LASTEST NEWS

19 ม.ค. 2562รวมข่าวเปิดสอบครูอัตราจ้าง จำนวน 86 อัตรา สมัครตั้งแต่บัดนี้ถึง 30 ม.ค.2562 19 ม.ค. 2562สพฐ.เปิดสอบพนักงานราชการ ตำแหน่งครูผู้สอน 35 อัตรา สมัครตั้งแต่บัดนี้ถึง 31 ม.ค.2562 19 ม.ค. 2562สพป.อุดรธานี เขต 2 เปิดสอบพนักงานราชการ ตำแหน่งครูผู้สอน จำนวน 7 อัตรา 19 ม.ค. 2562นักเรียนยุคก่อนเล่า "ผมว่าถ้าเด็กสมัยนี้เจอครูเมื่อสมัยผมเรียน ครูคงแค่ไม่โดนไล่ออก ครูคงติดคุกด้วย" 19 ม.ค. 2562ผอ.สั่งตัดเงินเดือนครูตีก้นเด็กนักเรียน 53 ครั้ง ศธจ.กำชับห้ามเกิดขึ้นอีก  19 ม.ค. 2562มองย้อนหลังไปการศึกษาไทยมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร? 19 ม.ค. 2562นายกฯ ย้ำทุกหน่วยงานร่วม ศธ.บูรณาการจัดการศึกษา-พัฒนาเด็ก 19 ม.ค. 2562ครูสาวอัตราจ้าง จ.ชุมพร ร้อง ปปช. ถูกหลอกสวมชื่อรับเงินเดือน 19 ม.ค. 2562เสนอครูยุคใหม่ต้องมีจิตวิญญาณความเป็นครู-มีความรู้ยุค4.0 19 ม.ค. 2562นายกฯ สั่ง ขรก.ทำความเข้าใจ ปชช.ช่วงเลือกตั้ง จ่อคืนวันสอบ GAT-PAT

การพัฒนาระบบการบริหารสถานศึกษาโดยใช้เทคนิคการมีส่วนร่วมของโรงเรี

usericon

การพัฒนาระบบการบริหารสถานศึกษาโดยใช้เทคนิคการมีส่วนร่วมของโรงเรี
ชื่องานวิจัย    การพัฒนาระบบการบริหารสถานศึกษาโดยใช้เทคนิคการมีส่วนร่วมของโรงเรียน
        เทศบาล 1 (บ้านในเมือง) สังกัดเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์
ชื่อผู้วิจัย    นางอุบลรัตน์ เสือน้อยกุลธร
ตำแหน่ง    รองผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเทศบาล 1 (บ้านในเมือง) สังกัดเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์
ปีการศึกษา     2555

