การรายงานผลการใช้กิจกรรมพัฒนาตนเพื่อป้องกันการมีเพศสัมพันธ์
LASTEST NEWS

21 ส.ค. 2561ดีเดย์1ต.ค.! ‘ครู’เลิกงานธุรการ เตรียม3พันล.จ้างภารโรงแทน สำรวจ-ซ่อม‘บ้านพัก’แก้ย้ายถิ่น 21 ส.ค. 2561โรงเรียนอนุบาลโสธิญา รับสมัครครูผู้สอน 6 อัตรา วุฒิปริญญาตรีทุกสาขา (ไม่ต้องใช้วุฒิครู) 21 ส.ค. 2561อ้าปากค้าง ! เมื่อครูตัดสินใจรีโนเวทบ้านพักครูเก่า(สุดโหด) ให้เป็นห้องใหม่เเถมเจ๋งกว่าเดิม 21 ส.ค. 2561( รวมลิงค์ ) ประกาศผลสอบครูผู้ช่วย 2561 ภาค ก. ภาค ข. ทุกจังหวัด ทั่วประเทศ 21 ส.ค. 2561สพฐ.สร้างระบบข้อมูลกลางลดภาระครู 21 ส.ค. 2561ศธ.เร่งแก้ไขระเบียบเข้าพักบ้านพักครู 21 ส.ค. 2561ให้ “ครู” สอนอย่างเดียว ! ศธ.เสนองบ 3 พันล้าน จ้าง จนท.ทำงานธุรการ-ภารโรง 20 ส.ค. 2561ด่วน! ราชกิจจานุเบกษา กฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยอำนาจการลงโทษภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน หรือลดเงินเดือน พ.ศ. 2561 20 ส.ค. 2561ก.ค.ศ.จัดประชุมปรับปรุงหลักเกณฑ์ฯ คัดครูผู้ช่วย กรณีพิเศษ - เพื่อให้การดำเนินการเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ 20 ส.ค. 2561"หมอธี"ประกาศเลิกใช้ครูทำธุรการ ทุ่ม3พันล้านจ้างจนท.

การรายงานผลการใช้กิจกรรมพัฒนาตนเพื่อป้องกันการมีเพศสัมพันธ์

usericon

ชื่อเรื่อง     : การรายงานผลการใช้กิจกรรมพัฒนาตนเพื่อป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ของนักเรียนหญิง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนกาญจนานุเคราะห์
ผู้ศึกษา         : นายศิริชัย ตรีตรานนท์ ครูชำนาญการ โรงเรียนกาญจนานุเคราะห์
ปีการศึกษา    : 2560

บทคัดย่อ

     การรายงานผลการใช้กิจกรรมพัฒนาตนเพื่อป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ของนักเรียนหญิง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เพื่อหาประสิทธิภาพของกิจกรรมพัฒนาตนเพื่อป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ 2) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ทั้งรายด้านและโดยรวมของนักเรียนหญิง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาตนเพื่อป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ 3) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ทั้งรายด้านและโดยรวมของนักเรียนหญิง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างกลุ่มที่เข้าร่วมและกลุ่มที่ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาตนเพื่อป้องกันการมีเพศสัมพันธ์
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา นักเรียนหญิง ชั้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนกาญจนา นุเคราะห์ จังหวัดกาญจนบุรี ในปีการศึกษา 2560 จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นแบบวัดพฤติกรรมป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ และกิจกรรมพัฒนาตนเพื่อป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ การเก็บข้อมูลในการศึกษาครั้งนี้ ผู้ศึกษาได้เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง และนำข้อมูลที่ได้มาทำการวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูลสำเร็จรูป SPSS for Windows ประมวลผลข้อมูล สถิติที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ของนักเรียนหญิงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมในระยะก่อนการทดลองและหลังการทดลอง

