LASTEST NEWS

18 ม.ค. 2560(( คัดมาให้ 46 อัตรา )) ที่ไม่ต้องใช้วุฒิครู ตำแหน่งครูธุรการ รับสมัครป.ตรีทุกสาขา 15,000.-บาท 18 ม.ค. 2560((รับสมัครหลายจังหวัด)) สพฐ.เปิดสอบพนักงานราชการครู 130 อัตรา สนใจดูรายละเอียด 18 ม.ค. 2560คุรุสภาวางระบบสกัดคนไม่ดีเป็นครู 18 ม.ค. 2560(ไม่ต้องมีวุฒิครู) รับป.ตรีทุกสาขา สพป.ลำปาง เขต 3 เปิดสอบครูธุรการ 4 อัตรา 18 ม.ค. 2560สพป.ลำปาง เขต 3 เปิดสอบพนักงานราชการครู จำนวน 3 อัตรา สมัคร20-27ม.ค.2560 18 ม.ค. 2560ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูง ศธ. 4 ราย 18 ม.ค. 2560ผลการประชุม ก.ค.ศ. 1/2560 เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2560 18 ม.ค. 2560มติ ครม.ที่เกี่ยวข้องด้านการศึกษา 17 ม.ค. 2560สพป.มุกดาหาร เปิดสอบพนักงานราชการครู ลูกจ้างชั่วคราว และครูอัตราจ้าง 13 อัตรา 17 ม.ค. 2560ความเชื่อมั่นครูไทย...จากปี 52 ถึงปี 59

รายงานการวิจัย เรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำศัพท์ภา

usericon

รายงานการวิจัย  เรื่อง  การพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำศัพท์ภา
บทคัดย่อ

ชื่องานวิจัย : การพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยใช้แบบฝึก
ทักษะการอ่านและการเขียนคำศัพท์ ชุด Parts of the Body สำหรับ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
ชื่อผู้วิจัย : นางสาวรัชนีภรณ์ ศรีหวัง
ปีที่ทำวิจัย : 2554

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยใช้ แบบฝึกทักษะการอ่าน และการเขียนคำศัพท์ ชุด My Body Parts มาช่วยในการ
จัดกิจกรรมการเรียนการสอนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ เรื่อง Parts of the Body ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนวัดไทรม้า อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี จำนวน 15 คน
ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการจดจำคำศัพท์ เรื่อง Parts of the Body เพราะอ่านไม่ออก และเขียนไม่ได้ โดยให้นักเรียนใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำศัพท์ ชุด My Body Parts ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนซ่อมเสริมช่วงพักกลางวันทุกวันประมาณ 30 นาที ใช้เวลาในการทดลอง 3 สัปดาห์ หลังจากนั้นให้นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน วิเคราะห์ความแตกต่างของผลคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน พร้อมทั้งให้นักเรียนทำแบบประเมินความพึงพอใจหลังการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำศัพท์ ชุด My Body Parts
จากผลการวิเคราะห์ความแตกต่างของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน วิเคราะห์ด้วยค่า
t – test ปรากฏค่า 68.9 ซึ่งมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.01 จึงอาจกล่าวได้ว่า คะแนนหลังเรียนมีค่าสูงกว่าก่อนเรียน หมายความว่า หลังจากที่ครูดำเนินกิจกรรมการเรียนการสอนซ่อมเสริมตามแผนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำศัพท์ ชุด My Body Parts มาช่วยในการพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียน ปรากฏว่า ผลสัมฤทธิ์การเรียนเรื่อง Parts of the Body ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 (จำนวน 15 คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับการจดจำคำศัพท์ เรื่อง Parts of the Body เพราะอ่านไม่ออก และเขียนไม่ได้ ) สูงขึ้น
หมายเหตุ....
คำว่า “ มีนัยสำคัญ ” หมายความว่า คะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนมีความแตกต่างกัน ซึ่งความแตกต่างกันนี้มี 2 ระดับ ที่นิยมใช้คือที่ 0.05 และ 0.01
คำว่า “ ไม่มีนัยสำคัญ ” หมายความว่าคะแนนก่อนเรียนหลังเรียนไม่มีความแตกต่างกันบางครั้งอาจพูดได้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนมีระดับเท่ากันหรือใกล้เคียงกันจนไม่เกิดความแตกต่างกัน

