LASTEST NEWS

24 มี.ค. 2560รวมลิงค์!! ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย กรณีพิเศษ ปีพ.ศ.2560 24 มี.ค. 2560ด่วนที่สุด ที่ ศธ 04009/ว1782 การสอบแข่งขันฯ ตำแหน่งครูผู้ช่วย ปีพ.ศ.2560 24 มี.ค. 2560กศจ.กรุงเทพมหานคร ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย กรณีพิเศษ 2560 24 มี.ค. 2560(( เตรียมลิงค์รอ )) ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย กทม. 2560 ผลสอบครูกทม.2560 ประกาศวันที่ 21 เมษายน 2560 24 มี.ค. 2560จุฬาฯ ห่วง เปิดช่องไร้ตั๋วสอบบรรจุครู มีผลต่อเด็กเลือกเรียนต่อมหาวิทยาลัย 24 มี.ค. 2560โรงเรียนมนตรีศึกษา รับสมัครครูผู้สอน 9 อัตรา สมัครได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป 24 มี.ค. 2560การศึกษา: วงการแม่พิมพ์ระอุ...ศธ.เปิดทางคนเก่งไร้ตั๋วสอบครูได้ 24 มี.ค. 2560ชี้ความเสี่ยงของคนไร้ตั๋วสอบครู ผช."สุรวาท"แนะควรใช้ในกรณีพิเศษ-ขัดหลักวิชาชีพ-พรบ.สภาครู/เงินเดือน 24 มี.ค. 2560เงินเดือนขึ้นร้อยละ ก.ค.ศ.ให้เริ่มใช้ 1 ต.ค.60 - ยกเลิกแบบ 0.5ขั้น, 1ขั้น - มีขั้นต่ำ-ขั้นสูงของอันดับ 24 มี.ค. 2560เลื่อนเงินเดือนครูฯเป็นเปอร์เซ็นต์เริ่ม 1 ตุลานี้

กาง..ผลสอบ "ผู้ตรวจการฯ" สกสค.ปล่อยกู้ บิลเลี่ยนฯ 2.5พันล.

  • 28 ก.ย. 2558 เวลา 18:56 น.
  • 1,360 ครั้ง
  • LINE it!
Advertisement
กาง..ผลสอบ "ผู้ตรวจการฯ" สกสค.ปล่อยกู้ บิลเลี่ยนฯ 2.5พันล.

Advertisement
เพิ่มเราเป็นเพื่อนใน Line กดเลย!

นำเสนอข่าวโดย >> ทีมงานครูวันดีดอทคอม ส่งข่าวนี้ เข้าไลน์ LINE it! - +

กาง..ผลสอบ "ผู้ตรวจการฯ" สกสค.ปล่อยกู้ บิลเลี่ยนฯ 2.5พันล.

          หมายเหตุ - นายศรีราชา วงศารยางกูร ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ทำหนังสือด่วนที่สุด ประทับตรา "ลับ" ลงวันที่ 11 กันยายน แจ้ง "ผลการวินิจฉัย" ของผู้ตรวจการแผ่นดิน ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กรณีตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ปฏิบัติ หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยการดำเนินโครงการเงินกู้ของการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) ประกอบกับได้นำเงินกองทุนสะสมจากกองทุนดังกล่าวมาปล่อยกู้ 2,500 ล้านบาท ให้กับเอกชนโดยมิชอบ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ส่วนรวม "มติชน" เห็นว่ามีเนื้อหาน่าสนใจ จึงนำเสนอ

          ประเด็นที่ 1.การซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน 2,100 ล้านบาทกับบริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด ข้อเท็จจริงจากพยาน เอกสารและบันทึกคำชี้แจงของผู้เกี่ยวข้อง สรุปได้ว่า