ผลการศึกษา
    ผลการศึกษาประสิทธิภาพของกิจกรรมพัฒนาตนป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ ของนักเรียนหญิง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 สรุปได้ว่า
    1. ค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมพัฒนาตนป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (E.I.) มีค่าเท่ากับ 0.63 หรือคิดเป็นร้อยละ 63
    2. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนด้วยกิจกรรมพัฒนาตนป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ มีผลการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01
ผลการศึกษาเปรียบเทียบ พฤติกรรมป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ทั้งรายด้าน และโดยรวมของนักเรียนหญิง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ระหว่างกลุ่มที่เข้าร่วม และกลุ่มที่ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาตนเพื่อป้องกันการมีเพศสัมพันธ์สรุปได้ว่า
1. ก่อนการทดลองนักเรียนหญิง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในกลุ่มทดลอง มีพฤติกรรมป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ด้านการไม่อยู่ตามลำพัง กับเพื่อนต่างเพศในที่ลับตาสองต่อสอง ด้านการไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และเสพยาเสพติด และพฤติกรรมป้องกันการมีเพศสัมพันธ์โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.21 , = 4.31 และ = 3.75 ตามลำดับ) มีพฤติกรรมป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ด้านการไม่เปิดรับสื่อกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ และด้านการหลีกเลี่ยงคบเพื่อนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงอยู่ในระดับปานกลาง ( = 3.66 และ = 3.07 ตามลำดับ) เช่นเดียวกับในกลุ่มควบคุม มีพฤติกรรมป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ ด้านการไม่อยู่ตามลำพังกับเพื่อนต่างเพศในที่ลับตาสองต่อสอง ด้านการไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และเสพยาเสพติด และพฤติกรรมป้องกันการมีเพศสัมพันธ์โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.18 , = 4.35 และ = 3.78 ตามลำดับ) มีพฤติกรรมป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ด้านการไม่เปิดรับสื่อกระตุ้นอารมณ์ทางเพศและด้านการหลีกเลี่ยงคบเพื่อนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงอยู่ในระดับปานกลาง ( = 3.60 และ = 3.20 ตามลำดับ) เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างพฤติกรรมป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ ทั้งรายด้านและพฤติกรรมป้องกันการมีเพศสัมพันธ์โดยรวมโดยการทดสอบ t (Independent t-test) พบว่า พฤติกรรมป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ ทั้งรายด้าน และพฤติกรรมป้องกันการมีเพศสัมพันธ์โดยรวมของกลุ่มทดลอง และกลุ่มควบคุม ไม่แตกต่างกัน
2. หลังการทดลองนักเรียนหญิง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในกลุ่มทดลองมีพฤติกรรมป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ ด้านการไม่อยู่ตามลำพังกับเพื่อนต่างเพศในที่ลับตาสองต่อสอง ด้านการไม่เปิดรับสื่อกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ ด้านการไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และเสพยาเสพติด และด้านการหลีกเลี่ยงคบเพื่อน ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง และพฤติกรรมป้องกันการมีเพศสัมพันธ์โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.63 , = 4.04 , = 4.71 , = 3.96 และ = 4.31 ตามลำดับ) ในกลุ่มควบคุมมีพฤติกรรมป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ ด้านการไม่อยู่ตามลำพังกับเพื่อนต่างเพศในที่ลับตาสองต่อสอง ด้านการไม่เปิดรับสื่อกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ ด้านการไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และเสพยาเสพติด และพฤติกรรมป้องกันการมีเพศสัมพันธ์โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.15 , = 3.73 , = 4.37 และ = 3.77 ตามลำดับ) ส่วนพฤติกรรมป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ด้านการหลีกเลี่ยงคบเพื่อนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงอยู่ในระดับปานกลาง( =3.09) เมื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบ ความแตกต่างพฤติกรรมป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ ทั้งรายด้านและพฤติกรรมป้องกันการมีเพศสัมพันธ์โดยรวม โดยการทดสอบ t (Independent t-test) พบว่ากลุ่มทดลองมีพฤติกรรมป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ ทั้งรายด้านและพฤติกรรมป้องกันการมีเพศสัมพันธ์โดยรวมสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05







watern75 16 ต.ค. 2560 เวลา 16:18 น. 0 200
ร่วมแสดงความคิดเห็น
เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น!

ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บไซต์ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป

ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้

^