LASTEST NEWS

“สมเด็จพระเทพฯ” แนะการศึกษาไทยไม่ใช่มองแค่อาเซียน

  • 04 พ.ย. 2557 เวลา 07:04 น.
  • 1,432 ครั้ง
  • LINE it!
Advertisement
“สมเด็จพระเทพฯ” แนะการศึกษาไทยไม่ใช่มองแค่อาเซียน

Advertisement
เพิ่มเราเป็นเพื่อนใน Line กดเลย!

นำเสนอข่าวโดย >> ทีมงานครูวันดีดอทคอม ส่งข่าวนี้ เข้าไลน์ LINE it! - +

“สมเด็จพระเทพฯ” แนะการศึกษาไทยไม่ใช่มองแค่อาเซียน
 
“สมเด็จพระเทพฯ” แนะแนวทางจัดการศึกษาในอนาคต ต้องมองไกลถึงโลกาภิวัตน์ ไม่ใช่แค่อาเซียน ชู ร.5 เป็นคนในอดีตที่จัดการศึกษาได้ดี ทรงห่วงเด็กตั้งครรภ์ไม่พร้อมยอดพุ่ง ย้ำเด็กรุ่นใหม่ต้องรู้ภาษา รักษาสิ่งแวดล้อม และยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ฝากติดตามสถิติการเกิด วางแผนการศึกษาไม่ให้เกิดปัญหาเด็กล้นในเมือง ต้องจ่ายแป๊ะเจี๊ยเป็นแสน
 
วันนี้(3พ.ย.)ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) กทม. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นองค์ประธาน ในงาน “วันสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ครั้งที่ 26 และในวาระครบ 40 ปีบัณฑิตวิทยาลัย โดยมี ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ อธิการบดี มศว คณาจารย์ พร้อมพระสหายร่วมรุ่นขณะทรงศึกษาระดับปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาพัฒนศึกษาศาสตร์ มศว เข้าเฝ้าทูลละอองพระบาท ซึ่งในโอกาสนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงบรรยายเรื่อง “อดีตเพื่ออนาคต : การศึกษาเพื่อการพัฒนาประเทศ” ตอนหนึ่งว่า คนในอดีตที่สามารถจัดการศึกษาได้อย่างดีคือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ที่ปฏิรูปการศึกษา และจัดการศึกษาเพื่อมวลชน โดยพระองค์ทรงมีพระราชดำรัสว่า ไม่ว่าใครจะเป็นลูกใคร หรือเป็นพระโอรสพระธิดาของพระองค์เอง หรือเป็นลูกใครที่ไหนในประเทศไทย ต้องจัดให้มีโอกาสด้านการศึกษาเท่าเทียมกันทุกคน เพื่อให้อ่านออกเขียนได้ รู้หนังสือรู้วิชาชีพ และทำงานเพื่อประเทศชาติได้ ซึ่งคำพูดนี้ต่อไปในอนาคตอาจต้องขยายให้กว้างขึ้นมากกว่าเดิม โดยต้องไม่ใช่เฉพาะคนในประเทศไทยเท่านั้น แต่ต้องเป็นทุกคนที่อยู่ในไทย และนอกประเทศ ดังนั้นการศึกษาจึงเป็นหน้าที่ของทั้งรัฐบาลและเอกชน ที่ต้องร่วมจัดการศึกษาให้แก่ทุกคนทั้งที่อยู่ในประเทศและนอกประเทศ
 
