LASTEST NEWS

02 ธ.ค. 2559ฝาก ศธ.สอนเด็กยอมรับการคิดต่างแต่มีจุดลงตัวร่วมกัน 02 ธ.ค. 2559(ไม่ต้องมีวุฒิครู) รับป.ตรีทุกสาขา สพป.นครสวรรค์ เขต 3 เปิดสอบครูธุรการ 2 อัตรา เงินเดือน15,000บาท 02 ธ.ค. 2559มติบอร์คุรุสภาไม่รับอุทธรณ์จาก ม.กรุงเทพธนบุรี 02 ธ.ค. 2559ขำลั่นโรงเรียน !! ท่าน ผอ. อารมณ์ดี ร่ายกลอนลำแนะนำตัวรับตำแหน่งใหม่ 01 ธ.ค. 2559บอร์ดคุรุสภาไม่รับอุทธรณ์มกธ.เยียวยา ‘2.5 พัน’ มหาบัณฑิต เห็นชอบร่างเกณฑ์ให้ผู้จบสาขาอื่น ขอใบอนุญาตฯได้ 01 ธ.ค. 2559ผอ.โรงเรียนตามเกณฑ์ใหม่ไม่ต้องจบโทบริหารก็ได้ 01 ธ.ค. 2559กสถ.คัดเลือกมหา'ลัยไม่ลงตัว ส่อเลื่อนสมัครสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น 01 ธ.ค. 2559สพป.ขอนแก่น เขต 2 เปิดสอบพนักงานราชการครู 5 อัตรา 01 ธ.ค. 2559คุณครูต้องอ่าน!! กรณีตัวอย่างการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ 30 พ.ย. 2559แชร์เลย!! สทศ.เปิดให้ดาวน์โหลดข้อสอบโอเน็ตทุกวิชา พร้อมเฉลย ชั้น ป.6 ม.3 ม.6

สพฐ.งานเข้าอีกแล้ว

  • 12 พ.ย. 2558 เวลา 11:48 น.
  • 22,290 ครั้ง
  • LINE it!
Advertisement
สพฐ.งานเข้าอีกแล้ว

Advertisement
เพิ่มเราเป็นเพื่อนใน Line กดเลย!

นำเสนอข่าวโดย >> ทีมงานครูวันดีดอทคอม ส่งข่าวนี้ เข้าไลน์ LINE it! - +

สพฐ.งานเข้าอีกแล้ว

          ดร.ดำรงค์ ชลสุข
          อาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์
          มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี
          พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ได้แถลงนโยบายแก่ ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2558 ว่า งานที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) รับไปดำเนินการมีอยู่ 6 งานหลัก ได้แก่ 
          1) ปรับปรุงการสอนภาษาไทย เน้นการสอนแบบแจกลูกสะกดคำและเพิ่มอัตราการอ่านออกเขียนได้ของเด็กไทย 
          2) ลดอัตราการออกกลางคันของเด็กชั้นประถมศึกษา 
          3) แก้ปัญหาการเรียนการสอน และการขาดแคลนครูโรงเรียนขนาดเล็ก 
          4) เพิ่มประสิทธิภาพการสอนทางไกลผ่านดาวเทียม 
          5) จัดโมบายยูนิต ให้ความรู้การประเมินคุณภาพการศึกษา และ 
          6) ปรับปรุงวิธีการสรรหาครูและผู้บริหารการศึกษา

          ผู้เขียนจะนำเสนอบทความดังกล่าวเป็นเรื่องๆ ไป ทั้งนี้อาจครบหรือไม่ครบทั้ง 6 งานหลักก็ได้ และการนำเสนอคงไม่ได้เรียงตามลำดับเรื่องที่ได้กำหนดไว้ 
          สำหรับเรื่องแรกคือ "การลาออกกลางคันของนักเรียน" ดังประเด็นต่อไปนี้ ก) สถานการณ์ออกกลางคันของนักเรียน ข) สาเหตุนักเรียนออกกลางคัน ค) วิธีการแก้ปัญหานักเรียนออกกลางคัน และ ง) ข้อเสนอแนะ

