LASTEST NEWS

05 ธ.ค. 2559คลอดกรอบหลักสูตรผลิตครูรูปแบบใหม่ 05 ธ.ค. 2559ด่วน! สพม.30 เปิดสอบพนักงานราชการ ตำแหน่งครูผู้สอน 17 อัตรา 05 ธ.ค. 2559กศน.อุตรดิตถ์ เปิดสอบพนักงานราชการทั่วไป สมัครตั้งแต่บัดนี้-9ธ.ค.2559 05 ธ.ค. 2559ช.พ.ค.สูงวัยหยุดส่งเงินรายศพเริ่มม.ค.60 05 ธ.ค. 2559สทศ.รับสมัครสอบแกต-แพตครั้งที่2 05 ธ.ค. 2559ศธ. ชงเกรด1.00 มีสิทธิกู้ กยศ. 05 ธ.ค. 2559ศธ.น้อมนำพระราชกระแสในหลวงร.9 05 ธ.ค. 2559แจกสูตรคำนวณ Excel สำหรับทุกงาน ทุกสายอาชีพครับ 05 ธ.ค. 2559ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี 489/2559 การขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาการทุจริต กระทรวงศึกษาธิการ 05 ธ.ค. 2559ข่าวดี! สำนักงาน ก.พ.ประกาศรับสมัครสอบ ก.พ. ภาค ก ภาคพิเศษ สมัครทางอินเทอร์เน็ต

กาง..ผลสอบ "ผู้ตรวจการฯ" สกสค.ปล่อยกู้ บิลเลี่ยนฯ 2.5พันล.

  • 28 ก.ย. 2558 เวลา 18:56 น.
  • 1,346 ครั้ง
  • LINE it!
Advertisement
กาง..ผลสอบ "ผู้ตรวจการฯ" สกสค.ปล่อยกู้ บิลเลี่ยนฯ 2.5พันล.

Advertisement
เพิ่มเราเป็นเพื่อนใน Line กดเลย!

นำเสนอข่าวโดย >> ทีมงานครูวันดีดอทคอม ส่งข่าวนี้ เข้าไลน์ LINE it! - +

กาง..ผลสอบ "ผู้ตรวจการฯ" สกสค.ปล่อยกู้ บิลเลี่ยนฯ 2.5พันล.

          หมายเหตุ - นายศรีราชา วงศารยางกูร ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ทำหนังสือด่วนที่สุด ประทับตรา "ลับ" ลงวันที่ 11 กันยายน แจ้ง "ผลการวินิจฉัย" ของผู้ตรวจการแผ่นดิน ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กรณีตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ปฏิบัติ หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยการดำเนินโครงการเงินกู้ของการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) ประกอบกับได้นำเงินกองทุนสะสมจากกองทุนดังกล่าวมาปล่อยกู้ 2,500 ล้านบาท ให้กับเอกชนโดยมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ส่วนรวม "มติชน" เห็นว่ามีเนื้อหาน่าสนใจ จึงนำเสนอ

          ประเด็นที่ 1.การซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน 2,100 ล้านบาทกับบริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด ข้อเท็จจริงจากพยาน เอกสารและบันทึกคำชี้แจงของผู้เกี่ยวข้อง สรุปได้ว่า

          1.1 บริษัทบิลเลี่ยนฯ มีหนังสือชี้ชวนซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินถึงผู้บริหาร สกสค.รายที่ 2 ลงวันที่ 20 ธันวาคม 2556 วงเงิน 2,100 ล้านบาท เนื่องจากได้รับข้อมูลจากผู้บริหาร สกสค.รายที่ 2 กับพวก ว่า สกสค.มีเงินฝากประเภทประจำไว้ที่ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) จะครบกำหนดวันที่ 26 ธันวาคม 2556 แสดงให้เห็นว่าผู้บริหาร สกสค.รายที่ 2 กับพวก ได้ร่วมวางแผนสมรู้ร่วมคิดกับเอกชนดังกล่าว ต่อมาวันที่ 23 ธันวาคม 2556 สกสค.ได้รับหนังสือดังกล่าว ส่งเรื่องให้ผู้บริหาร สกสค.รายที่ 3 ซึ่งผู้บริหารรายนี้ไม่พิจารณาใดๆ มอบให้สำนักงานสวัสดิการครูดำเนินการ ผู้บริหาร สกสค.รายที่ 3 รีบเสนอต่อผู้บริหารรายที่ 2 โดยไม่ตรวจสอบ วันเดียวกันผู้บริหาร สกสค.รายที่ 2 นำบันทึกเสนอคณะกรรมการบริหารกองทุนฯและสั่งประชุมวันที่ 25 ธันวาคม 2556 เวลา 18.00 น. ทั้งที่คณะกรรมการฯเพิ่งประชุมไปเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2556 โดยปกติจะประชุมเดือนละครั้งต่อจากประชุมคณะกรรมการ ช.พ.ค. เนื่องจากกรรมการทั้ง 2 ชุด เป็นบุคคลเดียวกันและหลายคนอยู่ต่างจังหวัด จึงต้องประชุมวันเดียวกัน การที่ผู้บริหาร สกสค.รายที่ 2 นัดประชุมนอกเวลาราชการ พิจารณาได้ว่าผู้บริหาร สกสค.รายที่ 2 กับคณะกรรมการกองทุนฯ ต่างร่วมรับรู้ถึงการที่จะมีการอนุมัติซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน แสดงให้เห็นว่าอาจเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดย มิชอบและมีเจตนาโดยทุจริต

