LASTEST NEWS

30 เม.ย. 2560รัฐทุ่มเงินเดือนหลักแสน ชวนคนเก่งรับราชการ 30 เม.ย. 2560รถส่วนกลางใช้เป็นรถประจำตำแหน่งมิได้ 30 เม.ย. 2560สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดสอบพนักงานราชการ วุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า 30 เม.ย. 2560ด่วนที่สุด! การจัดสรรงบประมาณปี พ.ศ. 2560 เพื่อเป็นค่าตอบแทนจ้างครูสาขาขาดแคลน ครั้งที่ 2 30 เม.ย. 2560ด่วนที่สุด การจัดสรรงบประมาณปี พ.ศ. 2560 ค่าตอบแทนจ้างครูขาดแคลนขั้นวิกฤต 8,180 อัตรา ครั้งที่2 30 เม.ย. 2560แชร์เลย! คัดตำแหน่งงานว่าง จำนวน 1,652 อัตรา เปิดสอบรับราชการ งานราชการ รัฐวิสาหกิจ ที่กำลังรับสมัคร 29 เม.ย. 2560รวมลิงค์! ประกาศผลการสอบแข่งขันฯ ตำแหน่งครูผู้ช่วย (รอบทั่วไป) ปีพ.ศ.2560 29 เม.ย. 2560แนวทางการอ่านหนังสือสอบบรรจุครูผู้ช่วย 29 เม.ย. 2560แนวทางการสอบครูผู้ช่วย จากผู้มีประสบการณ์ ได้เรียกบรรจุรอบแรก 28 เม.ย. 2560คุรุสภาประกาศรายชื่อผู้ผ่านการรับรองความรู้ฯ โดยการเทียบโอน

มาตรา 44 กับการศึกษา

  • 18 เม.ย. 2558 เวลา 11:40 น.
  • 41,460 ครั้ง
  • LINE it!
Advertisement
มาตรา 44 กับการศึกษา

Advertisement
เพิ่มเราเป็นเพื่อนใน Line กดเลย!

นำเสนอข่าวโดย >> ทีมงานครูวันดีดอทคอม ส่งข่าวนี้ เข้าไลน์ LINE it! - +

รียกว่าเป็นเซอร์ไพรส์ส่งท้ายสัปดาห์อย่างยิ่ง เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ใช้อำนาจตามาตรา 44 ของรัฐธรรมนนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ลงนามในประกาศคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 6/2558 และ 7/2558 และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 132 ตอนพิเศษ 87 ง เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2558 ซึ่งแม้รายละเอียดของเนื้อหาคำสั่งดังกล่าวจะมีเพียง 3 หน้าก็ตามที แต่เรียกว่าเป็นการสร้างความสั่นสะเทือนให้กับกระทรวงศึกษาธิการและแวดวงการศึกษาอย่างยิ่ง

คำสั่งที่ 6/2558 นั้นเป็นการปรับย้ายและแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงใน ศธ.แบบฟ้าผ่าถึง 6 ตำแหน่งเลยทีเดียว โดยย้ายนางสุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ไปเป็นเลขาธิการสภาการศึกษา และให้นายกำจร ตติยกวี เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษามาเป็นปลัด ศธ.แทน, นายพินิติ รตะนานุกูล เลขาธิการสภาการศึกษา ย้ายเป็นเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา, นายบัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการ และให้นายอดินันท์ ปากบารา ผู้ตรวจราชการ มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน และให้นางรัตนา ศรีเหรัญ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษา ขึ้นเป็นเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

ในขณะที่คำสั่งที่ 7/2558 นั้นก็มีการปรับย้ายครั้งใหญ่เช่นกัน แต่มุ่งเน้นไปที่การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการคุรุสภา, คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา และคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยกรรมการคุรุสภา ตามมาตรา 12 (1) (3) (4) และ (5), กรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาตามมาตรา 64 (3) และ (4) แห่งพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546 และกรรมการในคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาพ้นจากตำแหน่งทันที และไม่ให้มีการแต่งตั้งบุคคลขึ้นมาแทน

สำหรับกรรมการคุรุสภาที่ต้องพ้นตำแหน่งตาม พ.ร.บ.สภาครูนั้นก็คือ ประธานกรรมการ, กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน ซึ่งมาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และกรรมการอีกรวม 23 คน ซึ่งมาจากการเลือกกันเอง ในขณะที่กรรมการส่งเสริมสวัสดิการฯ ที่ต้องพ้นเก้าอี้ที่กำหนดนั้นคือ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน ซึ่ง ครม.แต่งตั้ง และกรรมการ 12 คน ที่เลือกกันเอง

