคตการศึกษา ปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงศตวรรษที่ 21

Advertisement
เพิ่มเราเป็นเพื่อนใน Line กดเลย!

นำเสนอข่าวโดย >> ทีมงานครูวันดีดอทคอม ส่งข่าวนี้ เข้าไลน์ LINE it! - +

4 กูรู มองอนาคตการศึกษา ปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงศตวรรษที่ 21

ด้วยแนวคิดการปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทย ที่มีเป้าหมายที่จะสร้างการศึกษาในรูปแบบใหม่ เพื่อให้รับกับยุคสมัยของการเปลี่ยนแปลงแห่งอนาคต พร้อมกับการเข้ามามีบทบาทของเทคโนโลยีทางการศึกษา จึงทำให้หลักสูตรการเรียนการสอน และบุคลากรทางด้านการศึกษาต่างมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น 

ด้วยเหตุนี้ "คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" ร่วมกับ "บริษัท อักษรเอ็ดดูเคชั่น จำกัด (มหาชน)" จัดงานสัมมนาผู้นำทางการศึกษาแห่งประเทศไทย ประจำปี 2558 (Thailand′s Educational Leader Symposium 2015)" เมื่อไม่นานผ่านมา 

โดยงานสัมมนาดังกล่าวมีการหยิบยกแนวทางการบริหารจัดการศึกษาขึ้นมาเป็นประเด็นสำคัญ ด้วยการเชิญตัวแทนของโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จในการจัดการเรียนรู้ ที่สามารถตอบโจทย์ผู้เรียน มาร่วมเสวนา เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แนวคิด วิสัยทัศน์ แนวทางการกำหนดนโยบาย ตลอดจนรูปแบบในการบริหารจัดการสถานศึกษาจนทำให้ผู้เรียนมีคุณภาพในระดับสากล

"วิกเตอร์ เฉิง แพ็ท-เหลียง" กรรมการผู้อำนวยการ ฮ่องกง เอ็ดดูเคชั่น ซิตี้ จำกัด เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน กล่าวว่า แนวทางการจัดการศึกษาของฮ่องกงช่วงเวลาที่ผ่านมา

และปัจจุบันให้ความสำคัญกับเรื่องของเทคโนโลยี และ Digital Education ซึ่งนอกจากการเข้าถึงเครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ สัญญาณ WiFi หลักสูตร และตัวนักเรียนแล้ว ในส่วนของครู และผู้ปกครองจึงต้องก้าวให้ทัน และมีความรู้อย่างแท้จริง 

ฮ่องกงใช้สื่อประเภท Digital กับเด็กอายุ 6-7 ขวบ โดยวิธีการสอนในโรงเรียนจะหัดให้ใช้คอมพิวเตอร์ และพัฒนาไปสู่การให้โจทย์กับนักเรียนโดยใช้เครื่องมืออย่างแท็บเลตช่วยหาคำตอบ และจะมีลักษณะของกำหนดเวลา เพื่อสร้างระเบียบวินัย ไม่ได้เน้นความถี่ในการใช้แต่เน้นเรื่องของการสอนให้รู้จักการคัดกรองข้อมูล และนำข้อมูลที่ถูกต้องเหมาะสมเหล่านั้นไปใช้ได้จริง 

ความสำเร็จของฮ่องกงกับ Digital Education มี 3 ปัจจัยหลัก ๆ คือ หนึ่ง การเริ่มใช้กับเด็กตั้งแต่อายุยังน้อย สอง การให้โรงเรียนและตัวครูสร้างความเข้าใจให้กับเด็กว่าเทคโนโลยีนี้คือเครื่องมือ และสาม การสอนให้เกิดกระบวนการคิดวิเคราะห์ และแยกแยะอีกทั้งยังเน้นให้เด็กสร้างโปรเจ็กต์ และนำไปร่วมทำกับโรงเรียนอื่น ๆ เพื่อให้ร่วมกันคิด ตรงนี้นอกจากจะทำให้เกิดการเข้าสังคมผ่านเครื่องมือสมัยใหม่อย่างมีทักษะและมีศักยภาพ ยังเป็นคำตอบของอนาคตการศึกษาแห่งศตวรรษที่ 21 

