LASTEST NEWS

23 พ.ย. 2560‘ครูวัลย์’ เล็งฟ้องให้ลำดับ 18 โมฆะ หึ่งมติกศจ.ตากส่อไม่ชอบกม. เหตุอำนาจบรรจุเป็นของ ‘ศธจ.’ 23 พ.ย. 2560เอาแน่!!ปี61สอบครูผู้ช่วยภาค ก ใช้แบบ ก.พ. 23 พ.ย. 2560ยกระดับ"สอบครู"ใช้เกณฑ์ก.พ. 23 พ.ย. 2560แชร์เก็บไว้เลย! แจกฟรี!! เอกสารเตรียมสอบ และกลยุทธ์พิชิตครูผู้ช่วย ปี61 โดยขงเบ้ง 23 พ.ย. 2560เช็คเลย! มาแล้ว สรุปตำแหน่งว่าง การคัดเลือกฯ ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีพิเศษ ครั้งที่ 2 ปี พ.ศ. 2560 23 พ.ย. 2560บอร์ดก.ค.ศ.เห็นชอบ ปี61 ใช้หลักเกณฑ์ใหม่ สอบครูผู้ช่วย ยึดแนวการสอบแบบก.พ. 23 พ.ย. 2560"หลักฐานที่ใช้ในการสมัครสอบ ครูคืนถิ่น 60" เช็คคร่าวๆ ก่อนรอเกณฑ์ประกาศฉบับจริง 23 พ.ย. 2560สพป.ประจวบคีรีขันธ์ เขต 2 เปิดสอบครูอัตราจ้าง 7 อัตรา (สมัคร24-30พ.ย.60) 23 พ.ย. 2560กบข. แนะนำช่องทางใหม่ในการตรวจสอบยอดเงินของสมาชิกผ่านตู้ Smart Kiosk 23 พ.ย. 2560เปิดขั้นตอนและวิธีการสมัครโครงการครูคืนถิ่น สมัคร27พ.ย.-16ธ.ค.60

สพฐ.งานเข้าอีกแล้ว

  • 12 พ.ย. 2558 เวลา 11:48 น.
  • 22,397 ครั้ง
  • LINE it!
Advertisement
สพฐ.งานเข้าอีกแล้ว
Advertisement

นำเสนอข่าวโดย >> ทีมงานครูวันดีดอทคอม ส่งข่าวนี้ เข้าไลน์ LINE it! - +

สพฐ.งานเข้าอีกแล้ว

          ดร.ดำรงค์ ชลสุข
          อาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์
          มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี
          พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ได้แถลงนโยบายแก่ ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2558 ว่า งานที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) รับไปดำเนินการมีอยู่ 6 งานหลัก ได้แก่ 
          1) ปรับปรุงการสอนภาษาไทย เน้นการสอนแบบแจกลูกสะกดคำและเพิ่มอัตราการอ่านออกเขียนได้ของเด็กไทย 
          2) ลดอัตราการออกกลางคันของเด็กชั้นประถมศึกษา 
          3) แก้ปัญหาการเรียนการสอน และการขาดแคลนครูโรงเรียนขนาดเล็ก 
          4) เพิ่มประสิทธิภาพการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม 
          5) จัดโมบายยูนิต ให้ความรู้การประเมินคุณภาพการศึกษา และ 
          6) ปรับปรุงวิธีการสรรหาครูและผู้บริหารการศึกษา

          ผู้เขียนจะนำเสนอบทความดังกล่าวเป็นเรื่องๆ ไป ทั้งนี้อาจครบหรือไม่ครบทั้ง 6 งานหลักก็ได้ และการนำเสนอคงไม่ได้เรียงตามลำดับเรื่องที่ได้กำหนดไว้ 
          สำหรับเรื่องแรกคือ "การลาออกกลางคันของนักเรียน" ดังประเด็นต่อไปนี้ ก) สถานการณ์ออกกลางคันของนักเรียน ข) สาเหตุนักเรียนออกกลางคัน ค) วิธีการแก้ปัญหานักเรียนออกกลางคัน และ ง) ข้อเสนอแนะ

