LASTEST NEWS

10 ธ.ค. 2559สพม.20 เปิดสอบพนักงานราชการครู จำนวน 14 อัตรา 10 ธ.ค. 2559สพป.ชัยภูมิ เขต 2 เปิดสอบพนักงานราชการครู จำนวน 10 อัตรา 10 ธ.ค. 2559สพป.เลย เขต 2 เปิดสอบพนักงานราชการครู จำนวน 6 อัตรา สมัคร12-18ธ.ค.2559 09 ธ.ค. 2559“5 ธันวาฯ”ยังให้เป็น“วันพ่อแห่งชาติ”ต่อไป 08 ธ.ค. 2559ค้าน "คลัง" ยกงบ7หมื่นล.ให้ประกันดูแลสวัสดิการขรก. 08 ธ.ค. 2559ข่าวดี! กศจ.กทม. อนุมัติเรียกบรรจุครูผู้ช่วย 530 อัตรา 08 ธ.ค. 2559ว่างไปสมัคร! รับเยอะ 28 อัตรา (วุฒิม.6-ปริญญาตรีทุกสาขา) เปิดสอบพนักงานราชการครู และลูกจ้างชั่วคราว 08 ธ.ค. 2559สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง รับสมัครอาจารย์ 08 ธ.ค. 2559จ่อฟันผู้บริหารอาชีวะเอี่ยวเปิดเทียบโอนไร้มาตรฐาน 08 ธ.ค. 2559เตือนใช้วุฒิปลอมโดนคดีอาญา

รักลูกเกินเหตุ 7 แบบ ที่จะแปรเปลี่ยนเป็นทำร้ายลูก/สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

  • 15 ต.ค. 2558 เวลา 08:10 น.
  • 10,114 ครั้ง
  • LINE it!
Advertisement
รักลูกเกินเหตุ 7 แบบ ที่จะแปรเปลี่ยนเป็นทำร้ายลูก/สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

Advertisement
เพิ่มเราเป็นเพื่อนใน Line กดเลย!

นำเสนอข่าวโดย >> ทีมงานครูวันดีดอทคอม ส่งข่าวนี้ เข้าไลน์ LINE it! - +

รักลูกเกินเหตุ 7 แบบ  ที่จะแปรเปลี่ยนเป็นทำร้ายลูก/สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน

       พ่อแม่ทุกคนรักลูก พ่อแม่ทุกคนล้วนปรารถนาอยากจะให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูก เพียงแต่ต้องขี้นอยู่กับเงื่อนไขและปัจจัยชีวิตว่าจะทำสิ่งที่ปรารถนาให้ลูกได้มากน้อยแค่ไหนตามข้อจำกัดที่มีอยู่ 
       
       เวลาพูดถึงความรัก เราไม่สามารถวัดขนาดของมันได้ว่า ความรักของพ่อแม่ครอบครัวไหนจะรักลูกมากกว่าครอบครัวนั้น ครอบครัวนี้ เพราะเราไม่มีมาตรวัดขนาดของความรัก และความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูกก็ปราศจากเงื่อนไข
       
       สิ่งที่พอจะประเมินความรักของพ่อแม่ได้ ก็ต้องดูที่ผลลัพธ์จากตัวลูก ว่า เป็นผลผลิตของความรักแบบไหน เขาเติบโตขึ้นไปเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่เช่นไร แล้วจึงจะสะท้อนได้ว่าเป็นผลผลิตจากความรักที่ถูกวิธีหรือไม่ ถูกเลี้ยงดูมาแบบรักมากเกินไป รักน้อยเกินไปหรือเปล่า เพราะเรื่องความรัก นอกจากต้องใช้สัญูชาตญาณของความเป็นพ่อแม่ในการเลี้ยงดู ก็ต้องมีความรู้ควบคู่ด้วยจึงจะถูกวิธี มิเช่นนั้นแล้วอาจกลายเป็นทำร้ายลูกก็ได้
       
       แล้วพ่อแม่แบบไหนที่ใช้ "ความรัก" ทำร้ายลูก ?
       
       ลองตรวจสอบกันดูหน่อยว่าคุณเป็นพ่อแม่ประเภทไหน เข้าข่ายทำร้ายลูกหรือไม่ !
       