นอกจากนี้ ควรจะพัฒนาครูให้มีศักยภาพ รวมถึงการอบรมพัฒนาผู้บริหารโรงเรียน และผู้ปกครอง เพื่อให้เข้ามามีบทบาทสำคัญสำหรับแนวทางการศึกษาแบบ Digital Education ที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกัน ตรงนี้ถือเป็นกุญแจแห่งความสำเร็จในการเริ่มต้นเข้าสู่โลกการศึกษาด้วยเทคโนโลยีที่เป็นเทรนด์การศึกษาในอนาคต 

ขณะที่ "ศ.ดร.เรียวโกะ ซึเนโยชิ" ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาในโรงเรียน มหาวิทยาลัยโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า สำหรับแนวทางการศึกษาในประเทศญี่ปุ่นจะเน้นเรื่องของรูปแบบการเรียนการสอน ที่เรียกว่าการเรียนรู้ร่วมกัน และการจัดการกับความหลากหลายในสังคม เพื่อสร้างรากฐานให้เด็กแข็งแรงมากยิ่งขึ้น โดยใน 5-10 ปีนี้ เรื่องเหล่านี้ถือว่ามีความสำคัญ

"ประเทศญี่ปุ่นมุ่งจัดการเรียนการสอนโดยให้หลักสูตรเข้าไปสอดแทรกกับกิจกรรม เช่น การทำความสะอาด ไม่ใช่เพียงแต่สั่งให้เด็กทำ แต่จะสอนให้เด็กเรียนรู้ว่าถ้าไม่ทำความสะอาดจะมีผลอย่างไร และถ้าทำจะมีผลอย่างไร ตรงนี้ทำให้เด็กเข้าใจว่า ทำไมจึงต้องทำ"

ในส่วนของการอยู่ร่วมกันจะเน้นให้เด็กมีความเข้าใจที่จะปรับตัวเพื่อให้เข้ากับคนอื่นได้ ซึ่งจะเป็นการเรียนรู้และสร้างพื้นฐานที่ดีในหลักสูตรและกิจกรรมที่จะใช้กับชีวิตประจำวัน เพื่อให้อยู่ร่วมกับคนอื่นได้ ยังเกิดการพัฒนาปรับตัวเข้าสู่ความสากลในอนาคต 

สำหรับ "แมทธิว พารร์" ผู้อำนวยการโรงเรียนนานาชาตินาโกยา ประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่าในโรงเรียนนานาชาติจะมุ่งเน้นแนวทางการคิดเพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจตัวเองให้ได้ก่อน จึงจะสามารถเข้าไปสู่สังคมโดยรวมได้ และเมื่อเข้าใจตัวเองและเข้าใจสังคมโดยรวมแล้ว จึงจะเข้าใจต่อไปได้ว่าสิ่งไหนต้องควรพัฒนาและสิ่งไหนควรปรับปรุง 

"สำหรับระบบการศึกษายุคใหม่จะเน้นให้รู้จักแยกแยะแบบประนีประนอมมากยิ่งขึ้น เพื่อให้มีตรงกลาง ไม่มองตัวเองเป็นเซ็นเตอร์ โดยเริ่มต้นจากการตอบคำถาม มากกว่าการตั้งคำถาม ซึ่งเราพัฒนาบุคลากรเพื่อให้ผู้เรียนสามารถก้าวเข้าไปสู่ในสังคมระดับสากลได้ด้วยวิธีนี้" 