          1.สถานการณ์ออกกลางคันของนักเรียนประมาณต้นปี ค.ศ.2000 ประชากรของประเทศไทยประสบกับปัญหาความยากจนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเหตุให้มีนักเรียนจำนวนมากต้องออกจากโรงเรียน แน่นอนเหลือเกินที่ปัจจัยทางเศรษฐกิจมีส่วนเชื่อมโยงกับความยากจนหรือทำให้ครอบครัวไทยมีรายได้ต่ำ นั่นคือเหตุผลที่สำคัญที่ทำให้เด็กในวัยเรียนต้องหยุดการเรียนและออกจากโรงเรียน (รายงานจากยูเนสโก)     ออร์โดเนซ ผู้อำนวยการยูเนสโกได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า "เด็กส่วนมากของไทยจะเรียนอยู่ในระบบโรงเรียน สำหรับเด็กไทยนั้นต้องเรียนอยู่ในโรงเรียนถึง 9 ปี"
          การวิจัยของยูเนสโกแสดงว่าสาเหตุของการออกกลางคันหรือหยุดเรียนของนักเรียนประถมศึกษามีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องระหว่างความเป็นส่วนตัว กับเงื่อนไขทางวัฒนธรรมทางสังคม อัตราการออกกลางคันเป็นเรื่องที่ท้าทายของประเทศในเอเชียแปซิฟิก ซึ่งประเทศดังกล่าวมีจำนวนออกกลางคันของนักเรียน คาดว่ามีตัวเลขใกล้ๆ 80 ล้านคนในอีก 100 ปีข้างหน้า ซึ่งในปัจจุบันมีอัตราลาออกกลางคันของนักเรียน 52 ล้านคนในเอเชียใต้
          สำหรับประเทศไทย ยูเนสโกได้วิจัยพบว่า 1) จำนวนนักเรียนเข้าเรียนต่อในชั้น ป.5 มีจำนวนเกือบร้อยละ 100 ใน พ.ศ.2541 2) นักเรียนที่ลาออกกลางคันอายุระหว่าง 6-11 ปี 3) นักเรียนส่วนใหญ่ที่มีบ้านเรือนอยู่ในพื้นที่ อ.บ่อเกลือ จ.น่าน, อ.เมืองนราธิวาส และ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ตลอดจนชุมชนแออัดคลองเตย กรุงเทพมหานคร จะเป็นเด็กที่มาจากครอบครัวที่มีรายได้น้อย
          ในปัจจุบันมีโรงเรียนประถมศึกษาของรัฐบาลจำนวนมากกว่า 31,116 แห่งทั่วประเทศ นับว่าจำนวนโรงเรียนที่มีอยู่ก็เพียงพอแล้ว ยกเว้นในท้องถิ่นทุรกันดาร ประมาณได้ว่าประเทศไทยของเรามีโรงเรียนประถมศึกษาทุกๆ 2 หมู่บ้าน จะมีโรงเรียน 1 แห่ง การมีโรงเรียนจำนวนมากมิได้หมายถึงความสามารถหรือความสำเร็จในการที่จะป้องกันมิให้นักเรียนลาออกกลางคันได้ ตัวเลขที่เป็นทางการแสดงให้เห็นว่าเด็กที่เข้าเรียนในชั้น ป.1 และจบ ป.6 มีอัตราการลาออกกลางคันในปี พ.ศ.2534 และ พ.ศ.2535 ดังนี้ ร้อยละ 13.8 และ 12.2 ตามลำดับ วิกฤตด้านเศรษฐกิจของ อาเซียน เป็นสิ่งที่กีดขวางหรืออุปสรรคที่ทำให้พ่อ-แม่ของเด็กต้องการให้เด็กอยู่กับบ้านมากกว่าไป โรงเรียน