          1.1 บริษัทบิลเลี่ยนฯ มีหนังสือชี้ชวนซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินถึงผู้บริหาร สกสค.รายที่ 2 ลงวันที่ 20 ธันวาคม 2556 วงเงิน 2,100 ล้านบาท เนื่องจากได้รับข้อมูลจากผู้บริหาร สกสค.รายที่ 2 กับพวก ว่า สกสค.มีเงินฝากประเภทประจำไว้ที่ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) จะครบกำหนดวันที่ 26 ธันวาคม 2556 แสดงให้เห็นว่าผู้บริหาร สกสค.รายที่ 2 กับพวก ได้ร่วมวางแผนสมรู้ร่วมคิดกับเอกชนดังกล่าว ต่อมาวันที่ 23 ธันวาคม 2556 สกสค.ได้รับหนังสือดังกล่าว ส่งเรื่องให้ผู้บริหาร สกสค.รายที่ 3 ซึ่งผู้บริหารรายนี้ไม่พิจารณาใดๆ มอบให้สำนักงานสวัสดิการครูดำเนินการ ผู้บริหาร สกสค.รายที่ 3 รีบเสนอต่อผู้บริหารรายที่ 2 โดยไม่ตรวจสอบ วันเดียวกันผู้บริหาร สกสค.รายที่ 2 นำบันทึกเสนอคณะกรรมการบริหารกองทุนฯและสั่งประชุมวันที่ 25 ธันวาคม 2556 เวลา 18.00 น. ทั้งที่คณะกรรมการฯเพิ่งประชุมไปเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2556 โดยปกติจะประชุมเดือนละครั้งต่อจากประชุมคณะกรรมการ ช.พ.ค. เนื่องจากกรรมการทั้ง 2 ชุด เป็นบุคคลเดียวกันและหลายคนอยู่ต่างจังหวัด จึงต้องประชุมวันเดียวกัน การที่ผู้บริหาร สกสค.รายที่ 2 นัดประชุมนอกเวลาราชการ พิจารณาได้ว่าผู้บริหาร สกสค.รายที่ 2 กับคณะกรรมการกองทุนฯ ต่างร่วมรับรู้ถึงการที่จะมีการอนุมัติซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน แสดงให้เห็นว่าอาจเข้าข่ายการปฏิบัติหน้าที่โดย มิชอบและมีเจตนาโดยทุจริต

          1.2 บริษัทบิลเลี่ยนฯ ไม่ได้เข้าร่วมประชุม และหนังสือชี้ชวนไม่มีเอกสารใดแนบ ทั้งที่การร่วมลงทุนวงเงินเกิน 1,000 ล้านบาท ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 แต่ไม่มีผู้ใดอภิปรายค้าน น่าเชื่อว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐมีพฤติการณ์รู้เห็นเป็นใจกันและมีผลประโยชน์ตอบแทน และผู้บริหาร สกสค.รายที่ 2 ได้สรุปถึงประโยชน์ที่กองทุนจะได้รับ อ้างว่าบริษัทมั่นคงและได้ผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินกับสถาบันการเงิน คำอภิปราย ของผู้บริหาร สกสค.รายที่ 2 มีผลให้คณะกรรมการกองทุนฯอนุมัติซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน 2,100 ล้านบาท โดยใช้ระยะเวลาประชุมเพียง 30 นาที การกระทำมีมูลความผิดทางอาญาฐานอาจเข้าข่ายฉ้อโกง

          1.3 หลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 และมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ลงวันที่ 3 ตุลาคม 2538 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติตาม สกสค.และกองทุนฯ มีสถานะเป็นหน่วยงานของรัฐ การลงทุนวงเงินเกิน 1,000 ล้านบาทขึ้นไป จะต้องเสนอผลการศึกษาและการวิเคราะห์โครงการต่อ ศธ. แต่ผู้บริหาร สกสค.รายที่ 2 และพวกกลับละเว้น เป็นการกระทำ ฝ่าฝืน พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 มาตรา 67, 69 และ 73 และข้อบังคับคณะกรรมการ สกสค. ว่าด้วยการมอบอำนาจของเลขาธิการ สกสค.ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก พ.ศ.2553 ข้อ 4, 5 และ 6 และข้อบังคับคณะกรรมการ สกสค. ว่าด้วยการเงิน การบัญชี ทรัพย์สินและการงบประมาณ พ.ศ.2547 ข้อ 9 และ 27

          หลังอนุมัติซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน ผู้บริหาร สกสค.รายที่ 2 และผู้บริหาร สกสค.รายที่ 3 สั่งให้เจ้าหน้าที่รีบดำเนินการให้เสร็จภายในวันที่ 27 ธันวาคม 2556 ต่อมาวันที่ 26 ธันวาคม 2556 เจ้าหน้าที่ สกสค.ได้ดำเนินการทางเอกสารเพื่อขอปิดบัญชี ธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) เอกสารเสร็จหลังเวลาราชการ และเอกสารยังไม่ได้ลงนามโดยผู้บริหาร สกสค.รายที่ 2 ซึ่งขณะนั้น อยู่ที่บ้านที่ต่างจังหวัด เจ้าหน้าที่ต้องนำเอกสารไปให้ลงนามถึงที่บ้านในเวลา 20.00 น. ก่อนลงนามเจ้าหน้าที่ได้เจรจาต่อรองกับ ผู้บริหาร สกสค.รายที่ 2 และผู้บริหาร สกสค.รายที่ 3 ซึ่งอยู่ด้วยกันว่า "อย่าเพิ่งโอนเงินภายในวันที่ 27 ธันวาคม 2556" ให้เลื่อนไปหลังปีใหม่ เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้มีเวลาตรวจสอบเอกสารและความถูกต้องในการขออาวัล ตั๋วสัญญาใช้เงินของธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อจะได้ไม่เกิดความเสียหายภายหลัง แต่ผู้บริหารรายที่ 2 และรายที่ 3 ไม่ฟัง สั่งให้เจ้าหน้าที่เร่งโอนเงินให้เสร็จภายในวันที่ 27 ธันวาคม 2556

          ต่อมาวันที่ 27 ธันวาคม 2556 ก่อน โอนเงินไปธนาคารกสิกรไทย สาขาหลาน หลวง ในทางปฏิบัติต้องตรวจสอบก่อนว่าบริษัทบิลเลี่ยนฯ ได้ยื่นเรื่องขอให้ธนาคารอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงิน 2,100 ล้านบาทแล้วหรือไม่ แต่ไม่มีการตรวจสอบ แค่บริษัทโทรแจ้งว่าธนาคารได้จัดการอาวัลแล้ว สกสค.ก็แจ้งธนาคารธนชาตให้โอนเงินผ่านบาทเนตเลย จากนั้นเมื่อเดินทางไปธนาคารกสิกรไทย สาขาหลานหลวง ขณะอยู่ฝั่งตรงข้าม ได้รับ แจ้งจากทนายบริษัทบิลเลี่ยนฯ ว่าไม่ต้องเข้าไปที่ธนาคารเนื่องจากมีเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) อายัดการทำธุรกรรมของบริษัทบิลเลี่ยนฯ ที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาดังกล่าว ผู้บริหารรายที่ 3 และพวกก็ไม่เข้าไปตรวจสอบว่าอายัดจริงหรือไม่นอกจากนี้ ยังไม่ตรวจสอบหลักประกันที่บริษัทบิลเลี่ยนฯ นำมาเสนอ รวมถึงที่บริษัทบิลเลี่ยนฯ อ้างว่า กำลังก่อสร้างโรงงานผลิตไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ มูลค่า 6,000 ล้านบาท ก็ไม่ตรวจสอบ ผู้บริหารรายที่ 1, 2 และ 3 และคณะกรรมการกองทุนฯ จึงอาจเข้าข่ายมีความผิดทางอาญา/ผิดวินัยร้ายแรง

          ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 157, 162, 341 พ.ร.บ.ว่าด้วยป้องกันและปราบปรามทุจริต พ.ร.บ.ว่าด้วยเอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรของรัฐหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 8, 9 และ 11