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย
ในการเรียนภาษาไม่ว่าภาษาใดและระดับชั้นใดก็ตาม นักเรียนจำเป็นต้องเรียนรู้เกี่ยวกับ
ตัวภาษาทั้งในด้านเสียง คำศัพท์และโครงสร้าง ถึงแม้ประเทศไทยจะให้ความสำคัญกับการเรียน
การสอนภาษาอังกฤษมาเป็นระยะเวลาหลายสิบปีก็ตาม แต่การเรียนการสอนก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร สาเหตุมาจากเด็กอ่านคำศัพท์ไม่ออก เขียนคำศัพท์ไม่ถูกต้อง สะกดคำศัพท์ไม่ได้ และเด็กนักเรียนคิดว่าภาษาอังกฤษยากเกินไป จึงไม่ให้ความสนใจเท่าที่ควร ดังนั้นการพัฒนาการเรียนการสอนภาษาอังกฤษจึงจำเป็นต้องใช้สื่อการสอนเพื่อช่วยสร้างบรรยากาศ ให้มีการกระตุ้นการเรียนรู้ เร้าความสนใจ จะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนและจดจำบทเรียนได้ดี และจะส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น สภาพปัญหาในการเรียนวิชาภาษาอังกฤษ พบว่า เรื่อง คำศัพท์ การออกเสียงและโครงสร้างทางภาษา เป็นปัญหาในการพัฒนาความรู้และความเข้าใจในภาษาอังกฤษเป็นอย่างมาก เพราะส่งผลกระทบต่อการพัฒนาการเรียนภาษาอังกฤษในด้าน ทักษะการฟัง การพูด การอ่านและการเขียนโดยตรง
จากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ เรื่อง Parts of the Body ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนวัดไทรม้า อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี พบว่ามีนักเรียนจำนวน 15 คน ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการจดจำคำศัพท์ เพราะอ่านไม่ออก และเขียนไม่ได้ ถึงแม้จะมีการท่องคำศัพท์ทุกวัน แต่ก็ไม่สามารถช่วยให้นักเรียนจดจำคำศัพท์ได้ดี เนื่องจากความจำกัดของเวลา และปริมาณของคำศัพท์ที่มีมากเกินไป ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้คิดหาวิธีการที่จะช่วยให้นักเรียนจดจำคำศัพท์ได้มากขึ้น และนำไปใช้ในการเรียนได้ดียิ่งขึ้น

วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ เรื่อง Parts of the Body ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนวัดไทรม้า อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี จำนวน 15 คน ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการจดจำคำศัพท์ เพราะอ่านไม่ออก และเขียนไม่ได้ โดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำศัพท์ ชุด My Body Parts
2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านและการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ เรื่อง Parts of the Body ก่อนการใช้แบบฝึกทักษะ และหลังการใช้แบบฝึกทักษะ
วิธีดำเนินการวิจัย
1. กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างเป็นเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนวัดไทรม้า อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี จำนวน 15 คน ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการจดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษเรื่อง Parts of the Body เพราะอ่านไม่ออก และเขียนไม่ได้
2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
2.1 แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำศัพท์ ชุด My Body Parts
2.2 แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้นและตรวจสอบค่าความยากง่าย ( p ) และอำนาจจำแนก ( r ) ของแบบทดสอบแล้ว
2.3 แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง Parts of the Body สำหรับจัดกิจกรรมสอนซ่อมเสริมให้นักเรียนที่มีปัญหาเรื่องการจดจำคำศัพท์ จำนวน 15 คน
3. การดำเนินการทดลอง
ดำเนินการทดลองโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำศัพท์ ชุด My Body Parts ช่วยในการสอนซ่อมเสริมช่วงพักกลางวัน วันจันทร์ – วันพฤหัสบดี วันละ 30 นาที ใช้เวลาในการทดลอง 3 สัปดาห์
การวิเคราะห์ข้อมูล
1. วิเคราะห์ค่าความยากง่าย ( p ) และอำนาจจำแนก ( r ) ของแบบทดสอบ
ก่อนเรียน / หลังเรียน
2. เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์การอ่านและการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ เรื่อง Parts of the Body ก่อนและหลังการเรียนโดยใช้ แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำศัพท์ ชุด My Body Parts โดยการทดสอบค่าที ( t - test )

ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
1. ค่าความยากง่าย ( p ) ของแบบทดสอบก่อนเรียน / หลังเรียน จำนวน 20 ข้อ มีค่าอยู่ระหว่าง 37 % - 58 % ซึ่งเมื่อนำไปเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ ค่าความยากง่ายที่ดีควรอยู่ที่ 50 % และค่าความยากง่าย ( p ) ระหว่าง 20 – 80 % ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี จึงกล่าวได้ว่า แบบทดสอบฉบับนี้มีค่าความยากง่าย ( p ) อยู่ในเกณฑ์ที่ดีทุกข้อ
ส่วนค่าอำนาจจำแนก ( r ) ของแบบทดสอบก่อนเรียน / หลังเรียน จำนวน 20 ข้อ มีค่าอยู่ระหว่าง 0.61 – 0.80 ซึ่งเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ ค่าอำนาจจำแนกที่ดีมีค่าอยู่ระหว่าง 0.20 – 1.00 จึงกล่าวได้ว่า แบบทดสอบก่อนเรียน / หลังเรียน ฉบับนี้มีค่าอำนาจจำแนก ( r ) อยู่ในเกณฑ์ดี
2. ผลสัมฤทธิ์การอ่านและการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ เรื่อง Parts of the Body ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำศัพท์ ชุด My Body Parts สูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 แสดงว่าแบบฝึกทักษะนี้ทำให้นักเรียนมีพัฒนาการด้านการอ่านและการเขียนคำศัพท์ในเนื้อหาที่เรียนเรื่อง Parts of the Body สูงขึ้น
อภิปรายผล
1. การใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำศัพท์ ชุด My Body Parts นี้ ผู้วิจัยนำหลักจิตวิทยาเข้ามาใช้ ซึ่งได้แก่ การเรียนรู้โดยการให้ผู้เรียนมีกิจกรรมการเรียนรู้ หลาย ๆ กิจกรรม หลาย ๆ แบบ การเสริมแรงเพื่อให้การเรียนรู้มีประสิทธิภาพ การเพิ่มความคงทนถาวร การใช้แรงจูงใจ โดยการใช้รูปภาพและเกมที่น่าสนใจ ใช้กฎการฝึกของธอร์นไดค์ เมื่อมีการฝึกหรือกระทำซ้ำ ๆ อยู่เสมอจะทำให้สิ่งเร้าและการตอบสนองมีความสัมพันธ์กันอย่างมั่นคง ใช้กฎแห่งผลของ ธอร์นไดค์ที่ว่าการกระทำใด ๆ ก็ตามเป็นสิ่งที่ดีพึงพอใจจะทำให้คนทำพฤติกรรมนั้นซ้ำอีก
2. ผลสัมฤทธิ์ผลสัมฤทธิ์การอ่านและการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ เรื่อง Parts of the Body ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำศัพท์ ชุด My Body Parts สูงกว่าก่อนได้รับการเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 เป็นไปตามสมมติฐาน แสดงให้เห็นว่าแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำศัพท์ ชุด My Body Parts นี้ สามารถช่วยพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ เรื่อง Parts of the Body ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 15 คน ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการจดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ซึ่งผลการวิจัย พบว่า คะแนนทดสอบก่อนเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเฉลี่ย 6.80 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.14 ส่วนการทดสอบหลังเรียนมีค่าเฉลี่ย 17.53 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.91 ผลรวมของความแตกต่างของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน มีค่า D = 161 และ D2 = 1,735 เมื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนการสอบ ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยค่าสถิติ t – test พบค่า t = 59.07 ซึ่งนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 จึงกล่าวได้ว่าผลสัมฤทธิ์ก่อนการเรียนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่เชื่อมั่นได้ถึง 99 % ซึ่งยอมรับสมมติฐานที่ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำศัพท์ ชุด My Body Parts ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนวัดไทรม้า อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี จำนวน 15 คน ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการจดจำคำศัพท์ภาษาอังกฤษเรื่อง Parts of the Body มีความแตกต่างกัน ผลของการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่าการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำศัพท์ ชุด My Body Parts สามารถช่วยพัฒนาความรู้ ความเข้าใจ และช่วยให้ผลสัมฤทธิ์การอ่านและการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ เรื่อง Parts of the Body หลังเรียน สูงขึ้นกว่าก่อนเรียน