          1.2 บริษัทบิลเลี่ยนฯ ไม่ได้เข้าร่วมประชุม และหนังสือชี้ชวนไม่มีเอกสารใดแนบ ทั้งที่การร่วมลงทุนวงเงินเกิน 1,000 ล้านบาท ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 แต่ไม่มีผู้ใดอภิปรายค้าน น่าเชื่อว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐมีพฤติการณ์รู้เห็นเป็นใจกันและมีผลประโยชน์ตอบแทน และผู้บริหาร สกสค.รายที่ 2 ได้สรุปถึงประโยชน์ที่กองทุนจะได้รับ อ้างว่าบริษัทมั่นคงและได้ผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินกับสถาบันการเงิน คำอภิปราย ของผู้บริหาร สกสค.รายที่ 2 มีผลให้คณะกรรมการกองทุนฯอนุมัติซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน 2,100 ล้านบาท โดยใช้ระยะเวลาประชุมเพียง 30 นาที การกระทำมีมูลความผิดทางอาญาฐานอาจเข้าข่ายฉ้อโกง

          1.3 หลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 และมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2538 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติตาม สกสค.และกองทุนฯ มีสถานะเป็นหน่วยงานของรัฐ การลงทุนวงเงินเกิน 1,000 ล้านบาทขึ้นไป จะต้องเสนอผลการศึกษาและการวิเคราะห์โครงการต่อ ศธ. แต่ผู้บริหาร สกสค.รายที่ 2 และพวกกลับละเว้น เป็นการกระทำ ฝ่าฝืน พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 มาตรา 67, 69 และ 73 และข้อบังคับคณะกรรมการ สกสค. ว่าด้วยการมอบอำนาจของเลขาธิการ สกสค.ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก พ.ศ.2553 ข้อ 4, 5 และ 6 และข้อบังคับคณะกรรมการ สกสค. ว่าด้วยการเงิน การบัญชี ทรัพย์สินและการงบประมาณ พ.ศ.2547 ข้อ 9 และ 27

          หลังอนุมัติซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน ผู้บริหาร สกสค.รายที่ 2 และผู้บริหาร สกสค.รายที่ 3 สั่งให้เจ้าหน้าที่รีบดำเนินการให้เสร็จภายในวันที่ 27 ธันวาคม 2556 ต่อมาวันที่ 26 ธันวาคม 2556 เจ้าหน้าที่ สกสค.ได้ดำเนินการทางเอกสารเพื่อขอปิดบัญชี ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เอกสารเสร็จหลังเวลาราชการ และเอกสารยังไม่ได้ลงนามโดยผู้บริหาร สกสค.รายที่ 2 ซึ่งขณะนั้น อยู่ที่บ้านที่ต่างจังหวัด เจ้าหน้าที่ต้องนำเอกสารไปให้ลงนามถึงที่บ้านในเวลา 20.00 น. ก่อนลงนามเจ้าหน้าที่ได้เจรจาต่อรองกับ ผู้บริหาร สกสค.รายที่ 2 และผู้บริหาร สกสค.รายที่ 3 ซึ่งอยู่ด้วยกันว่า "อย่าเพิ่งโอนเงินภายในวันที่ 27 ธันวาคม 2556" ให้เลื่อนไปหลังปีใหม่ เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้มีเวลาตรวจสอบเอกสารและความถูกต้องในการขออาวัล ตั๋วสัญญาใช้เงินของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อจะได้ไม่เกิดความเสียหายภายหลัง แต่ผู้บริหารรายที่ 2 และรายที่ 3 ไม่ฟัง สั่งให้เจ้าหน้าที่เร่งโอนเงินให้เสร็จภายในวันที่ 27 ธันวาคม 2556

