LASTEST NEWS

04 ธ.ค. 2559สำนักงาน กศน. เปิดสอบพนักงานราชการ 15 อัตรา 04 ธ.ค. 2559วุฒิปริญญาตรีทุกสาขา เงินเดือน 18,000บาท กรมขนส่งทางบก เปิดสอบพนักงานราชการ 04 ธ.ค. 2559รับเยอะ 40 อัตรา สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ เปิดสอบบรรจุเข้ารับราชการ สมัครออนไลน์ 04 ธ.ค. 2559สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกาศรับสมัครสอบเข้ารับราชการ 04 ธ.ค. 2559สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดสอบพนักงานราชการครู 13 อัตรา สมัครตั้งแต่บัดนี้-28ธ.ค.59 03 ธ.ค. 2559ด่วน! การรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดสอบเข้าทำงาน 23 อัตรา วุฒิม.3 ขึ้นไป สมัคร 6-15ธ.ค.59 03 ธ.ค. 2559ไม่ต้องผ่านภาค ก 11 อัตรา วุฒิปวส.ทุกสาขา/ป.ตรีทุกสาขา สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดสอบ 03 ธ.ค. 2559กศน.จังหวัดอ่างทอง เปิดสอบพนักงานราชการ 6 อัตรา สมัคร 1-9 ธ.ค.2559 03 ธ.ค. 2559สพป.นครนายก เปิดสอบพนักงานราชการครู 5 อัตรา สมัคร 5-9 ธ.ค.2559 03 ธ.ค. 2559(ไม่ต้องผ่านภาค ก) วุฒิป.ตรี เงินดือน 27,130 บาท ส.ป.ก.เปิดรับสมัครพนักงานราชการ

คุณครูจ๋า…เมื่อไหร่จะว่างสอนหนู?

  • 27 มิ.ย. 2557 เวลา 09:16 น.
  • 2,451 ครั้ง
  • LINE it!
Advertisement
คุณครูจ๋า…เมื่อไหร่จะว่างสอนหนู?

Advertisement
เพิ่มเราเป็นเพื่อนใน Line กดเลย!

นำเสนอข่าวโดย >> ทีมงานครูวันดีดอทคอม ส่งข่าวนี้ เข้าไลน์ LINE it! - +

คุณครูจ๋า…เมื่อไหร่จะว่างสอนหนู?
 
โดย...อินทรชัย พาณิชกุล
 
เมื่อ 365 วันของอาชีพ "ครู" เต็มไปด้วยภาระสารพัด ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการสอนลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
 
จากผลสำรวจของสวนดุสิตโพล เมื่อปี 2556 โดยเก็บข้อมูลจากครูทั่วประเทศ จำนวน 2,508 คน ระบุว่า "ปัญหาหนักอก" ที่ครูต้องเผชิญมากที่สุดอันดับหนึ่งคือ ภาระของครูมีมากเกินไป ต้องทำหลายหน้าที่ทั้งงานบริหาร งานเอกสารและงานวิชาการ ทำให้ไม่มีเวลาในการจัดเตรียมการเรียนการสอน
 
สอดคล้องกับการศึกษาของโครงการติดตามสภาวะการณ์ครูรายจังหวัด (Teacher Watch) โดยสถาบันรามจิตติ พบว่าครูมีภาระสอนมากเฉลี่ย 22 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ทว่าหลายคนยังต้องควบสอนทั้งลูกเสือเนตรนารี แนะแนว และวิชาอื่นๆสูงสุดถึง 10 วิชา นอกจากนั้นยังมีงานด้านธุรการ การเงิน พัสดุ รวมถึงเข้าร่วมกิจกรรมในชุมชนอีกด้วย
 
คำถามที่เด็กนักเรียนสงสัยก็คือ "คุณครูจ๋า เมื่อไหร่จะว่างสอนหนูสักที!!!
 