ที่สำคัญ ในคำสั่งที่ 7/2558 ยังมีคำสั่งให้เลขาธิการคุรุสภา, เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา และผู้อำนวยการองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาหยุดการปฏิบัติหน้าที่

การใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของ พล.อ.ประยุทธ์ในเรื่องแวดวงการศึกษาครั้งนี้ ระบุเหตุผลไว้ว่าเพื่อให้การปฏิรูปการศึกษามีประสิทธิภาพและเหมาะสมสอดคล้องกับการปฏิรูปประเทศ!!! แต่หากพินิจพิเคราะห์ถึงคำสั่งดังกล่าว โดยเฉพาะคำสั่งที่ 7/2558 ในช่วงท้ายที่ระบุว่าให้คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ตรวจสอบความถูกต้องและโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณ การบริหารการเงิน ทรัพย์สิน และผลประโยชน์อื่นใดของคุรุสภา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครู และบุคลากรทางการศึกษา และองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครู และบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งตรวจสอบการดำเนินโครงการที่สำคัญภายใต้การดำเนินงานของบุคคลที่ให้พ้นตำแหน่งและหยุดปฏิบัติหน้าที่แล้วรายงานผลให้หัวหน้า คสช.รับทราบโดยเร็วด้วยแล้ว

นัยที่ชัดแจ้งถึงคำสั่งข้อนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าเกี่ยวพันเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน เพราะมีคำครหาหนาหูมาต่อเนื่องในแวดวงการศึกษา โดยเฉพาะในส่วนของคุรุสภา และหน่วยงานที่ข้องเกี่ยวกับงบประมาณจำนวนมาก

ต้องยอมรับว่า ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเราพูดถึงการปฏิรูปการศึกษามาอย่างต่อเนื่อง โดยสอดแทรกและเป็นประเด็นสำคัญทั้งในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐของทุกรัฐบาล หรือแม้แต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติต่างก็มีเรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นหลักอยู่ ยิ่งเมื่อพิจารณาจากงบประมาณด้านการศึกษาในเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ก็ยิ่งบ่งชี้ความชัดเจนถึงความสำคัญในด้านการศึกษา

โดยเมื่อปี 2551 กระทรวงศึกษาธิการได้งบประมาณ 301,437.4 ล้านบาท แต่ในปีงบประมาณ 2558 ได้รับงบประมาณถึง 502,245.5 ล้านบาท เพิ่มมากถึง 200,808 ล้านบาท ซึ่งเป็นกระทรวงที่ได้รับงบประมาณมากที่สุดและมีอัตราเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ประสิทธิผลที่ออกมาก็ต้องยอมรับว่าสวนทางกันอย่างยิ่ง ทั้งเรื่องของอีคิวและไอคิว โดยดูได้จากการสอบวัดต่างๆ รวมถึงข่าวสังคมในด้านลบของเยาวชนในวัยศึกษาที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีข่าวดีมาผสมบ้างแต่กลับเป็นเพียงส่วนน้อย หรือที่เรียกว่าเป็นแค่เพียงพวกหัวกะทิเท่านั้น สะท้อนอย่างชัดแจ้งว่าการปฏิรูปการศึกษาที่พร่ำเอ่ยกันนั้นมีความสำเร็จหรือล้มเหลวอย่างไร

การที่ พล.อ.ประยุทธ์ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ซึ่งถือเป็นยาแรงครั้งแรกในการผ่าตัดแวดวงการศึกษานั้น ก็ได้แต่หวังว่าได้ประโยชน์โพดผลอย่างจริงจัง มิใช่แค่การล้างการปรับขั้วอำนาจเก่าที่หลงเหลืออยู่ในกระทรวงศึกษาธิการเท่านั้น แต่ต้องปฏิรูปการศึกษาให้สมกับคำกล่าวที่ว่า “การศึกษาสร้างคน คนสร้างชาติ” ได้อย่างแท้จริง.

ที่มาของข่าว : เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ วันที่ 18 เมษายน 2558
Advertisement
Advertisement

TAGS ที่เกี่ยวข้อง >>

^