โรงเรียนนานาชาติในญี่ปุ่นหลายโรงเรียนพยายามปรับการเรียนการสอนให้เข้ากับรูปแบบนี้ ถึงแม้การเรียนรู้ตัวเองจะเป็นเรื่องยากสำหรับเด็ก แต่ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะการทำให้เด็กปรับตัวเข้ากับเพื่อน ๆ ที่มาจากวัฒนธรรมที่หลากหลายของโรงเรียนนานาชาติให้ได้ก่อน ถึงจะพัฒนาด้านอื่น ๆ ต่อไป 

อีกทั้งโรงเรียนของเราไม่ได้เน้นให้นักเรียนเรียนในหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่งเท่านั้น แต่จะให้ความสำคัญกับการนำสิ่งที่ได้เรียนมาปรับใช้กับชีวิตประจำวันได้ด้วย ซึ่งหมายความว่าในแต่ละวิชา ครูจะต้องพยายามหาสิ่งที่เทียบเคียงกับชีวิตเพื่อเด็กจะได้เปรียบเทียบ และเรียนรู้จากประสบการณ์จริง 

"ดร.ซุนชิก มิน" ประธานกรรมการบริหารโรงเรียนนานาชาติเกาหลี สาธารณรัฐเกาหลี กล่าวว่า ในระบบการศึกษาแบบเกาหลีจะมีลักษณะเฉพาะในระดับประถม-มัธยม โดยเกือบทุกโรงเรียน รัฐบาลเกาหลีจะบริหารจัดการทั้งหมด ยกเว้นในส่วนของโรงเรียนนานาชาติ ที่จะสามารถจัดการกันเองได้ แต่มีข้อยกเว้นว่าการรับคนเข้าโรงเรียนนานาชาติ จะต้องเป็นคนเกาหลีที่อยู่นอกประเทศเกิน 3 ปี นอกนั้นต้องอยู่ในส่วนการบริหารจัดการโดยรัฐบาลทั้งหมด 

"รัฐบาลจะเป็นผู้กำหนดว่าใครจะเรียนในโรงเรียนไหน โดยใช้ฐานข้อมูลจากส่วนกลาง ฉะนั้น ในเกาหลีเด็กจะไม่สามารถเลือกได้ ซึ่งถ้าถามว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ คำตอบอยู่ที่ว่ารัฐบาลจะเป็นผู้สนับสนุนค่าใช้จ่ายทั้งหมด ซึ่งเมื่อมองจากจุดนี้การศึกษาในประเทศเกาหลีถือว่ามีความเท่าเทียมกัน โดยมีต้นแบบมาจากประเทศฟินแลนด์" 

อีกทั้งแบบเรียน และหลักสูตรของเกาหลี รัฐบาลจะเป็นผู้ดูแลทั้งหมด โดยมีองค์กรทางการศึกษาดูแลในส่วนของความเหมาะสมในการใช้หลักสูตรที่จะแยกเฉพาะไปในแต่ละพื้นที่ รวมถึงการมีโรงเรียนเฉพาะด้าน ที่จะคัดความสามารถเฉพาะด้านของเด็กออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการใช้ข้อมูลกลางของรัฐบาล 

ปรัชญาการศึกษาในแบบเกาหลีที่รัฐบาลเป็นผู้ควบคุม และดูแลช่วยเหลือทั้งหมดทุกอย่าง มีข้อดีคือความเท่าเทียม ไม่ว่าจะจนหรือจะรวย ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหน ทุกคนเท่าเทียมกันทั้งหมด เพราะรัฐบาลเป็นผู้จัดการฐานข้อมูลในทุก ๆ ด้าน 

จึงนับว่าเป็นแนวทางการบริหารจัดการศึกษาที่มีรูปแบบเฉพาะทางของแต่ละประเทศ เพื่อปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยของการเปลี่ยนแปลงแห่งอนาคต


ขอบคุณเนื้อหาและที่มาของข่าวจาก :: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ วันที่ 01 ม.ค. 2559 เวลา 15:31:52 น.

 
Advertisement

TAGS ที่เกี่ยวข้อง >>


Advertisement
^