ผศ.ดร.พรทิพย์ เย็นจะบก อาจารย์ภาควิชานิเทศศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ เปิดเผยข้อมูลน่าสนใจจากการลงพื้นที่พูดคุยกับครูในปัจจุบันให้ฟังว่า
 
"สาเหตุทั่วไปที่ครูไม่มีเวลาสอนคือ 1.ครูมีงานพิเศษต้องทำ เช่น งานการเงิน พัสดุ วิชาการ บริหารทั่วไป กิจการนักเรียน บริหารบุคคล 2.มีการอบรมบ่อยครั้ง ไม่รู้จะอบรมอะไรต่อมือะไรหนักหนา ครูบางคนทำงานหลายอย่างก็ต้องอบรมหลายครั้ง 3.ครูเอาเวลาไปทำผลงานวิชาการ อย่างมากก็แค่แจกใบงานแก่นักเรียน จึงเป็นปัญหาว่าครูมีผลงานทางวิชาการสูง แต่ผลสัมฤทธิ์นักเรียนต่ำ 4.ครูหลายคนไม่มีความรับผิดชอบ ไม่มีจิตวิญญาณในการเป็นครู"
 
ขณะเดียวกันก็ได้ยกตัวอย่างภาระหน้าที่ประจำวันของครูร.ร.มัธยมชื่อดังแห่งหนึ่งว่าแต่ละวันต้องทำอะไรต่อมิอะไรต่างๆมากมาย
 
"มีครูรร.มัธยมชื่อดังแห่งหนึ่งบอกว่าทุกๆวันต้องมาถึงโรงเรียนก่อนเด็กเข้าแถว 15 นาที คือ 7.25 น. เป็นครูพี่เลี้ยงให้นิสิตฝึกสอน (ครูที่เป็นพี่เลี้ยงนิสิตฝึกสอนได้ต้องมีประสบการณ์ไม่ต่ำกว่า 3 ปี) เตรียมการสอนคาบแรกและเริ่มสอนตอน 8.10 น. ทำแผนการสอน ที่ต้องมีทั้งปารปฐมนิเทศ ให้นร.เซ็นชื่อรับรองในแผน กำหนดเกณฑ์การให้คะแนน และบันทึกท้ายแผนหลังจากสอนครบทุกห้องแล้ว

 
ผลิตนวัตกรรมสื่อการสอนให้ทันสมัย  ทำวิจัยในชั้นเรียน ปฎิบัติตามโครงการวินัยเชิงบวกอย่างเคร่งครัด เป็นตำรวจโรงเรียนเดินตรวจในคาบที่ว่างตามที่ได้รับมอบหมาย ทำงานบริหารทั่วไปประจำการที่ห้องปกครอง คอยดูแลเอกสารงานฝ่ายบุคคล และอบรมตักเตือนนักเรียนที่ผิดระเบียบ ก่อนสุดท้ายจะเลิกงานกลับบ้านหลัง 17.00 น.เป็นต้นไป"
 
ตารางชีวิตช่างยุ่งยากชวนให้ปวดเศียรเวียนเกล้าเสียเหลือเกิน จึงไม่น่าแปลกใจว่าที่ทำให้ครูมากกว่า 61.60 % สนใจอยากจะเออร์ลีรีไทร์ไปทำอาชีพอื่น !!!
 
"ครู และผู้บริหาร ในแต่ละโรงเรียนเหนื่อยกันมาก มีงานให้ทำมากมายเกินจำเป็น วันๆ ครูก็แทบจะเอาตัวเองจะไม่รอดอยู่แล้ว น่าเห็นใจเป็นที่สุด น่าแปลกที่บนภาระของครูที่มากมายนั้น ไม่ได้ทำให้เด็กเก่งหรือดีขึ้นแม้แต่น้อย ครูถูกดึงเวลาออกไปจากเด็กมากจนวันๆ แทบไม่ได้สอนหนังสือ เราน่าจะไปผิดทาง เพราะเมื่อเราเหนื่อยขึ้น งานมากขึ้น เด็กๆ กลับแย่ลง ปัญหาสังคมเยาวชน และผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาทั่วประเทศก็ตกต่ำอย่างน่าใจหาย"
 