          1.สถานการณ์ออกกลางคันของนักเรียนประมาณต้นปี ค.ศ.2000 ประชากรของประเทศไทยประสบกับปัญหาความยากจนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเหตุให้มีนักเรียนจำนวนมากต้องออกจากโรงเรียน แน่นอนเหลือเกินที่ปัจจัยทางเศรษฐกิจมีส่วนเชื่อมโยงกับความยากจนหรือทำให้ครอบครัวไทยมีรายได้ต่ำ นั่นคือเหตุผลที่สำคัญที่ทำให้เด็กในวัยเรียนต้องหยุดการเรียนและออกจากโรงเรียน (รายงานจากยูเนสโก)     ออร์โดเนซ ผู้อำนวยการยูเนสโกได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า "เด็กส่วนมากของไทยจะเรียนอยู่ในระบบโรงเรียน สำหรับเด็กไทยนั้นต้องเรียนอยู่ในโรงเรียนถึง 9 ปี"
          การวิจัยของยูเนสโกแสดงว่าสาเหตุของการออกกลางคันหรือหยุดเรียนของนักเรียนประถมศึกษามีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องระหว่างความเป็นส่วนตัว กับเงื่อนไขทางวัฒนธรรมทางสังคม อัตราการออกกลางคันเป็นเรื่องที่ท้าทายของประเทศในเอเชียแปซิฟิก ซึ่งประเทศดังกล่าวมีจำนวนออกกลางคันของนักเรียน คาดว่ามีตัวเลขใกล้ๆ 80 ล้านคนในอีก 100 ปีข้างหน้า ซึ่งในปัจจุบันมีอัตราลาออกกลางคันของนักเรียน 52 ล้านคนในเอเชียใต้
          สำหรับประเทศไทย ยูเนสโกได้วิจัยพบว่า 1) จำนวนนักเรียนเข้าเรียนต่อในชั้น ป.5 มีจำนวนเกือบร้อยละ 100 ใน พ.ศ.2541 2) นักเรียนที่ลาออกกลางคันอายุระหว่าง 6-11 ปี 3) นักเรียนส่วนใหญ่ที่มีบ้านเรือนอยู่ในพื้นที่ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน, อ.เมืองนราธิวาส และ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ตลอดจนชุมชนแออัดคลองเตย กรุงเทพมหานคร จะเป็นเด็กที่มาจากครอบครัวที่มีรายได้น้อย
          ในปัจจุบันมีโรงเรียนประถมศึกษาของรัฐบาลจำนวนมากกว่า 31,116 แห่งทั่วประเทศ นับว่าจำนวนโรงเรียนที่มีอยู่ก็เพียงพอแล้ว ยกเว้นในท้องถิ่นทุรกันดาร ประมาณได้ว่าประเทศไทยของเรามีโรงเรียนประถมศึกษาทุกๆ 2 หมู่บ้าน จะมีโรงเรียน 1 แห่ง การมีโรงเรียนจำนวนมากมิได้หมายถึงความสามารถหรือความสำเร็จในการที่จะป้องกันมิให้นักเรียนลาออกกลางคันได้ ตัวเลขที่เป็นทางการแสดงให้เห็นว่าเด็กที่เข้าเรียนในชั้น ป.1 และจบ ป.6 มีอัตราการลาออกกลางคันในปี พ.ศ.2534 และ พ.ศ.2535 ดังนี้ ร้อยละ 13.8 และ 12.2 ตามลำดับ วิกฤตด้านเศรษฐกิจของ อาเซียน เป็นสิ่งที่กีดขวางหรืออุปสรรคที่ทำให้พ่อ-แม่ของเด็กต้องการให้เด็กอยู่กับบ้านมากกว่าไป โรงเรียน