          ออร์โดเนซกล่าวว่า รัฐบาลไทยได้จัดสรรงบประมาณเพื่อสุขภาพและการศึกษาของเด็ก ทั้งนี้ก็เพื่อให้สถานการณ์วิกฤตทางเศรษฐกิจดีขึ้น การลงทุนเพื่อธำรงไว้ซึ่งสุขภาพอนามัยและการศึกษาของเด็กเป็นการลงทุนที่ต้องใช้เวลาที่ยาวนาน ประเทศไทยไม่เคยประสบปัญหาในการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อการศึกษา เพราะรัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอ
          ยูเนสโกได้วิจัยพบว่า ครอบครัวไทยที่เป็นเด็กยากจน ร้อยละ 94.4 เป็นครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่า 5,000 บาทต่อปี (ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเส้นความยากจนอยู่ที่ 1,215) และเพียงร้อยละ 2.6 เท่านั้นที่มีรายได้มากกว่า 10,000 บาทต่อปี ซึ่งนับว่ารายได้ที่ได้รับเป็นจำนวนเล็กน้อย ใน พ.ศ.2547 ประเทศไทยมีประชากรที่ยากจนร้อยละ 9.6 หรือ 6.1 ล้านคน
          ความยากจนขับเคลื่อนให้นักเรียนออกจากโรงเรียน เพราะพวกเขาต้องการเข้าสู่ตลาดแรงงาน การวิจัยพบว่าร้อยละ 43.1 ของพ่อแม่ที่ไม่ให้ลูกเรียนในโรงเรียนก็เพราะต้องการให้ลูกเป็นคนงานชั่วคราว เพื่อหารายได้มาเลี้ยงครอบครัว ขณะที่ร้อยละ 39.00 พ่อแม่ไม่สามารถหาค่าใช้จ่ายในการเล่าเรียนให้แก่บุตรของตนได้ และอีกร้อยละ 42.7 ต้องการให้บุตรช่วยทำงานที่บ้าน ปัญหาดังกล่าวก็เกิดกับชุมชนแออัดในคลองเตย กรุงเทพฯเหมือนกัน กล่าวคือประชากรส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้แรงงานชั่วคราว และแม่ค้าหาบเร่ นอกจากนั้น มากกว่าร้อยละ 67.8 พ่อแม่ในพื้นที่ชุมชนดังกล่าวไม่สามารถให้ความสนับสนุนที่จะส่งบุตรให้เรียนในโรงเรียนได้ ขณะที่ร้อยละ 61.00 ต้องการให้บุตรทำงานหารายได้มาเลี้ยงครอบครัวเป็นกรณีพิเศษ ครูและผู้นำชุมชนในพื้นที่แห่งนี้ยืนยันว่า เพราะเหตุที่มีจำนวนเปอร์เซ็นต์ของคนว่างงานในอัตราที่สูงมาก จึงทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองต้องการนำเด็กออกจากโรงเรียนแทนที่จะให้เข้าศึกษาต่อในชั้น ต่อไป
          อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยของยูเนสโกยังชี้ให้เห็นว่าพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีระดับการศึกษาต่ำจะมีส่วนเชื่อมโยงกับการส่งบุตรเข้าเรียนในโรงเรียน ตามผลการวิจัยข้างต้นพบว่า พ่อแม่มากกว่าร้อยละ 60 เป็นพ่อแม่ของนักเรียนที่สามารถอ่านออกและเขียนได้ และจำนวนดังกล่าวเป็นพ่อแม่ของนักเรียนที่อยู่ในระบบโรงเรียน 
          นอกจากนั้นผู้นำชุมชนแออัดคลองเตยยังกล่าวอีกว่า ประชาชนที่อพยพเข้ามาอยู่ในชุมชนมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการทำงานที่ได้ค่าแรงมาก นี่แหละคือผลกระทบในอัตราการลาออกของนักเรียน (ดร.ดำรงค์ ชลสุข แปลจาก Education-Thailand : Good Marks on Literacy, But Drop-out rates worrisome)