 
 
รัชนี อมาตยกุล ผู้บริหารโรงเรียนอมาตยกุล เคยเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ทำได้โดยง่าย ใช้เวลาสั้น แก้ปัญหาได้จริง ทั้งยังใช้งบประมาณไม่มากไว้ 10 ข้อดังนี้
 
1. ต้องรีบสร้าง Thailand model ให้กับทุกวิชา ทุกบท ทุกระดับชั้น ทำให้เป็นวาระแห่งชาติ  ทำวิธีสอนให้ง่าย สั้น ประสิทธิภาพสูง ใช้ภาษาวิชาการให้น้อย เน้นให้ไปรวบรวมวิธีสอนแต่ละบทแต่ละเรื่องแต่ละระดับชั้นมาจากครูที่สอนดีทั่วประเทศที่ใช้วิธีการเหล่านั้นสอนและได้ผลมาแล้ว อย่าสร้างกรอบหรือเกณฑ์ในการคัดเลือกให้ยุ่งยาก มุ่งเน้นไปที่วิธีการที่สอนแล้วเด็กเข้าใจเป็นพอ
 
2. จัดอบรมวิธีสอนแต่ละบทให้กับครูทั่วประเทศ ว่ากันเป็นบทๆ เลย   ต้องอบรมกันแบบหวังผล ไม่เน้นพิธีเปิด พิธีปิด coffee brake เน้นสาระ พิธีเปิดปิดไม่ต้องมี ว่ากันแบบประหยัดเวลา ตรงเป้า  
 
3. ให้รัฐจัดหาสถานที่ทำศูนย์สำหรับครู  (teacher  center)   เป็นที่สบายๆ ณ มุมใดมุมหนึ่งของจังหวัด สำหรับครู มาพบปะ แลกเปลี่ยนความรู้กัน มี 1 จังหวัด  1 ศูนย์  ที่ที่ครูสามารถมาพบปะแลกเปลี่ยนวิธีการสอน  แลกเปลี่ยนความคิดกันได้ รัฐสนับสนุนเพียงสถานที่และหนังสือ  สื่อต่างๆ  นอกจากนี้ขอให้มีกฎกติกาน้อยๆ เปิดวันเสาร์ – อาทิตย์ด้วย เพราะเป็นวันที่ครูหยุด ทำแบบนี้ไม่น่าเปลืองงบประมาณสักเท่าไหร่ ดีกว่าให้ครูไปอยู่ตามศูนย์การค้า
 
4. จัดให้มีระบบ call center แบบ 1133  สายตรงการเรียนการสอนของกระทรวงศึกษาฯ เพื่อช่วยครูในเรื่องต่างๆ เช่น  ช่วยแนะนำวิธีการสอน ช่วยแนะนำวิธีแก้ปัญหาที่ เป็นแหล่งรวมข้อมูล ถามอะไรตอบได้ 
 
5. ปฏิรูปสถาบันที่สอนครูเป็นการด่วน  ให้ครูที่จบออกมาสอนได้ พูด คิด เป็น รอบรู้ ติดอาวุธให้นักศึกษาครู ให้สอนทุกบทแบบ Thailand Model ในข้อ 1 ให้ครบก่อนจบออกมา ควรนำ Thailand Model นี้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรการฝึกหัดครู เรียกว่าเรียนให้ตรงเป้า  จบมาทำงานได้จริง
 
6. เปิดช่องทางอนุญาตให้ผู้ที่จบสาขาอื่น เช่น วิศวกร แพทย์ นักหนังสือพิมพ์ที่ทำงานมาจนอิ่มตัวแล้ว รอบรู้มาก มาเป็นครูได้ง่ายกว่าปัจจุบัน  เช่น  จัดอบรมวิธีสอนตามข้อ 1 ใครซ้อมสอนตาม Thailand model ได้ ก็ได้ใบประกอบวิชาชีพ ดีกว่าจัดให้สอบแบบทุกวันนี้ เพราะคนที่สอบผ่าน ก็อาจจะสอนไม่เป็น ตัวข้อสอบเอง ก็ไม่ได้วัดความสามารถในการสอน
 