          ออร์โดเนซกล่าวว่า รัฐบาลไทยได้จัดสรรงบประมาณเพื่อสุขภาพและการศึกษาของเด็ก ทั้งนี้ก็เพื่อให้สถานการณ์วิกฤตทางเศรษฐกิจดีขึ้น การลงทุนเพื่อธำรงไว้ซึ่งสุขภาพอนามัยและการศึกษาของเด็กเป็นการลงทุนที่ต้องใช้เวลาที่ยาวนาน ประเทศไทยไม่เคยประสบปัญหาในการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อการศึกษา เพราะรัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ
          ยูเนสโกได้วิจัยพบว่า ครอบครัวไทยที่เป็นเด็กยากจน ร้อยละ 94.4 เป็นครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า 5,000 บาทต่อปี (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเส้นความยากจนอยู่ที่ 1,215) และเพียงร้อยละ 2.6 เท่านั้นที่มีรายได้มากกว่า 10,000 บาทต่อปี ซึ่งนับว่ารายได้ที่ได้รับเป็นจำนวนเล็กน้อย ใน พ.ศ.2547 ประเทศไทยมีประชากรที่ยากจนร้อยละ 9.6 หรือ 6.1 ล้านคน
          ความยากจนขับเคลื่อนให้นักเรียนออกจากโรงเรียน เพราะพวกเขาต้องการเข้าสู่ตลาดแรงงาน การวิจัยพบว่าร้อยละ 43.1 ของพ่อแม่ที่ไม่ให้ลูกเรียนในโรงเรียนก็เพราะต้องการให้ลูกเป็นคนงานชั่วคราว เพื่อหารายได้มาเลี้ยงครอบครัว ขณะที่ร้อยละ 39.00 พ่อแม่ไม่สามารถหาค่าใช้จ่ายในการเล่าเรียนให้แก่บุตรของตนได้ และอีกร้อยละ 42.7 ต้องการให้บุตรช่วยทำงานที่บ้าน ปัญหาดังกล่าวก็เกิดกับชุมชนแออัดในคลองเตย กรุงเทพฯเหมือนกัน กล่าวคือประชากรส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้แรงงานชั่วคราว และแม่ค้าหาบเร่ นอกจากนั้น มากกว่าร้อยละ 67.8 พ่อแม่ในพื้นที่ชุมชนดังกล่าวไม่สามารถให้ความสนับสนุนที่จะส่งบุตรให้เรียนในโรงเรียนได้ ขณะที่ร้อยละ 61.00 ต้องการให้บุตรทำงานหารายได้มาเลี้ยงครอบครัวเป็นกรณีพิเศษ ครูและผู้นำชุมชนในพื้นที่แห่งนี้ยืนยันว่า เพราะเหตุที่มีจำนวนเปอร์เซ็นต์ของคนว่างงานในอัตราที่สูงมาก จึงทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองต้องการนำเด็กออกจากโรงเรียนแทนที่จะให้เข้าศึกษาต่อในชั้น ต่อไป
          อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยของยูเนสโกยังชี้ให้เห็นว่าพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีระดับการศึกษาต่ำจะมีส่วนเชื่อมโยงกับการส่งบุตรเข้าเรียนในโรงเรียน ตามผลการวิจัยข้างต้นพบว่า พ่อแม่มากกว่าร้อยละ 60 เป็นพ่อแม่ของนักเรียนที่สามารถอ่านออกและเขียนได้ และจำนวนดังกล่าวเป็นพ่อแม่ของนักเรียนที่อยู่ในระบบโรงเรียน 
          นอกจากนั้นผู้นำชุมชนแออัดคลองเตยยังกล่าวอีกว่า ประชาชนที่อพยพเข้ามาอยู่ในชุมชนมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการทำงานที่ได้ค่าแรงมาก นี่แหละคือผลกระทบในอัตราการลาออกของนักเรียน (ดร.ดำรงค์ ชลสุข แปลจาก Education-Thailand : Good Marks on Literacy, But Drop-out rates worrisome)

