LASTEST NEWS

10 ธ.ค. 2559สพม.6 เปิดสอบพนักงานราชการครู 10 วิชาเอก จำนวน 22 อัตรา สมัคร13-20ธันวาคม2559 10 ธ.ค. 2559สพม.22 เปิดสอบพนักงานราชการครู 28 อัตรา สมัคร 13-19 ธันวาคม 2559 10 ธ.ค. 255910 วิธีทำให้ชีวิตการเป็นครูมีความสุขอยู่ในโรงเรียน.. 10 ธ.ค. 2559สกสค.-ออมสิน ฟ้องครู 2,000 รายจงใจเบี้ยวชำระหนี้ 10 ธ.ค. 25599 มทร.ยันปี’60 กลับไป’เปิด-ปิด’ภาคเรียนตามเดิม จี้หาข้อสรุปรับตรงร่วม-เคลียริ่งเฮ้าส์ 2 ครั้ง 10 ธ.ค. 2559สพม.20 เปิดสอบพนักงานราชการครู จำนวน 14 อัตรา 10 ธ.ค. 2559สพป.ชัยภูมิ เขต 2 เปิดสอบพนักงานราชการครู จำนวน 10 อัตรา 10 ธ.ค. 2559สพป.เลย เขต 2 เปิดสอบพนักงานราชการครู จำนวน 6 อัตรา สมัคร12-18ธ.ค.2559 09 ธ.ค. 2559“5 ธันวาฯ”ยังให้เป็น“วันพ่อแห่งชาติ”ต่อไป 08 ธ.ค. 2559ค้าน "คลัง" ยกงบ7หมื่นล.ให้ประกันดูแลสวัสดิการขรก.

"ใช้พื้นที่เป็นฐานทำงาน" ความหวังปฏิรูปศึกษาไทย

  • 13 ก.ค. 2557 เวลา 08:40 น.
  • 835 ครั้ง
  • LINE it!
Advertisement
"ใช้พื้นที่เป็นฐานทำงาน" ความหวังปฏิรูปศึกษาไทย

Advertisement
เพิ่มเราเป็นเพื่อนใน Line กดเลย!

นำเสนอข่าวโดย >> ทีมงานครูวันดีดอทคอม ส่งข่าวนี้ เข้าไลน์ LINE it! - +

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นอีกครั้งที่สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.)ได้จัดการประชุมเสวนาวิชาการ “เวทีปฏิรูปการเรียนรู้สู่การศึกษาเพื่อคนทั้งมวล” ซึ่งการประชุมครั้งนี้ความน่าสนใจอยู่ตรงที่มีการนำเสนอผลสรุปที่ได้จากการจัดประชุม “อภิวัฒน์การเรียนรู้...สู่จุดเปลี่ยนประเทศไทย” ที่จัดเป็นงานใหญ่เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งผลสรุปที่ได้นั้นจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อกระบวนการปฏิรูปการศึกษาที่กำลังจะมีการขับเคลื่อนรอบใหม่กันในเร็ว ๆ นี้ด้วย
 
จากการประชุมอภิวัฒน์การเรียนรู้...สู่จุดเปลี่ยนประเทศไทย ซึ่งมีภาคีเครือข่ายการเรียนรู้จากภาคส่วนต่าง ๆ หลายฝ่ายเข้าร่วม ทำให้ได้แนวคิดและแนวปฏิบัติในการปฏิรูปการเรียนรู้ถึงกว่า 60 รายการ ทางทีมวิชาการของ สสค.จึงได้ย่อยข้อมูลทั้งหมดประมวลงานวิชาการเด่น ๆ ออกมาได้เป็น 8 หัวข้อ ซึ่งมีรายละเอียดแบบคร่าว ๆ เริ่มจาก
 
1. กระบวนทัศน์ใหม่เพื่อการอภิวัฒน์ ซึ่ง ศ.นพ.ประเวศ วะสี ย้ำว่า ประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลงความคิดจาก “การสอนในตำรา-การเรียนที่แยกจากชีวิต” ไปสู่ความคิดใหม่คือ “การส่งเสริมการเรียนรู้ชีวิตจริง ปฏิบัติจริง” ดังนั้นเป้าหมายการเรียนรู้ใหม่จึงไม่ใช่แค่การผลิตผู้จบการศึกษา แต่ต้องเป็นการสร้างเยาวชนอย่างเต็มศักยภาพ มีทักษะ เป้าหมายและโอกาสพัฒนาตนเองไปสู่ชีวิตและอาชีพที่เลือกได้อย่างหลากหลาย ประเทศจึงต้องมีเป้าหมายส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ของคนทั้งมวล (Learning for All) และดึงการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนมาร่วมมือกันทำงาน (All for Learning) การปฏิรูปจึงจะมีพลังและประสบผลสำเร็จ
 