          ต่อมาวันที่ 27 ธันวาคม 2556 ก่อน โอนเงินไปธนาคารกสิกรไทย สาขาหลาน หลวง ในทางปฏิบัติต้องตรวจสอบก่อนว่าบริษัทบิลเลี่ยนฯ ได้ยื่นเรื่องขอให้ธนาคารอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงิน 2,100 ล้านบาทแล้วหรือไม่ แต่ไม่มีการตรวจสอบ แค่บริษัทโทรแจ้งว่าธนาคารได้จัดการอาวัลแล้ว สกสค.ก็แจ้งธนาคารธนชาตให้โอนเงินผ่านบาทเนตเลย จากนั้นเมื่อเดินทางไปธนาคารกสิกรไทย สาขาหลานหลวง ขณะอยู่ฝั่งตรงข้าม ได้รับ แจ้งจากทนายบริษัทบิลเลี่ยนฯ ว่าไม่ต้องเข้าไปที่ธนาคารเนื่องจากมีเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) อายัดการทำธุรกรรมของบริษัทบิลเลี่ยนฯ ที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาดังกล่าว ผู้บริหารรายที่ 3 และพวกก็ไม่เข้าไปตรวจสอบว่าอายัดจริงหรือไม่นอกจากนี้ ยังไม่ตรวจสอบหลักประกันที่บริษัทบิลเลี่ยนฯ นำมาเสนอ รวมถึงที่บริษัทบิลเลี่ยนฯ อ้างว่า กำลังก่อสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ มูลค่า 6,000 ล้านบาท ก็ไม่ตรวจสอบ ผู้บริหารรายที่ 1, 2 และ 3 และคณะกรรมการกองทุนฯ จึงอาจเข้าข่ายมีความผิดทางอาญา/ผิดวินัยร้ายแรง

          ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 157, 162, 341 พ.ร.บ.ว่าด้วยป้องกันและปราบปรามทุจริต พ.ร.บ.ว่าด้วยเอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 8, 9 และ 11

          ประเด็นที่ 2 การกระทำของเจ้าหน้าที่ของปรัฐและเอกชนที่ร่วมกันกระทำความผิด กรณีซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 400 ล้านบาท การพิจารณาสอบสวนข้อเท็จจริงจากพยาน เอกสารและบันทึกคำให้การของเจ้าหน้าที่ของรัฐ สรุปได้ว่า

          ผู้บริหาร สกสค.รายที่ 1, 2 และ 3 ถูกกล่าวหาร่วมสมคบคิดกับบุคคลอื่นกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและฐานฉ้อโกง เนื่องจากทราบดีอยู่แล้วว่า นับแต่บริษัทบิลเลี่ยนฯ ได้รับอนุมัติการซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินไปแล้ว 1 ปีเศษ ก็ไม่ดำเนินการใดๆ ให้เป็นไปตามข้อตกลง ขณะเดียวกันหลังบริษัทได้รับอนุมัติซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน บริษัทก็ไม่สามารถทำอาวัล และผู้บริหาร สกสค.รายที่ 1 ก็ทราบด้วยว่าธนาคารที่บริษัทบิลเลี่ยนฯ กล่าวอ้างที่จะทำอาวัลตั๋วเป็นการกล่าวอ้างเท็จ แทนที่จะยกเลิกสัญญาและติดตามเงินคืน กลับไม่ดำเนินการ และเมื่อบริษัทบิลเลี่ยนฯ ทำหนังสือขอวงเงินซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินเพิ่ม 400 ล้านบาท ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2557 แทนที่จะคัดค้านและปฏิเสธข้อเสนอ หรือแสดงความเห็นที่จะปกป้องผลประโยชน์ของทางราชการ ทั้งที่ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและผู้อำนวยการสำนักสวัสดิภาพครูได้มีความเห็นว่าไม่ควรรับข้อเสนอ เนื่องจากหลักประกันตามอ้างยากต่อการตรวจสอบ และการซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน 2,100 ล้านบาทก็ยังไม่อาวัล แต่ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2557 ก็ไม่อภิปรายคัดค้าน โดยเฉพาะผู้บริหาร สกสค. รายที่ 2 ยังชี้นำว่าบริษัทบิลเลี่ยนฯ น่าเชื่อถือ เนื่องจากการลงทุนในครั้งแรก สกสค.ได้รับเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยแล้ว พฤติการณ์ร่วมกับบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องปกปิดความจริงเพื่อ หลอกลวง สกสค. และได้เงิน สกสค. 400 ล้านบาท ไป การกระทำจึงมีมูลฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157, 341, 83, 86 ประกอบ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรของรัฐหรือหน่วยงานรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 8, 9 และ 11