          2.สาเหตุที่นักเรียนออกกลางคันจากบทความเรื่อง The Drop-out problem primary Education, 1984. กล่าวถึงปัญหาการลาออกกลางคันของนักเรียนชั้นประถมศึกษาในประเทศไทยว่ามีสาเหตุ ดังต่อไปนี้   สำหรับสาเหตุอื่นๆ ได้แก่ ปัญหาการ 
ปรับตัว ต้องคดีหรือถูกจับ อพยพตาม ผู้ปกครอง และแต่งงาน (สมรส) เป็นต้น

          3.วิธีการแก้ปัญหานักเรียนออกกลางคัน
             3.1 ขยายโอกาสทางการศึกษา โดยจัดรถยนต์รับ-ส่งนักเรียนในเขตทุรกันดารห่างไกล จัดจักรยานสองล้อ และเครื่องอุปกรณ์ที่จำเป็นแก่นักเรียนในเขตห่างไกล สร้างถนนเชื่อมระหว่างหมู่บ้าน เพื่อให้นักเรียนสามารถเดินทางไปโรงเรียนได้สะดวกสบายง่ายยิ่งขึ้น นอกจากนั้นยังจัดโรงเรียนเคลื่อนที่ และสร้างโรงเรียนให้เพิ่มขึ้นตามความจำเป็น
            3.2 ปรับปรุงทรัพยากรทางการศึกษา โดยให้ความเอาใจใส่ดูแลบุคลากรทางการศึกษาและครู จัดให้มีอาคารเรียนและวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ จัดครูที่มีคุณภาพไปสู่โรงเรียนที่ห่างไกลทุรกันดาร จัดสิ่งจูงใจให้แก่ท้องถิ่นกันดาร ให้ประชาชนรวบรวมจัดทุนทางการศึกษาเพื่อมอบให้ครูในท้องถิ่นกันดาร เพื่อเป็นสิ่งจูงใจให้ครูได้กลับมาสอนในชุมชนบ้านเกิดของตน อาคารเรียนต้องขยายให้ใหญ่เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้อาคารเรียนใช้ให้ได้ประโยชน์หลายประการหรือหลายวัตถุประสงค์ ทั้งนี้ก็เพื่อรองรับกิจกรรมที่หลากหลายได้ วัสดุอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ของโรงเรียนต้องสร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ในการจัดอบรมครู หากเป็นไปได้ควรสร้างอุปกรณ์เครื่องมือดังกล่าวด้วยวัตถุดิบของท้องถิ่น และที่สำคัญจะต้องจัดตั้งศูนย์อุปกรณ์การสอนไว้ในตำบล/อำเภอ หรือสร้างไว้ในสถานที่ซึ่งเป็นโรงเรียนพี่โรงเรียนน้อง
            3.3 ปรับปรุงคุณภาพของการศึกษา โดยให้โรงเรียนเป็นสถานฝึกอบรมด้านอาชีพแก่นักเรียน ซึ่งนักเรียนจะสามารถมีรายได้ช่วยเหลือพ่อแม่ได้บ้าง
            3.4 ปรับทัศนคติและค่านิยมของพ่อแม่ ให้เห็นความสำคัญของการศึกษา โดยยกตัวอย่างให้เด็กเห็นว่าการศึกษาคือผลประโยชน์ที่จะได้รับ ทั้งนี้อาจกระทำโดยการประชาสัมพันธ์ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ใช้โมบายยูนิตเพื่อให้ชุมชนในชนบทนิยมส่งลูกหลานมาเข้าเรียนในโรงเรียนเพิ่มขึ้น
            3.5 โรงเรียนควรจัดหาทุนการศึกษาเพื่อช่วยเหลือนักเรียนยากจน และครูควรหาช่องทางให้นักเรียนทำงานหาเงินทางสุจริตในวันหยุดหรือนอกเวลาเรียน เช่น ล้างรถ ล้างจาน ตัดอ้อย ทำความสะอาดบ้าน และอื่นๆ
            3.6 ครูและผู้ปกครองต้องช่วยกันสอดส่องดูแลการคบเพื่อนของนักเรียน พยายามแยกนักเรียนออกจากกลุ่มเพื่อนที่ประพฤติไม่ดี 