       ประเภทแรก - กลัวลูกลำบาก 
       พ่อแม่ประเภทนี้มักจะทำทุกสิ่งอย่างให้ลูก เพราะกลัวว่าลูกจะลำบาก กลัวลูกอด กลัวลูกเจ็บ ฯลฯ กลัวไปซะทุกเรื่อง ไม่ยอมให้ลูกลำบากตรากตรำ คอยปรนนิบัติพัดวีให้ทุกอย่าง เมื่อมีปัญหาใด ๆ ก็มักจะยื่นมือไปช่วยเหลือในทันที แทบจะไม่ปล่อยให้ลูกเผชิญกับปัญหาหรือความลำบากเลย ถ้าเป็นลูกเล็ก แม่ก็จะคอยอุ้มอยู่ตลอดเวลา ไม่ค่อยยอมปล่อยให้ไปคลุกดินคลุกทราย หรือเดินโดยลำพัง พอเริ่มโต ก็จะมีคนคอยเดินตามประกบทุกฝีก้าว และเมื่อเด็กพลาดล้มก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปทันที
       
       ประเภทที่สอง - ทดแทนชีวิตวัยเด็ก
       พ่อแม่ประเภทนี้ต้องการให้ลูกทดแทนบางสิ่งบางอย่างที่ขาดหายไปของพ่อแม่เมื่อวัยเด็ก อะไรที่ไม่เคยมี ก็อยากให้ลูกได้มี อะไรที่ไม่เคยทำ ก็อยากให้ลูกได้ทำ หรือเมื่อครั้งวัยเด็ก พ่อหรือแม่อาจมีฐานะไม่ดีนัก หรือมีปมด้อย หรือลำบากมาก่อน พ่อแม่ประเภทนี้จะฝังใจอยู่กับอดีต ฉะนั้น เมื่อตัวเองประสบความสำเร็จก็พยายามชดเชยอะไรบางอย่างให้กับลูกตลอดเวลา
       
       ประเภทที่สาม - ขีดเส้นให้ลูกเดิน 
       พ่อแม่ประเภทนี้จะเชื่อว่าเส้นทางที่เลือกไว้ให้ลูก คือ เส้นทางที่ดีที่สุดเสมอ และมักเชื่อว่าตัวเองได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก โดยที่จะพูดย้ำกับลูกอยู่เสมอว่าเพราะพ่อแม่รักลูกถึงเลือกเส้นทางชีวิตเช่นนี้ให้ลูก โดยไม่ฟังเสียงของลูก เช่น อยากให้ลูกสืบทอดกิจการ ก็วางเส้นทางเพื่อให้ลูกเดินตามรอยที่ตัวเองต้องการ โดยไม่ได้ดูความถนัด หรือความชอบของลูกเลย ปัจจุบันเด็กไทยประสบปัญหาข้อนี้อย่างมากในแทบทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องเรียน ที่เด็กมักเลือกเรียนตามที่พ่อแม่ต้องการมากกว่าที่จะรู้ว่าตัวเองชอบหรือถนัดอะไรหรือมีเป้าหมายชีวิตของตัวเองชัดเจน
       
       ประเภทที่สี่ - ลูกฉันไม่เคยผิด
       พ่อแม่ประเภทนี้เป็นพ่อแม่ที่ปกป้องลูกตลอดเวลา ไม่ว่าลูกจะมีปัญหาอะไรกับใคร หรือมีปัญหากับสมาชิกในครอบครัว พ่อแม่ก็มักปกป้องลูกอยู่ดี ลูกฉันไม่เคยผิด แม้ลูกจะทำผิดก็โทษผู้อื่นเสมอ เวลาลูกมีปัญหากับใคร พ่อแม่ก็มักออกโรงปกป้องเต็มที่ ซึ่งหารู้ไม่ว่าลูกประเภทนี้มักจะมีปัญหาเมื่อเขาเติบโตขึ้นเสมอ
       