          2.สาเหตุที่นักเรียนออกกลางคันจากบทความเรื่อง The Drop-out problem primary Education, 1984. กล่าวถึงปัญหาการลาออกกลางคันของนักเรียนชั้นประถมศึกษาในประเทศไทยว่ามีสาเหตุ ดังต่อไปนี้   สำหรับสาเหตุอื่นๆ ได้แก่ ปัญหาการ 
ปรับตัว ต้องคดีหรือถูกจับ อพยพตาม ผู้ปกครอง และแต่งงาน (สมรส) เป็นต้น

          3.วิธีการแก้ปัญหานักเรียนออกกลางคัน
             3.1 ขยายโอกาสทางการศึกษา โดยจัดรถยนต์รับ-ส่งนักเรียนในเขตทุรกันดารห่างไกล จัดจักรยานสองล้อ และเครื่องอุปกรณ์ที่จำเป็นแก่นักเรียนในเขตห่างไกล สร้างถนนเชื่อมระหว่างหมู่บ้าน เพื่อให้นักเรียนสามารถเดินทางไปโรงเรียนได้สะดวกสบายง่ายยิ่งขึ้น นอกจากนั้นยังจัดโรงเรียนเคลื่อนที่ และสร้างโรงเรียนให้เพิ่มขึ้นตามความจำเป็น
            3.2 ปรับปรุงทรัพยากรทางการศึกษา โดยให้ความเอาใจใส่ดูแลบุคลากรทางการศึกษาและครู จัดให้มีอาคารเรียนและวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ จัดครูที่มีคุณภาพไปสู่โรงเรียนที่ห่างไกลทุรกันดาร จัดสิ่งจูงใจให้แก่ท้องถิ่นกันดาร ให้ประชาชนรวบรวมจัดทุนทางการศึกษาเพื่อมอบให้ครูในท้องถิ่นกันดาร เพื่อเป็นสิ่งจูงใจให้ครูได้กลับมาสอนในชุมชนบ้านเกิดของตน อาคารเรียนต้องขยายให้ใหญ่เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับจำนวนนักเรียนที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้อาคารเรียนใช้ให้ได้ประโยชน์หลายประการหรือหลายวัตถุประสงค์ ทั้งนี้ก็เพื่อรองรับกิจกรรมที่หลากหลายได้ วัสดุอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ของโรงเรียนต้องสร้างขึ้นเพื่อประโยชน์ในการจัดอบรมครู หากเป็นไปได้ควรสร้างอุปกรณ์เครื่องมือดังกล่าวด้วยวัตถุดิบของท้องถิ่น และที่สำคัญจะต้องจัดตั้งศูนย์อุปกรณ์การสอนไว้ในตำบล/อำเภอ หรือสร้างไว้ในสถานที่ซึ่งเป็นโรงเรียนพี่โรงเรียนน้อง
            3.3 ปรับปรุงคุณภาพของการศึกษา โดยให้โรงเรียนเป็นสถานฝึกอบรมด้านอาชีพแก่นักเรียน ซึ่งนักเรียนจะสามารถมีรายได้ช่วยเหลือพ่อแม่ได้บ้าง
            3.4 ปรับทัศนคติและค่านิยมของพ่อแม่ ให้เห็นความสำคัญของการศึกษา โดยยกตัวอย่างให้เด็กเห็นว่าการศึกษาคือผลประโยชน์ที่จะได้รับ ทั้งนี้อาจกระทำโดยการประชาสัมพันธ์ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ใช้โมบายยูนิตเพื่อให้ชุมชนในชนบทนิยมส่งลูกหลานมาเข้าเรียนในโรงเรียนเพิ่มขึ้น
            3.5 โรงเรียนควรจัดหาทุนการศึกษาเพื่อช่วยเหลือนักเรียนยากจน และครูควรหาช่องทางให้นักเรียนทำงานหาเงินทางสุจริตในวันหยุดหรือนอกเวลาเรียน เช่น ล้างรถ ล้างจาน ตัดอ้อย ทำความสะอาดบ้าน และอื่นๆ
            3.6 ครูและผู้ปกครองต้องช่วยกันสอดส่องดูแลการคบเพื่อนของนักเรียน พยายามแยกนักเรียนออกจากกลุ่มเพื่อนที่ประพฤติไม่ดี 