            3.7 โรงเรียนต้องตรวจสอบการมาเรียนของนักเรียนทุกวันเป็นประจำ ว่าเข้าเรียนตรงเวลาหรือไม่ ขาดเรียนในวิชาใด หากปรากฏว่าขาดเรียนครูต้องรีบแจ้งให้ผู้ปกครองทราบทันที
            3.8 โรงเรียนร่วมกับครูแนะแนวต้องหมั่นออกเยี่ยมนักเรียนที่บ้านเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 2-3 ครั้ง และครูแนะแนวต้องเป็นที่ปรึกษาด้านการเรียน ด้านปัญหาต่างๆ แก่นักเรียนอย่างจริงจัง
            3.9 ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษาต้องทำตัวเป็นกันเองกับนักเรียน วางตัวเสมือนเป็นพ่อแม่คนที่ 2 และช่วยกันจัดสภาพแวดล้อมของโรงเรียนให้น่าอยู่ ร่มรื่น มีสีสัน อบอุ่น มีบรรยากาศแห่งความรักเมตตา
         4.ข้อเสนอแนะผู้เขียนเห็นว่าการออกกลางคันของนักเรียนเป็นการเสียโอกาสทางการศึกษาของตัวนักเรียนเอง และที่สำคัญเป็นการสูญเสียกำลังคนภาครัฐที่มีระดับการศึกษาที่ค่อนข้างต่ำ (ระดับ ป.6 และมัธยมศึกษาปีที่ 3) ทำให้แรงงานฝีมือระดับต่ำของประเทศไทยมีจำนวนมากเพิ่มขึ้นอีก ข้อเสนอแนะมีดังนี้
            4.1 รัฐควรออกกฎหมายบังคับที่รุนแรงเฉียบขาด เพื่อลงโทษพ่อแม่ผู้ปกครองที่ไม่ส่งบุตรหลานเข้าเรียนต่อในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และมัธยมศึกษาปีที่ 1 จากบทลงโทษที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.การศึกษาภาคบังคับ พ.ศ.2545 ได้ระบุบทลงโทษไว้ตามมาตรา 13, มาตรา 14, มาตรา 15 และมาตรา 16 ระวางโทษสูงสุดปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท และโทษต่ำสุดไม่เกินหนึ่งพันบาท ซึ่งอัตราโทษดังกล่าวเป็นโทษที่เบาเกินไป สมควรเพิ่มระวางโทษเป็นทั้งปรับทั้งจำ
            4.2 กระทรวงศึกษาธิการควรมอบให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาเป็นหน่วยงานกลางเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการลาออกกลางคันของนักเรียนให้เป็นปัจจุบัน และสามารถนำมาใช้ได้ทันท่วงที
            4.3 การสนับสนุนให้นักเรียนที่ออกกลางคันแล้วไปทำงานในสถานประกอบการนั้น ให้สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจัดทำฐานข้อมูลนักเรียนจากสถานประกอบการที่มาเรียนให้พร้อม มีระบบการติดตามดูแลที่มีประสิทธิภาพ โดยให้สำนักงานการศึกษานอกระบบเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง
            4.4 ให้รางวัลตำบล อำเภอ หรือจังหวัด ในประเทศไทยที่มีจำนวนนักเรียนเข้าเรียน ต่อในชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มากที่สุด และ/หรือ มีอัตราการออกกลางคันของนักเรียนน้อยที่สุด ทั้งนี้ ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดหารางวัลและจัดพิธีมอบให้ด้วย

ขอบคุณเนื้อหาและที่มาของข่าวจาก :: หนังสือพิมพ์มติชน 

Advertisement

Advertisement

TAGS ที่เกี่ยวข้อง >>

^