          กรณีคณะผู้บริหารบริษัทบิลเลี่ยนฯ หลังคณะกรรมการกองทุนฯ อนุมัติซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน 2,100 ล้านบาท ในข้อตกลง บริษัทต้องทำอาวัลตั๋วเต็มวงเงิน แต่บริษัทไม่ดำเนินการ และยังอ้างข้อความอันเป็นเท็จด้วยว่าธนาคารแห่งหนึ่งจะทำอาวัลตั๋วให้ 2,100 ล้านบาท แต่ธนาคารดังกล่าวแจ้งว่าบริษัทบิลเลี่ยนฯ ไม่เคยติดต่อให้ทำอาวัล บริษัทบิลเลี่ยนฯ ยังได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐหลอกลวง สกสค.ด้วยการนำเอกสารต่างๆ มาวางเป็นหลักประกันเพื่อขอวงเงินเพิ่มจากเดิม 2,100 ล้านบาท เป็น 3,000 ล้านบาท และคณะกรรมการกองทุนฯ อนุมัติเงินซื้อตั๋วสัญญาเพิ่มอีก 400 ล้านบาท และจนถึงปัจจุบันบริษัทบิลเลี่ยนฯ ยังไม่สามารถทำการอาวัลตั๋วทั้งฉบับคือ 2,100 ล้านบาท และ 400 ล้านบาท ยิ่งสนับสนุนให้เห็นถึงเจตนา

          จึงอาจเข้าข่ายมีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ และเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับผู้บริหาร สกสค.กับพวกเข้าข่ายกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 8 และ 11 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 83

          ประเด็นที่ 3 การปิดบัญชีและการเบิกปถอนเงินของธนาคารธนชาตชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และธนาคารต้องรับผิดชอบใช้เงินคืนให้ สกสค.หรือไม่ อย่างไร

          ผู้บริหาร สกสค.รายที่ 1 ได้ทำหนังสือที่ ศธ. 5203.1/17555 ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2556 เพื่อขอปิดบัญชีและถอนเงินฝากประจำและเงินฝากออมทรัพย์รวม 4 บัญชี เป็นเงินจำนวน 2,100 ล้านบาท โดยมี ผู้จัดการธนาคารธนชาต สาขาสี่แยกเฉลิมบุรี (เยาวราช) เป็นผู้รับหนังสือ และได้ตรวจสอบแล้วเห็นว่าหนังสือมิได้ระบุบัญชีธนาคารและเลขที่ผู้รับโอนให้ตรงกับคำขอโอนบาทเนต ซึ่งไม่สามารถดำเนินการตามคำขอได้ ต่อมาวันที่ 27 ธันวาคม 2556 ผู้จัดการธนาคารได้เดินทางไปที่ สกสค. เพื่อแจ้งเรื่องที่ไม่สามารถปิดบัญชีและถอนเงินได้ ทั้งยังแจ้งให้ผู้บริหาร สกสค.รายที่ 1 ทำหนังสือขึ้นใหม่และระบุผู้รับโอนรวมถึงเลขบัญชี ผู้จัดการธนาคารได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ สกสค.ว่ามีแต่ผู้บริหาร สกสค.รายที่ 3 ปฏิบัติหน้าที่ราชการแทน จากนั้นผู้จัดการธนาคารได้รับหนังสือ สกสค. ที่ ศธ. 5203.1/17554 ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2556 ซึ่งมีข้อความเลขที่หนังสือ วันที่ เดือน ปีเดียวกันกับหนังสือฉบับที่ผู้บริหาร สกสค.รายที่ 1 ลงนาม เพียงแต่ระบุข้อความเพิ่มเติมว่า "เข้าธนาคารกสิกรไทยบัญชีออมทรัพย์ของบริษัทบิลเลี่ยนฯ เลขที่..." เท่านั้น ขณะที่ผู้จัดการธนาคารรับหนังสือดังกล่าว โดยทราบดีว่าผู้บริหาร สกสค.รายที่ 3 ไม่มีอำนาจหน้าที่ปิดบัญชีเงินฝากประเภทประจำและออมทรัพย์ อีกทั้งหนังสือทั้ง 2 ฉบับมีเลขหนังสือและวันที่เดียวกัน ซึ่งเป็นข้อพิรุธว่า การออกหนังสือทั้ง 2 ฉบับชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ผู้จัดการธนาคารควรต้องตรวจสอบ ซึ่งตามระเบียบเงื่อนไขและประเพณีปฏิบัติของธนาคาร จะต้องมีหนังสือของหัวหน้าหน่วยงานเท่านั้น จึงอาจเข้าข่ายการกระทำด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

          ดังนั้นธนาคารธนชาต ในฐานะตัวการจึงต้องร่วมรับผิดกับผู้จัดการคนดังกล่าวชดใช้เงินจำนวน 2,100 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ของเงินต้นจำนวน 2,100 ล้านบาท นับตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2556 จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้กับ สกสค.

ขอบคุณเนื้อหาและที่มาของข่าวจาก : หนังสือพิมพ์มติชน
Advertisement

TAGS ที่เกี่ยวข้อง >>


Advertisement
^