บทคัดย่อ

    การพัฒนาระบบการบริหารสถานศึกษาโดยใช้เทคนิคการมีส่วนร่วมของโรงเรียนเทศบาล 1 (บ้านในเมือง) สังกัดเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ จุดมุ่งหมายของการรายงานผลการดำเนินงาน 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพผลการดำเนินงานตามแผนงานพัฒนาระบบบริหารการศึกษาโดยใช้เทคนิคการมีส่วนร่วมของโรงเรียนเทศบาล 1 (บ้านในเมือง) 2)เพื่อศึกษาความพึงพอใจ ผลการดำเนินงานตามแผนงานพัฒนาระบบบริหารการศึกษาโดยใช้เทคนิคการมีส่วนร่วมของโรงเรียนเทศบาล 1 (บ้านในเมือง) 3) เพื่อนำเสนอแนวทางในการดำเนินงานตามแผนงานพัฒนาระบบบริหารการศึกษา โดยใช้เทคนิคการมีส่วนร่วมของโรงเรียนเทศบาล 1 (บ้านในเมือง)
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการดำเนินการ แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้กลุ่มประชากรมาเป็นตัวแทนของกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน 3 คน กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจำนวน 15 คน พนักงานครู 53 คน รวม 71 คน 2) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการดำเนินงานที่ได้จากการสุ่มตัวอย่างอย่างง่ายโดยการจับฉลากจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ปกครองนักเรียนจำนวน 685 คน รวมกลุ่มตัวอย่าง 2 ส่วน จำนวน 756 คน เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็นแบบประเมินมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นมี 2 ฉบับ โดยแบบประเมินประสิทธิภาพผลการดำเนินงานพัฒนาระบบบริหารการศึกษาโดยใช้เทคนิคการมีส่วนร่วมของโรงเรียนเทศบาล 1 (บ้านในเมือง) มีค่าดัชนีความสอดคล้องที่ระดับ 0.9101 และ แบบประเมินความพึงพอใจในการดำเนินงานพัฒนาระบบบริหารการศึกษา โดยใช้เทคนิคการมีส่วนร่วมของโรงเรียนเทศบาล 1 (บ้านในเมือง) มีค่าดัชนีความสอดคล้องที่ระดับ 0.8918 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD)
ผลการวิจัยพบว่า
1. ประสิทธิภาพของการดำเนินงานตามแผนงานพัฒนาระบบบริหารการศึกษาโดยใช้เทคนิคการมีส่วนร่วมของโรงเรียนเทศบาล 1 (บ้านในเมือง) จากการศึกษาประสิทธิภาพของการดำเนินงานตามแผนงานพัฒนาระบบบริหารการศึกษาโดยใช้เทคนิคการมีส่วนร่วมของโรงเรียนเทศบาล 1 (บ้านในเมือง) พบว่าประสิทธิภาพของการดำเนินงานตามแผนงานพัฒนาระบบบริหารสถานศึกษาโดยใช้เทคนิคการมีส่วนร่วมโดยรวมและรายแผนงานอยู่ในระดับมาก แผนงานที่ดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดคือ แผนงานวิชาการ และแผนงานความสัมพันธ์ชุมชน รองลงมาคือ แผนงานกิจการนักเรียน แผนงานธุรการ การเงิน พัสดุ แผนงานบุคลากร และแผนงานอาคารสถานที่
2. ความพึงพอใจของการดำเนินงานตามแผนงานพัฒนาระบบบริหารการศึกษาโดยใช้เทคนิคการมีส่วนร่วมของโรงเรียนเทศบาล 1 (บ้านในเมือง) พบว่าความพึงพอใจของการดำเนินงานตามแผนงานพัฒนาระบบบริหารการศึกษาโดยใช้เทคนิคการมีส่วนร่วมโดยรวมและรายแผนงานอยู่ในระดับมาก แผนงานที่มีความพึงพอใจมากที่สุดคือ แผนงานความสัมพันธ์ชุมชน และรองลงมาคือ แผนงานธุรการ การเงิน พัสดุ แผนงานวิชาการ แผนงานกิจการนักเรียน และความพึงพอใจน้อยที่สุดคือ แผนงานอาคารสถานที่ และ แผนงานบุคลากร
3. ผลการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) จากการศึกษาแนวการดำเนินงานพัฒนาระบบบริหารการศึกษาโดยใช้เทคนิคการมีส่วนร่วมของโรงเรียนเทศบาล 1 (บ้านในเมือง) สังกัดเทศบาลเมืองเพชรบูรณ์ สรุปได้ว่าปัญหาที่สำคัญในกระบวนการพัฒนาระบบบริหารสถานศึกษาโดยใช้เทคนิคการมีส่วนร่วมของโรงเรียนเทศบาล 1 (บ้านในเมือง) จากการ สนทนากลุ่มของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่ การจัดกิจกรรมขาดความต่อเนื่อง การประชาสัมพันธ์ไม่ทั่วถึง ผู้ปกครองและชุมชนไม่มีส่วนร่วมเท่าที่ควร ที่ตั้งขอโรงเรียนอยู่ในแหล่งมลพิษทางเสียง งบประมาณและวัสดุอุปกรณ์ไม่เพียงพอ ขาดบุคลากรที่มีความรู้ด้านการดูแลงานสารสนเทศ ขาดการสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ

CHUSAI 06 ก.ย. 2557 เวลา 19:14 น. 0 205
ร่วมแสดงความคิดเห็น
เงื่อนไข การร่วมแสดงความคิดเห็น!

ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บไซต์ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้งเพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้น ออกจากระบบต่อไป

ขอขอบพระคุณล่วงหน้า มา ณ โอกาสนี้

^