          ประเด็นที่ 2 การกระทำของเจ้าหน้าที่ของปรัฐและเอกชนที่ร่วมกันกระทำความผิด กรณีซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 400 ล้านบาท การพิจารณาสอบสวนข้อเท็จจริงจากพยาน เอกสารและบันทึกคำให้การของเจ้าหน้าที่ของรัฐ สรุปได้ว่า

          ผู้บริหาร สกสค.รายที่ 1, 2 และ 3 ถูกกล่าวหาร่วมสมคบคิดกับบุคคลอื่นกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและฐานฉ้อโกง เนื่องจากทราบดีอยู่แล้วว่า นับแต่บริษัทบิลเลี่ยนฯ ได้รับอนุมัติการซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินไปแล้ว 1 ปีเศษ ก็ไม่ดำเนินการใดๆ ให้เป็นไปตามข้อตกลง ขณะเดียวกันหลังบริษัทได้รับอนุมัติซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน บริษัทก็ไม่สามารถทำอาวัล และผู้บริหาร สกสค.รายที่ 1 ก็ทราบด้วยว่าธนาคารที่บริษัทบิลเลี่ยนฯ กล่าวอ้างที่จะทำอาวัลตั๋วเป็นการกล่าวอ้างเท็จ แทนที่จะยกเลิกสัญญาและติดตามเงินคืน กลับไม่ดำเนินการ และเมื่อบริษัทบิลเลี่ยนฯ ทำหนังสือขอวงเงินซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินเพิ่ม 400 ล้านบาท ลงวันที่ 28 กรกฎาคม 2557 แทนที่จะคัดค้านและปฏิเสธข้อเสนอ หรือแสดงความเห็นที่จะปกป้องผลประโยชน์ของทางราชการ ทั้งที่ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและผู้อำนวยการสำนักสวัสดิภาพครูได้มีความเห็นว่าไม่ควรรับข้อเสนอ เนื่องจากหลักประกันตามอ้างยากต่อการตรวจสอบ และการซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน 2,100 ล้านบาทก็ยังไม่อาวัล แต่ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2557 ก็ไม่อภิปรายคัดค้าน โดยเฉพาะผู้บริหาร สกสค. รายที่ 2 ยังชี้นำว่าบริษัทบิลเลี่ยนฯ น่าเชื่อถือ เนื่องจากการลงทุนในครั้งแรก สกสค.ได้รับเงินคืนพร้อมดอกเบี้ยแล้ว พฤติการณ์ร่วมกับบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องปกปิดความจริงเพื่อ หลอกลวง สกสค. และได้เงิน สกสค. 400 ล้านบาท ไป การกระทำจึงมีมูลฐานความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157, 341, 83, 86 ประกอบ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรของรัฐหรือหน่วยงานรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 8, 9 และ 11

          กรณีคณะผู้บริหารบริษัทบิลเลี่ยนฯ หลังคณะกรรมการกองทุนฯ อนุมัติซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน 2,100 ล้านบาท ในข้อตกลง บริษัทต้องทำอาวัลตั๋วเต็มวงเงิน แต่บริษัทไม่ดำเนินการ และยังอ้างข้อความอันเป็นเท็จด้วยว่าธนาคารแห่งหนึ่งจะทำอาวัลตั๋วให้ 2,100 ล้านบาท แต่ธนาคารดังกล่าวแจ้งว่าบริษัทบิลเลี่ยนฯ ไม่เคยติดต่อให้ทำอาวัล บริษัทบิลเลี่ยนฯ ยังได้ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐหลอกลวง สกสค.ด้วยการนำเอกสารต่างๆ มาวางเป็นหลักประกันเพื่อขอวงเงินเพิ่มจากเดิม 2,100 ล้านบาท เป็น 3,000 ล้านบาท และคณะกรรมการกองทุนฯ อนุมัติเงินซื้อตั๋วสัญญาเพิ่มอีก 400 ล้านบาท และจนถึงปัจจุบันบริษัทบิลเลี่ยนฯ ยังไม่สามารถทำการอาวัลตั๋วทั้งฉบับคือ 2,100 ล้านบาท และ 400 ล้านบาท ยิ่งสนับสนุนให้เห็นถึงเจตนา