       ประเภทที่ห้า - รู้ไม่เท่าทันลูก
       พ่อแม่ประเภทนี้พร้อมจะเชื่อลูกทุกอย่าง ลูกบอกอะไรก็เชื่อ โดยไม่ได้สนใจหรือตรวจสอบเลยว่าลูกทำอะไร ลูกคบเพื่อนแบบไหน ลูกทำสิ่งที่เหมาะสมหรือเปล่า พ่อแม่ประเภทนี้มักขาดความรู้ เช่น ลูกขอซื้อคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือด้วยเหตุผลเพื่อนำมาใช้หาความรู้ ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องใช้สเปกสูงๆหรือราคาแพงจนเกินไป แต่ด้วยความที่เชื่อลูก ก็ให้เงินซื้อมาอย่างง่ายดาย โดยในความเป็นจริงลูกอาจนำมาเล่นเกมหรือใช้อย่างไม่เหมาะสม โดยที่พ่อแม่ไม่รู้ หรือไม่ตรวจสอบ หรือไม่ได้สนใจด้วยซ้ำไป
       
       ประเภทที่หก - เข้มงวดเกินไป
       พ่อแม่ประเภทนี้มักจะไม่ยอมให้ลูกอยู่นอกสายตา ไม่ว่าลูกจะทำอะไรจะคอยกำกับอยู่เสมอ จะไม่ยอมให้ออกนอกลู่นอกทางเด็ดขาด ส่วนใหญ่จะมีกฏเกณฑ์กติกาและตารางชีวิตสำหรับลูก เช่น ถึงเวลาอ่านหนังสือ ได้เวลาไปเรียนกวดวิชา ไม่อนุญาตให้ไปเที่ยวกับเพื่อนลำพังจะต้องไปด้วยทุกครั้ง ฯลฯ พ่อแม่มักไม่ค่อยผ่อนปรน สิ่งใดที่ไม่เห็นด้วยจะไม่ยอมให้ลูกทำเด็ดขาด ส่วนใหญ่ลูกจะอึดอัด และสุดท้ายจะนำไปสู่การโกหกและหลีกหนี
       
       ประเภทที่เจ็ด - กลัวลูกเหลิง
       พ่อแม่ประเภทนี้ไม่ยอมแสดงความรักที่มีต่อลูก รวมไปถึงไม่ยอมชื่นชมหรือให้กำลังใจเมื่อลูกทำสิ่งใดได้ เพราะกลัวว่าลูกจะเหลิง เข้าข่ายรักนะแต่ไม่แสดงออก วิธีคิดแบบนี้ ลูกอาจจะคิดว่าพ่อแม่ไม่รัก และหันออกไปหาความรักนอกบ้าน จากเพื่อนหรือคนอื่น ๆ ที่แสดงความรักและเห็นว่าเขามีคุณค่า ซึ่งหากเขาพบคนที่ดีก็โชคดี แต่ถ้าเจอคนที่มาหลอกลวงนำพาไปสิ่งที่ไม่เหมาะสมก็เป็นอันตรายยิ่ง
       
       ทั้ง 7 ประการล้วนแล้วแต่เป็นอุปสรรคของความรักที่พ่อแม่มีต่อลูก และอาจนำไปสู่การแปรเปลี่ยนเป็นทำร้ายลูกได้ความรักเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในการเลี้ยงดูลูก ความรักที่พอดีจะทำให้ลูกเติบโต มีพัฒนาการสมกับวัยของเขา แต่ถ้าเมื่อไรพ่อแม่ให้เขามากเกินไปจนเขาสำลักความรัก เขาก็จะอ่อนแอในการใช้ชีวิต
       
       หรือถ้าคุณไม่มีความรักให้กับเขาเลย เขาก็จะอ่อนแอเกินกว่าจะเผชิญกับสิ่งต่าง ๆ ในโลกได้เช่นเดียวกัน
       
       พ่อแม่เป็นคนสำคัญที่สุดสำหรับลูก ความรักของพ่อแม่ต้องมีสมดุล

ขอบคุณเนื้อหาและที่มาของข่าวจาก : หนังสือพิมพ์ ASTVผู้จัดการออนไลน์ วันที่ 14 ตุลาคม 2558 09:59 น. (แก้ไขล่าสุด 14 ตุลาคม 2558 15:19 น.)
Advertisement

TAGS ที่เกี่ยวข้อง >>


Advertisement
^