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงบรรยายต่อไปว่า ในอนาคตประชากรวัยเด็กจะลดลง และจำนวนผู้สูงอายุจะมากขึ้น เพราะการคุมกำเนิดได้ผล ทำให้โรงเรียนที่เคยเปิดให้การศึกษาทุกชั้นปี กลายเป็นเปิดปีเว้นปี จนกระทั่งมีการปิดโรงเรียนไป เพราะเราเชื่อนักเศรษฐศาสตร์กันมากว่า การมีเด็กน้อยจะไม่คุ้มกับการจัดการเรียนการสอน ผลของปรากฎการณ์นี้ทำให้เห็นชัดเจนว่า มีเด็กจำนวนหนึ่งขาดโอกาสทางการศึกษา เพราะไม่มีโรงเรียนใกล้บ้าน บางคนกว่าจะเดินทางไปถึงโรงเรียนก็เย็น ซึ่งเด็กเรียนมา 4 ปี ปรากฏว่า ไม่รู้หนังสือเลย โดยเรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่พบเจอด้วยตนเอง ที่ผ่านมาปัญหานี้ผู้ที่เกี่ยวข้องจึงแก้ปัญหาด้วยการใช้ระบบไอซีที การเรียนการสอนทางไกล และศูนย์การเรียนชุมชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะได้ผลมากน้อยเพียงใดยังไม่ทราบ แต่เมื่อถามเด็กว่าทำไมถึงคะแนนไม่ดี เด็กก็ตอบว่าจะเอาอะไรกับหนู เพราะหนูเรียนกับทีวี ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า โรงเรียนในเมืองกลับมีนักเรียนห้องละ 50-60 คน นั่งเบียดเสียดกัน ต้องเสียแป๊ะเจี๊ยะเป็นแสนๆ ซึ่งไม่สมดุลกันระหว่างห้องเรียนในเมืองกับชนบท ดังนั้นปัญหาเรื่องเด็กน้อยหรือมาก จึงเป็นเรื่องของประชากรศาสตร์ที่ผู้เกี่ยวข้องต้องติดตามตัวเลขอัตราการเกิด เพื่อวางแผนการจัดการศึกษาให้เหมาะสมต่อไป นอกจากนี้ จากการได้คุยกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขพบว่า ขณะนี้มีเด็กตั้งครรภ์ไม่พร้อมจำนวนมาก และในอนาคตอาจมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นจึงเป็นปัญหาที่ต้องมาคิดว่าจะจัดการศึกษาที่เหมาะสมกับเด็กกลุ่มนี้อย่างไร โดยต้องคำนึงถึงสภาพจิตใจทั้งตัวเด็กและเด็กที่ถูกทิ้ง ซึ่งสภาพจิตใจจะแย่มาก ดังนั้นต้องมีผู้เชี่ยวชาญมาดูแลว่าจะประคับประคองดูแลอย่างไรเพราะบางทีสิ่งที่เขาคิดเราก็คาดไม่ถึง
 
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงบรรยายอีกว่า อีกเรื่องสำคัญที่ต้องเน้นในอนาคตคือ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือเศรษฐกิจสีเขียว โดยต้องสอนให้คนรุ่นใหม่รู้จักรักสิ่งแวดล้อม เพราะปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศเป็นปัญหาหนัก ซึ่งต้องสอนเด็กไม่ให้ตัดต้นไม้ทำลายป่า รู้จักประหยัดเชื้อเพลิง ประหยัดไฟ และพลังงานทางเลือก นอกจากนี้ ต้องเน้นย้ำให้ทุกคนรู้จักเศรษฐกิจพอเพียงทั้งระดับบุคคล ชุมชน และประเทศ ไม่อยากให้คิดว่าเรื่องนี้ต้องใช้สื่อการเรียนการสอนที่แพงๆ เพราะสามารถนำสิ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาปรับประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนได้ ทั้งนี้การเรียนรู้ในอนาคตจะเรียนรู้อย่างเดียวไม่พอ ควรต้องให้เด็กเรียนรู้หลายอย่างจึงจะอยู่รอดได้ เช่นเดียวกับผู้สูงอายุที่ขณะนี้คนมีอายุยืนขึ้น ดังนั้นต้องให้ผู้สูงอายุสามารถเรียนได้ในทุกหลักสูตร และทุกระดับ โดยเฉพาะระดับมหาวิทยาลัย เพื่อให้สามารถทำงานได้ต่อ หรือเรียนเพื่อความเพลิดเพลินก็ได้
 
“เป็นการยากที่จะรู้ว่าอนาคตของการศึกษาจะเป็นอย่างไร แต่ก็การคาดเดาได้ ดังนั้นผู้มีหน้าที่จัดการศึกษาควรต้องคำนึงถึงประเด็นโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะยุคโลกาภิวัตน์ เพราะขณะนี้เราพูดกันแต่ประชาคมอาเซียน แต่ขณะที่ประเทศอื่นๆ ไม่คำนึงถึงเรื่องนี้แล้ว เพราะเขาก้าวข้ามไปถึงโลกาภิวัตน์แล้ว ดังนั้นครู และนักเรียนต้องรู้ภาษาต่างประเทศให้มากขึ้น เพื่อจะได้ใช้สื่อสารกับนานาชาติได้ นอกจากนี้ต้องให้เด็กเป็นสมาชิกชุมชนนานาชาติ เพราะต่อไปต้องทำมาหากินให้ได้ในทุกสถานการณ์ ไม่รังเกียจงาน และที่สำคัญต้องเอื้อเฟื้อต่อกัน ไม่ใช่หวงวิชาความรู้ ไม่สนใจคนอื่น ต้องสนใจซึ่งกันและกัน สิ่งใดดีแล้วก็ไม่ควรเปลี่ยน แต่อาจเสริมเรื่องสื่อ และวิธีการสอนแทน”สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงบรรยาย
 
 
Advertisement

TAGS ที่เกี่ยวข้อง >>

ความคิดเห็นเกี่ยวกับ : “สมเด็จพระเทพฯ” แนะการศึกษาไทยไม่ใช่มองแค่อาเซียน

เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น!

ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บไซต์ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป

ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้


Advertisement
^