          จึงอาจเข้าข่ายมีความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์ และเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับผู้บริหาร สกสค.กับพวกเข้าข่ายกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 8 และ 11 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ 83

          ประเด็นที่ 3 การปิดบัญชีและการเบิกปถอนเงินของธนาคารธนชาตชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และธนาคารต้องรับผิดชอบใช้เงินคืนให้ สกสค.หรือไม่ อย่างไร

          ผู้บริหาร สกสค.รายที่ 1 ได้ทำหนังสือที่ ศธ. 5203.1/17555 ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2556 เพื่อขอปิดบัญชีและถอนเงินฝากประจำและเงินฝากออมทรัพย์รวม 4 บัญชี เป็นเงินจำนวน 2,100 ล้านบาท โดยมี ผู้จัดการธนาคารธนชาต สาขาสี่แยกเฉลิมบุรี (เยาวราช) เป็นผู้รับหนังสือ และได้ตรวจสอบแล้วเห็นว่าหนังสือมิได้ระบุบัญชีธนาคารและเลขที่ผู้รับโอนให้ตรงกับคำขอโอนบาทเนต ซึ่งไม่สามารถดำเนินการตามคำขอได้ ต่อมาวันที่ 27 ธันวาคม 2556 ผู้จัดการธนาคารได้เดินทางไปที่ สกสค. เพื่อแจ้งเรื่องที่ไม่สามารถปิดบัญชีและถอนเงินได้ ทั้งยังแจ้งให้ผู้บริหาร สกสค.รายที่ 1 ทำหนังสือขึ้นใหม่และระบุผู้รับโอนรวมถึงเลขบัญชี ผู้จัดการธนาคารได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ สกสค.ว่ามีแต่ผู้บริหาร สกสค.รายที่ 3 ปฏิบัติหน้าที่ราชการแทน จากนั้นผู้จัดการธนาคารได้รับหนังสือ สกสค. ที่ ศธ. 5203.1/17554 ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2556 ซึ่งมีข้อความเลขที่หนังสือ วันที่ เดือน ปีเดียวกันกับหนังสือฉบับที่ผู้บริหาร สกสค.รายที่ 1 ลงนาม เพียงแต่ระบุข้อความเพิ่มเติมว่า "เข้าธนาคารกสิกรไทยบัญชีออมทรัพย์ของบริษัทบิลเลี่ยนฯ เลขที่..." เท่านั้น ขณะที่ผู้จัดการธนาคารรับหนังสือดังกล่าว โดยทราบดีว่าผู้บริหาร สกสค.รายที่ 3 ไม่มีอำนาจหน้าที่ปิดบัญชีเงินฝากประเภทประจำและออมทรัพย์ อีกทั้งหนังสือทั้ง 2 ฉบับมีเลขหนังสือและวันที่เดียวกัน ซึ่งเป็นข้อพิรุธว่า การออกหนังสือทั้ง 2 ฉบับชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ผู้จัดการธนาคารควรต้องตรวจสอบ ซึ่งตามระเบียบเงื่อนไขและประเพณีปฏิบัติของธนาคาร จะต้องมีหนังสือของหัวหน้าหน่วยงานเท่านั้น จึงอาจเข้าข่ายการกระทำด้วยความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง

          ดังนั้นธนาคารธนชาต ในฐานะตัวการจึงต้องร่วมรับผิดกับผู้จัดการคนดังกล่าวชดใช้เงินจำนวน 2,100 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ของเงินต้นจำนวน 2,100 ล้านบาท นับตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2556 จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้กับ สกสค.

ขอบคุณเนื้อหาและที่มาของข่าวจาก : หนังสือพิมพ์มติชน
Advertisement
Advertisement

TAGS ที่เกี่ยวข้อง >>

^