            3.7 โรงเรียนต้องตรวจสอบการมาเรียนของนักเรียนทุกวันเป็นประจำ ว่าเข้าเรียนตรงเวลาหรือไม่ ขาดเรียนในวิชาใด หากปรากฏว่าขาดเรียนครูต้องรีบแจ้งให้ผู้ปกครองทราบทันที
            3.8 โรงเรียนร่วมกับครูแนะแนวต้องหมั่นออกเยี่ยมนักเรียนที่บ้านเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 2-3 ครั้ง และครูแนะแนวต้องเป็นที่ปรึกษาด้านการเรียน ด้านปัญหาต่างๆ แก่นักเรียนอย่างจริงจัง
            3.9 ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษาต้องทำตัวเป็นกันเองกับนักเรียน วางตัวเสมือนเป็นพ่อแม่คนที่ 2 และช่วยกันจัดสภาพแวดล้อมของโรงเรียนให้น่าอยู่ ร่มรื่น มีสีสัน อบอุ่น มีบรรยากาศแห่งความรักเมตตา
         4.ข้อเสนอแนะผู้เขียนเห็นว่าการออกกลางคันของนักเรียนเป็นการเสียโอกาสทางการศึกษาของตัวนักเรียนเอง และที่สำคัญเป็นการสูญเสียกำลังคนภาครัฐที่มีระดับการศึกษาที่ค่อนข้างต่ำ (ระดับ ป.6 และมัธยมศึกษาปีที่ 3) ทำให้แรงงานฝีมือระดับต่ำของประเทศไทยมีจำนวนมากเพิ่มขึ้นอีก ข้อเสนอแนะมีดังนี้
            4.1 รัฐควรออกกฎหมายบังคับที่รุนแรงเฉียบขาด เพื่อลงโทษพ่อแม่ผู้ปกครองที่ไม่ส่งบุตรหลานเข้าเรียนต่อในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และมัธยมศึกษาปีที่ 1 จากบทลงโทษที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.การศึกษาภาคบังคับ พ.ศ.2545 ได้ระบุบทลงโทษไว้ตามมาตรา 13, มาตรา 14, มาตรา 15 และมาตรา 16 ระวางโทษสูงสุดปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท และโทษต่ำสุดไม่เกินหนึ่งพันบาท ซึ่งอัตราโทษดังกล่าวเป็นโทษที่เบาเกินไป สมควรเพิ่มระวางโทษเป็นทั้งปรับทั้งจำ
            4.2 กระทรวงศึกษาธิการควรมอบให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาเป็นหน่วยงานกลางเก็บข้อมูลเกี่ยวกับการลาออกกลางคันของนักเรียนให้เป็นปัจจุบัน และสามารถนำมาใช้ได้ทันท่วงที
            4.3 การสนับสนุนให้นักเรียนที่ออกกลางคันแล้วไปทำงานในสถานประกอบการนั้น ให้สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจัดทำฐานข้อมูลนักเรียนจากสถานประกอบการที่มาเรียนให้พร้อม มีระบบการติดตามดูแลที่มีประสิทธิภาพ โดยให้สำนักงานการศึกษานอกระบบเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง
            4.4 ให้รางวัลตำบล อำเภอ หรือจังหวัด ในประเทศไทยที่มีจำนวนนักเรียนเข้าเรียน ต่อในชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มากที่สุด และ/หรือ มีอัตราการออกกลางคันของนักเรียนน้อยที่สุด ทั้งนี้ ให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้จัดหารางวัลและจัดพิธีมอบให้ด้วย

ขอบคุณเนื้อหาและที่มาของข่าวจาก :: หนังสือพิมพ์มติชน 

Advertisement

TAGS ที่เกี่ยวข้อง >>

^