2. กลุ่มเป้าหมายที่การศึกษาไทยต้องไม่มองข้าม หมายถึงกลุ่มเด็กด้อยโอกาสที่มีอยู่มากกว่า 5 ล้านคน หรือ 1 ใน 3 ของประชากรวัย 0-18 ปี ซึ่งมีทั้งเด็กที่ไม่สามารถเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาได้เลย และกลุ่มเด็กที่อยู่ในระบบการศึกษาแต่มีความเสี่ยงสูงที่จะหลุดออกจากระบบ ซึ่งเด็กเหล่านี้มีหลายกลุ่ม อาทิ เด็กยากจน 4.6 ล้านคน, แม่วัยรุ่น 1.3 แสนคน, เด็กกำพร้า 9 หมื่นคน, เด็กติดยาเสพติด 8 หมื่นคน หรือเด็กไร้สัญชาติ 3 แสนคน เป็นต้น
 
3. สัมมาชีพแด่คนทั้งมวล เป้าหมายของการเรียนรู้ หมายความว่า การศึกษาที่ตอบสนองการพัฒนาประเทศจะต้องพัฒนาให้เด็กและเยาวชนทุกคนไม่ว่าจะเรียนจบชั้นใดจะต้องมีทักษะและความพร้อมด้านการทำงานตามศักยภาพ ซึ่งองค์กรแรงงานระหว่างประเทศ และยูเนสโก ได้กำหนดไว้ชัดเจนว่า ทักษะพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับเด็กและเยาวชนทุกคนมิใช่ทักษะทำงานเฉพาะด้าน แต่ทุกคนควรมีทักษะที่สามารถต่อยอดการทำงานและการเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต ได้แก่ ทักษะการสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ และการแก้ไขปัญหา
 
4. การจัดการเรียนการสอนสู่ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 อธิบายได้ว่า การจัดการเรียนการสอนเป็นหัวใจสำคัญของการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ ดังนั้นแม้จะมีการพัฒนาการเรียนรู้หลาย ๆ เรื่อง แต่หากไม่มีการปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนก็มิอาจนำไปสู่การปฏิรูปการเรียนรู้ได้
 
5. การยกระดับครูไทยในศตวรรษที่ 21  ประเด็นนี้เป็นการบอกให้รู้ว่า “คุณภาพของผู้เรียนขึ้นอยู่กับคุณภาพของครู” แต่ปัจจุบันครูไทยยังมีข้อจำกัดหลายประการที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ เช่น มีภาระงานมากนอกเหนือจากการสอนในชั้นเรียน ครูไม่มีเวลาเตรียมการสอน ครูไม่เตรียมการสอน ครูขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการสอนในเชิงลึก รวมถึงขาดทักษะใหม่ ๆ ในการทำหน้าที่ครูยุคใหม่ที่เน้นบทบาทการสอนแบบผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นต้น
 
6. โรงเรียนดังไม่ใช่คำตอบการปฏิรูป  เพราะในประเทศที่ประสบความสำเร็จในการจัดการศึกษาจะพบว่าช่องว่างระหว่างคุณภาพโรงเรียนจะไม่แตกต่างกัน แต่สำหรับประเทศไทยยังคงมีความแตกต่างกันอยู่มาก
 
7. การอ่าน ประตูใหญ่ของการเรียนรู้ตลอดชีวิต หัวข้อนี้ชัดเจนในตัวเองอยู่แล้ว แต่ที่สำคัญการอ่านไม่ใช่เพียงแค่อ่านหนังสือออก แต่จะหมายถึงการมี “ทักษะด้านการอ่านทำความเข้าใจ คิดวิเคราะห์และพัฒนาต่อยอดเป็นความรู้เพื่อใช้ในสังคม”
 
และ 8.การปฏิรูปการศึกษาโดยใช้พื้นที่เป็นฐานทำงาน ประเด็นนี้ดูจะเป็นประเด็นที่ท้าทายและเป็นความหวังใหม่ของการปฏิรูปการศึกษาไทย เหมือนในหลายแห่ง อาทิ บราซิล โปแลนด์ สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ โปรตุเกส หรือนครเซี่ยงไฮ้ ที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา เพราะใช้มาตรการกระจายอำนาจการจัดการศึกษาให้แก่ท้องถิ่นและโรงเรียน
 
ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผุ้เชี่ยวชาญนโยบายด้านเศรษฐศาสตร์การศึกษาของ สสค.เพิ่มเติมข้อมูลให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่า ประเทศไทยมีประชากร 65 ล้านคน มี 20 ล้านครัวเรือน  ใช้งบประมาณด้านการศึกษาปีละ 6 แสนล้านบาท นับเป็นการลงทุนด้านการศึกษาสูงเป็นอันดับ 2 ของโลก แต่ดัชนีการพัฒนามนุษย์ (HDI) ที่จัดทำโดยองค์การสหประชาชาติกลับพบว่าอันดับของไทยตกต่ำลงอย่างต่อเนื่องจากอันดับที่ 78 ในปี 2548 มาเป็นอันดับที่ 85 ในปี 2555 และในจำนวนเด็กและเยาวชนวัยเรียนทั้งหมด 15.2 ล้านคน มีเด็กด้อยโอกาสเกือบ 5 ล้านคน ซึ่งปัญหาเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาจะสร้างความเสียหายทั้งทางเศรษฐกิจ สังคมและประชากรที่มีมูลค่าสูงถึงปีละ 330,000 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นมีมากกว่าร้อยละ 50 ของงบประมาณด้านการศึกษาของไทยในแต่ละปี
 
“ปัญหาการศึกษาของไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนงบประมาณ แต่ปัญหาอยู่ที่ประสิทธิภาพในการจัดการนำไปใช้  ดังนั้นอย่างน้อยถ้าเราแก้ปัญหาการศึกษาของเด็กนอกระบบได้ เศรษฐกิจของประเทศจะโตได้ถึง 2 เท่า เราก็จะมีเงินสร้างรถไฟฟ้าได้ถึงปีละ 2 เส้นทาง” นี่คือภาพชัด ๆ ที่ ดร.ไกรยส อธิบายให้เห็น
 
กับคำถามที่ว่า ปัญหาใหญ่ขนาดนี้จะแก้ไขได้อย่างไร ปฏิรูปการศึกษาก็ทำมาหลายรอบแล้วยังไม่ประสบความสำเร็จ ดร.ไกรยส บอกว่า เพราะที่ผ่านมาเป็นการทำงานแบบบนลงล่าง แต่ถ้าเปลี่ยนแนวคิดใหม่จากการทำงานข้างล่างขึ้นบน หรือการใช้พื้นที่เป็นฐานทำงาน (Area-based Education Reform : ABE) จะทำให้การทำงานมีความเป็นไปได้มากขึ้น
 
เมื่อเราพูดถึงเด็กด้อยโอกาสในภาพรวมจำนวน 5 ล้านคน คงรู้สึกว่าเป็นปัญหาใหญ่โตมโหฬารเหลือเกินที่จะแก้ไขได้ แต่ถ้าซอยตัวเลขเป็นระดับจังหวัดจะเห็นว่ามีแค่จังหวัดละ 3-4 หมื่นคนเท่านั้น และแต่ละจังหวัดจะมีงบประมาณด้านการศึกษาประมาณ 7,800 ล้านบาทต่อปี หากระดับจังหวัดเป็นผู้ดำเนินการเองคงไม่ใช่เรื่องเหลือบ่ากว่าแรง  ซึ่งปัจจุบันก็มีหลายจังหวัดที่ประสบความสำเร็จกับการทำงานในลักษณะนี้มาแล้ว โดยมีการระดมสรรพกำลังจากทุกภาคส่วนในจังหวัดไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานด้านการศึกษา สาธารณสุข ท้องถิ่น ฝ่ายปกครอง ชุมชน องค์กรศาสนา ฯลฯ มาช่วยกันทำงานจนสามารถดึงเด็กกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้อย่างน่าประทับใจ
 
ยังมีข้อมูลรายละเอียดอีกมากมายที่ผู้สนใจ โดยเฉพาะครูอาจารย์ หรือผู้บริหารการศึกษาที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรง สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ของสสค. www.QLF.or.th เชื่อว่าหลากหลายข้อมูล หลากหลายแนวคิดและแนวทางปฏิบัติ น่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการปฏิรูปการศึกษาที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน.
 
พลพิบูล เพ็งแจ่ม
 
 
Advertisement

TAGS ที่เกี่ยวข้อง >>

ความคิดเห็นเกี่ยวกับ : "ใช้พื้นที่เป็นฐานทำงาน" ความหวังปฏิรูปศึกษาไทย

เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น!

ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บไซต์ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป

ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้


Advertisement
^