7. เมื่อวิธีการสอนได้รับการปรับปรุงแล้ว วิธีการประเมินก็ต้องเปลี่ยนแปลงเช่นกัน  เปลี่ยนข้อสอบให้เหมาะสม อย่าออกข้อสอบกำกวม  มีหลายคำตอบ แล้วแต่จะคิดหรือข้อสอบที่ตอบแล้ว ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้น
 
8. ถ้าจะยังจะมีสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) อยู่อีก ให้ลดตัวชี้วัดของสมศ.ลง ให้เหลือ 4 ตัวชี้วัดก็พอ  สมศ. ควรมาประเมินร.ร.ตามสภาพจริงที่ร.ร.เป็น ควรมีตัวชี้วัดง่ายๆ 4 ตัว ได้แก่ ครูตั้งใจและสอนดี เด็กดี  อาคารสถานที่ดี การบริหารงานดี ก็พอแล้ว อย่าต้องให้โรงเรียนเก็บตัวเลขอะไรมากมายมายแบบทุกวันนี้ 
 
9. รัฐสามารถช่วยลดภาระงานของครูลงได้โดยจ่ายเงินในโครงการต่างๆ ให้กับผู้ปกครองโดยตรง ทั้งเงินเรียนฟรีในโครงการ เงินอุดหนุนรายหัว  ขอให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเป็นคนทำหน้าที่นี้แทนครู  จะใช้ระบบภาษี เป็นค่าลดหย่อน หรือแบบคูปองการศึกษาก็ได้ ไม่ต้องผ่านโรงเรียน ครูจะได้เอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่มีคุณค่ากว่า
 
10. การปฏิรูปการศึกษา ควรให้ครูที่ปฏิบัติงานในโรงเรียนจริงเป็นแกนนำ  ไม่ควรให้ครูเป็นผู้ปฏิบัติตามเท่านั้น เพราะผู้นำในการปฏิรูปควรสัมผัสปัญหาทั้งหมด เพื่อที่จะรู้ว่าควรจะปฏิรูปอะไร การปฏิรูปจะได้ตรงเป้าและประสบผลสำเร็จ
 
ผศ.ดร.พรทิพย์ ทิ้งท้ายในประเด็นที่น่าเป็นห่วงเกี่ยวกับโซเชียลเน็ตเวิร์กด้วยว่า
 
"สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือครูต้องสอนให้เด็กรู้เท่าทันสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กด้วย ครูต้องเป็น Friend กับเด็กให้ได้ ถึงแม้เขาจะมีกรุ๊ปอะไรของเขาก็ตาม  คุณต้องไปทำความเข้าใจชีวิตเขา เข้าใจธรรมชาติของวัยรุ่นว่าความต้องการของเขาคืออะไร สนใจอะไรชอบอะไรไม่ชอบอะไร ครูต้องเข้าไปโต้ตอบ พูดคุยกับเด็ก ไม่ใช่ว่าเข้าไปเห็นเด็กพูดจา สนุกคึกคะนองกับเพื่อนๆ แล้วเราไปตำหนิ เพราะเขาจะบล็อคคุณทันที แต่ครูควรจะเข้าไปอยู่ในกลุ่มกับเด็กให้ได้อย่างเข้าใจและเปิดเผย"
 
ขณะที่การปฏิรูปกำลังเป็นวาระของประเทศ และหนึ่งในนั้นคือเรื่องการศึกษา ฉะนั้นการปฏิรูปครูผู้สอนและภาระต่างๆที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ 365 วันใน 1 ปี คุณครูจะได้มีเวลาให้กับลูกศิษย์อย่างเต็มที่
 
 
 
 
Advertisement

TAGS ที่เกี่ยวข้อง >>

ความคิดเห็นเกี่ยวกับ : คุณครูจ๋า…เมื่อไหร่จะว่างสอนหนู?

เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น!

ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บไซต์ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป

ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้

^