ข้อเสนอแนะ
1. ข้อเสนอแนะในการสร้างเครื่องมือ จากการวิจัยครั้งนี้
1.1 ภาพในแบบฝึกทักษะควรชัดเจนสามารถสื่อความหมายให้นักเรียนเข้าใจได้ โดยไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม
1.2 การเขียนคำอ่านภาษาอังกฤษสำหรับให้นักเรียนได้ฝึกอ่านด้วยตนเอง ต้องระวังให้มากเพราะ การเขียนเทียบเสียงคำอ่านภาษาอังกฤษกับภาษาไทยมักไม่ตรงกัน และบางคำศัพท์ในภาษาอังกฤษก็ไม่สามารถเขียนเทียบเสียงเป็นภาษาไทยได้ ทั้งนี้ผู้เขียนใช้ความเข้าใจและประสบการณ์ที่มีเขียนเทียบเสียงคำศัพท์ขึ้นซึ่งอาจจะไม่ตรงเท่าที่ควร ก็ขออภัยมา ณ ที่นี่ด้วย
1.3 สื่อการสอนที่เป็นรูปภาพที่ใช้ประกอบกับคำศัพท์ เพื่อบอกความหมายของบัตรคำศัพท์ควรชัดเจน สื่อความหมายได้ถูกต้อง

2. ข้อเสนอแนะในการนำแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำศัพท์
ชุด My Body Parts ไปใช้
2.1 แบบฝึกทักษะชุดนี้ใช้ประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อเป็นตัวช่วยในการพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ เรื่อง Parts of the Body ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
2.2 ระยะเวลาในการสอนและให้ทำแบบฝึกหัดแต่ละครั้ง ไม่ควรใช้ระยะเวลาสั้นหรือนานเกินไป เพราะถ้าระยะเวลาสั้นเกินไปนักเรียนไม่เกิดการเรียนรู้ในเรื่องนั้น ๆ และถ้าระยะเวลานานเกินไปจะทำให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่ายได้
2.3 ในการทำกิจกรรมแต่ละครั้ง ครูต้องกำหนดระยะเวลาในการทำแบบฝึกทักษะแต่ละเรื่อง และอาจยืดหยุ่นได้ แล้วแต่ความเหมาะสม และเมื่อนักเรียนทำเสร็จ ครูต้องเฉลยแบบฝึกทักษะทุกครั้งเพื่อให้นักเรียนแก้ไข และจดจำคำศัพท์ที่ถูกต้อง พร้อมทั้งให้นักเรียนนำเสนอผลงานของตนเองเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อน ๆ จะได้พัฒนาความสามารถในการอ่านและการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษของตนเองให้ดียิ่งขึ้น

3. ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป
3.1 ควรศึกษาความคงทนในการเรียนรู้คำศัพท์ จากการทำแบบฝึกหัด หรือ แบบฝึกทักษะ ของกรมวิชาการ
3.2 ควรศึกษาการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ โดยใช้เกณฑ์การหาประสิทธิภาพ 80 / 80 เกี่ยวกับเนื้อหาในบทเรียนให้ถูกต้อง เพื่อนำไปสู่การศึกษาพัฒนาการด้านการอ่านและการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษในเรื่องอื่นๆ และในระดับชั้นอื่น ๆ ต่อไป
3.3 ควรศึกษาการสร้างแบบฝึกหัดการอ่านและการเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ในระดับชั้นประถมศึกษาให้เข้าใจถ่องแท้ เพื่อจะได้รวบรวมและจัดทำแบบฝึกหัดในบทเรียนอื่นๆ และระดับชั้นอื่น ๆ เพื่อนำไปเป็นตัวช่วยในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้กับนักเรียนให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น


ratchaniphon 06 ส.ค. 2556 เวลา 18:28 น. 0 1,666
ร่วมแสดงความคิดเห็น
เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น!

ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บไซต์ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป

ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้

^